โลจิสติกส์คือหัวใจสำคัญที่กำหนดความสามารถในการเติบโตของธุรกิจ SME ในยุคการแข่งขันไร้พรมแดน ซึ่งในยุคปัจจุบันนี้ เราสามารถใช้ AI มาเป็นตัวช่วยให้ SME ทำงานได้เร็วขึ้น แม่นยำขึ้น และใช้ต้นทุนน้อยลงกว่าที่เคย เทคโนโลยีอัจฉริยะเปิดโอกาสให้ธุรกิจขนาดเล็กมองเห็นซัพพลายเชนทั้งระบบ วางแผนขนส่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ และคาดการณ์ความต้องการของตลาดล่วงหน้า โลจิสติกส์จึงไม่ใช่ภาระต้นทุน แต่เป็นเครื่องมือสร้างโอกาส เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และผลักดัน SME ไทยให้ก้าวสู่ตลาดโลกอย่างมั่นใจ
THE SME HANDBOOK by UOB เอพิโสดที่ 3 ของซีซัน 10 นี้ เฟิร์น-ศิรัถยา อิศรภักดี พาไปเจาะลึกกับ ผศ.ดร.ธรินี มณีศรี คณบดีวิทยาลัยโลจิสติกส์และซัพพลายเชน มหาวิทยาลัยศรีปทุม ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมขนส่งสินค้าและโลจิสติกส์ไทย (TTLA) ถึงหัวใจของการนำเข้าและส่งออกผ่านมุมมองของโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพและใช้เทคโนโลยีที่เข้ามาเปลี่ยนเกม
กลยุทธ์โลจิสติกส์ยุค AI: การปรับตัวของ SME ไทยสู่การแข่งขันระดับโลกในสภาวะความผันผวน
ในโลกธุรกิจยุคใหม่ “โลจิสติกส์” ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่การเคลื่อนย้ายสินค้าจากจุด A ไปจุด B แต่ได้ยกระดับสู่การเป็นเส้นเลือดใหญ่และอาวุธสำคัญในการรักษาความได้เปรียบทางการแข่งขัน ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา วิกฤตการณ์ระดับโลกตั้งแต่ปมความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ไปจนถึงอุปสรรคทางธรรมชาติอย่างวิกฤตน้ำแห้งในคลองปานามา และเรือขวางคลองซูเอซ ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าระบบโซ่อุปทานมีความเปราะบางเพียงใด
สำหรับ SME ไทย ความเข้าใจเรื่องโลจิสติกส์คือ การบริหารความเสี่ยงเพื่อเตรียมความพร้อมสู่ปี 2026 ซึ่งจะเป็นปีที่กฎระเบียบโลกจะถูกบังคับใช้อย่างเข้มงวดที่สุด ผู้ประกอบการที่เข้าถึงตัวแปรภายนอกและปรับตัวได้ก่อนเท่านั้นที่จะสามารถรักษาพื้นที่ในตลาดโลกไว้ได้
การวิเคราะห์และเลือกโหมดการขนส่ง (Logistics Modes & Selection Strategy)
หัวใจสำคัญของการเลือกโหมดการขนส่งไม่ใช่การหาโหมดที่ดีที่สุด แต่คือการหาโหมดที่ “เหมาะสมที่สุด” ตามบริบทของสินค้าและตลาดเป้าหมาย
เปรียบเทียบกลยุทธ์การขนส่ง 4 ประเภทหลัก
ทางอากาศ (Air)
จุดเด่น: ความเร็วสูงสุด
สินค้าที่เหมาะสม: สินค้ามูลค่าสูง, ยา, เวชภัณฑ์, แฟชันที่ต้องแข่งกับเวลา
ข้อจำกัด: ต้นทุนสูงที่สุด ไม่เหมาะกับสินค้าหนักหรือปริมาณมาก
ทางทะเล (Sea)
จุดเด่น: ต้นทุนต่ำที่สุด, รองรับปริมาณได้อย่างมหาศาล
สินค้าที่เหมาะสม: สินค้าหนัก, ของแห้ง, สินค้าที่มีการวางแผนล่วงหน้าได้
ข้อจำกัด: ใช้เวลานาน (1-3 เดือน) อ่อนไหวต่อภัยธรรมชาติและวิกฤตคลอง
ทางบก (Road)
จุดเด่น: เข้าถึงได้ทุกพื้นที่, เชื่อมต่อการขนส่งแต่ละรูปแบบเข้าด้วยกัน
สินค้าที่เหมาะสม: สินค้าอุปโภคบริโภค, การขนส่งข้ามแดน
ข้อจำกัด: จำกัดปริมาณต่อเที่ยว, ความเสี่ยงอุบัติเหตุ
ทางราง (Rail)
จุดเด่น: ความเร็วปานกลาง
สินค้าที่เหมาะสม: สินค้าหนักที่ต้องการความแน่นอนสูง
ข้อจำกัด: เร็วกว่าเรือแต่ถูกกว่าเครื่องบิน เป็นโหมดที่รัฐบาลไทยกำลังผลักดัน
ในยุคที่ความแน่นอนไม่มีอยู่จริง SME ต้องเลิกยึดติดกับโหมดเดียวและหันมาใช้ Mix Mode หรือ Multimodal Transport เพื่อหาจุดสมดุลระหว่างต้นทุนและเวลา เช่น การผสมผสานรางเชื่อมต่อเรือ หรือถนนเชื่อมต่ออากาศ เพื่อให้เกิดความยืดหยุ่น เมื่อเส้นทางหลักเกิดอุปสรรค ซึ่งการเลือกว่าธุรกิจของเราเหมาะกับโหมดการขนส่งแบบไหนให้ดูก่อนเลยว่า สินค้าของเราคืออะไร ปริมาณแค่ไหน และระยะเวลาที่ต้องส่งถึงลูกค้า SME ต้องวางแผนก่อนเลือกโหมดการขนส่งทั้ง 4 นี้
การบริหารความเสี่ยงภายใต้ปัจจัยความผันผวนระดับโลก
ระบบโลจิสติกส์มีความอ่อนไหวสูงต่อสภาพแวดล้อม SME ต้องประเมิน 4 ปัจจัยเสี่ยงที่ควบคุมไม่ได้
- พลังงาน (Energy) ทุกโหมดพึ่งพาเชื้อเพลิง กลยุทธ์ที่สำคัญคือการทำสัญญาที่ยืดหยุ่น (Flexible Contract) หลีกเลี่ยงการ Fix ราคาขนส่งตายตัว แต่ควรมีเงื่อนไขปรับตามราคาพลังงานจริงเพื่อความยุติธรรมของต้นทุน
- ภูมิรัฐศาสตร์และกฎระเบียบ (Geopolitics & Regulations) นโยบายอย่าง “Trump Policy” ที่เน้นกำแพงภาษีส่งผลกระทบวงกว้าง SME ซึ่งปัจจุบันไม่ใช่แค่สหรัฐฯ แต่ประเทศอื่นๆ ก็สนับสนุนสินค้าในประเทศก่อน การทำความเข้าใจถึงกฎระเบียบต่างๆ เรื่องกำแพงภาษี จึงเป็นสิ่งสำคัญ หากเราทำสินค้าของเราให้มีมาตรฐาน ก็ไปขายในประเทศเหล่านั้นได้ รวมถึง SME เองก็ต้องเป็นหูเป็นตาเรื่องข้อตกลงการค้า (FTA) ทั้งแบบทวิภาคีและพหุภาคีเพื่อใช้สิทธิประโยชน์ภาษีเป็นศูนย์ (Zero Tax) ซึ่งรัฐบาลได้เจรจาไว้ให้
- ภัยธรรมชาติ (Natural Disasters) บทเรียนจากน้ำท่วมหาดใหญ่ ที่ต้องยกของขึ้นที่สูงทันที หรือ วิกฤตน้ำท่วมกรุงเทพฯ ที่ทำให้อุตสาหกรรมยานยนต์เสียหายมหาศาลเพราะย้ายรถไม่ทัน สอนให้เรารู้ว่าต้องมีแผนสำรอง และการเลือกพาร์ตเนอร์กระจายสินค้าในพื้นที่ปลอดภัย ในหลายๆ ประเทศมีการพูดถึง มาตรฐานความปลอดภัยตลอดห่วงโซ่อุปทาน ผู้ประกอบที่จะส่งออกต้องประเมินความเสี่ยงให้ครบตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง ให้เห็นว่าทุกๆ การเคลื่อนย้ายจะเกิดเหตุอะไรบ้าง เสี่ยงกับภัยพิบัติอะไรบ้าง ต้องมีการประเมินทั้งหมดและหากเกิดขึ้นจริงแผนต้องปรับใช้ได้ทันที
- มาตรการสิ่งแวดล้อม (Climate Change) มาตรการ CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) ของยุโรปจะเริ่มบังคับใช้เต็มรูปแบบในปี 2026 SME ที่ไม่เริ่มตรวจสอบ Carbon Footprint ตั้งแต่วันนี้ จะถูกกำแพงภาษีสีเขียวปิดกั้นการเข้าถึงตลาดโลกโดยสิ้นเชิง
การปฏิวัติโลจิสติกส์ด้วยเทคโนโลยี AI และ Data Analytics
โลกได้ก้าวข้ามยุค Digital ที่เพียงแค่เก็บข้อมูล เข้าสู่ยุค AI & Automation ที่ข้อมูลสามารถทำนายและตัดสินใจได้แม่นยำกว่ามนุษย์ ปัจจุบัน AI เกี่ยวข้องกับโลจิสติกส์ในทุกกระบวนการตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ตัวอย่างการใช้ AI ในกระบวนการโลจิสติกส์ เช่น
Predictive AI เหนือกว่าสถิติทั่วไป AI ยุคนี้ทำหน้าที่ได้แบบ Real-time เช่น การใช้ Eye Contact AI ตรวจจับว่าลูกค้ามองเมนูหรือสินค้าชิ้นใดนานเป็นพิเศษ เพื่อพยากรณ์ความต้องการและเตรียมสต็อกล่วงหน้าได้ในหลักนาที
Computer Vision การใช้ AI ทำงานร่วมกับกล้องแทนสายตามนุษย์เพื่อตรวจเช็คคุณภาพ (QC) แยกสี ค้นหาตำหนิ ตลอด 24 ชั่วโมง โดย SME ต้องรับบทเป็นผู้เทรน AI ด้วยทักษะเฉพาะทางของตน
Autonomous Logistics เนื่องจากอุบัติเหตุบนท้องถนนกว่า 80% เกิดจาก Human Error การใช้ AI ตรวจจับอาการง่วงซึมหรือแม้แต่ปัจจุบันก็มีรถไร้คนขับ กลายมาเป็นกุญแจสำคัญสู่ความปลอดภัยและความเร็วสูงสุด
ดังนั้น SME ต้องเร่ง Upskilling พนักงานจากการใช้แรงงานสู่การเป็นผู้ควบคุมเทคโนโลยี เพื่อเปลี่ยนต้นทุนแรงงานที่ผันผวนให้เป็นประสิทธิภาพที่คงที่
กลยุทธ์การบริหารพาร์ตเนอร์และการจัดการภาษี
SME ควรโฟกัสที่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ แล้วใช้พาร์ตเนอร์มืออาชีพ เป็นแรงขับเคลื่อนโลจิสติกส์ ผ่านหลักการดังนี้
- เลือกพาร์ตเนอร์ให้เหมาะกับสินค้า หากคุณทำธุรกิจอาหาร ต้องเลือกพาร์ตเนอร์ที่มีระบบ Cold Chain (รถห้องเย็น) ที่ได้มาตรฐาน เช่น กรณีการส่งทุเรียนไปจีนที่ปัจจุบันเปลี่ยนจากของสดเป็นทุเรียนฟรีส เพื่อรักษาคุณภาพ ผู้ประกอบการต้องให้ข้อมูลกับพาร์ตเนอร์ให้ได้มากที่สุด ข้อตกลงหรือข้อจำกัดต่างๆ ที่ลูกค้ามี และทำความเข้าใจร่วมกัน
2.เลือกพาร์ตเนอร์ที่สามารถให้บริการได้ต่อเนื่อง เลือกพาร์ตเนอร์ที่เข้าใจและต้องทำสัญญาร่วมกันภายใต้กฎระเบียบเพื่อให้มั่นใจว่าสินค้าของเราจะถึงมือลูกค้าอย่างสมบูรณ์ที่สุด
3.ห้ามพึ่งพาพาร์ตเนอร์รายเดียว SME ต้องมีพาร์ตเนอร์สำรองที่มีความเก่งต่างกัน เพื่อให้สามารถปรับเปลี่ยนการทำงานได้ทันทีเมื่อเกิดวิกฤตกับรายใดรายหนึ่ง
นอกจากนี้อีกเรื่องที่สำคัญคือการจัดการภาษี ผู้ประกอบการต้องศึกษาข้อมูลผลิตภัณฑ์ของเราว่ามีส่วนประกอบอะไรบ้าง ไม่ใช่มองเพียงผลิตภัณฑ์ เพราะในการส่งออกหรือนำเข้าสินค้าบางประเภท ชิ้นส่วนกับผลิตภัณฑ์มีค่าใช้จ่ายภาษีแตกต่างกัน ผู้ประกอบการต้องวางแผนตั้งแต่ต้น รวมถึงต้องรู้ว่าลูกค้าอยู่ที่ไหน ประเทศอะไร แล้วประเทศเหล่านั้นมีข้อตกลงหรือมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์เราอย่างไรบ้าง ต้องเตรียมวางแผนและทำให้สมบูรณ์ที่สุดก่อนจึงค่อยเริ่มมองในเรื่องของโลจิสติกส์
Key Takeaway สำหรับ SME ไทย ในปี 2026
เพื่อให้การปรับตัวสู่ปี 2026 เป็นรูปธรรม ผู้ประกอบการต้องมีอาวุธ 3 ประการดังนี้
- ทักษะในการปรับตัว ต้นทุนทางธุรกิจเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ให้ผันต้นทุนเหล่านี้มาเป็นส่วนเพิ่มมูลค่า ซึ่งต้องประเมินจากสินค้า ประเทศของคู่ค้าของเรา ให้มีโครงสร้างต้นทุนที่ยืดหยุ่นและมีแผนสำรองรับมือภัยธรรมชาติที่เคยเกิดขึ้นในไทย
- Upskills & Reskill เพิ่มทักษะในเรื่อง Digital & AI Literacy ยกระดับกระบวนการต่างๆ ที่เคยเป็นต้นทุน ให้เป็นมูลค่า
- Green Logistics Strategy เริ่มศึกษามาตรการ CBAM เลือก Supplier ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม เพื่อลดภาระภาษีคาร์บอนในอนาคต และพูดคุยกับพาร์ตเนอร์ในเรื่องนี้
ถึงเวลาแล้วที่จะเปลี่ยนมุมมองต่อโลจิสติกส์ จากการเป็นเพียงต้นทุนให้กลายเป็น Value Added (ส่วนเพิ่มมูลค่า) หากคุณสามารถส่งสินค้าได้เร็วกว่า ปลอดภัยกว่า และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่าคู่แข่ง โลจิสติกส์นี่เองจะเป็นปัจจัยหลักที่พาธุรกิจของคุณไปสู่ความสำเร็จระดับโลกอย่างยั่งยืน
Credits
The Host ศิรัถยา อิศรภักดี
Show Producer พิชญ์สินี ยงประพัฒน์
Creative ปวริศา ตั้งตุลานนท์
Creative ศนิชา ละครพล
Sound Editor มุกริน ลิ่มประธานกุล
Sound Editor เอกธันวา สารศรี
Sound Designer & Engineer กฤตพล จียะเกียรติ
Sound Recording Engineer ธภัทร ตั้งวงษ์ไชย
Graphic Designer ธิดามาศ เขียวเหลือ
Channel Manager เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์
Channel Admin นิพพิชฌน์ ชุลีนวน
Proofreader Team
THE STANDARD Webmaster Team
THE STANDARD Archive Team







