วันนี้ (3 กรกฎาคม) เวลา 14.40 น. ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์ และมาตรการป้องกันการลักลอบขนยาเสพติดไปยังประเทศออสเตรเลีย โดยมีหน่วยงานฝ่ายความมั่นคงทั้ง 4 เหล่าทัพ รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่นๆ อาทิ กระทรวงคมนาคม, กระทรวงมหาดไทย, กระทรวงแรงงาน, กระทรวงกลาโหม, กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เข้าร่วม
อนุทิน กล่าวว่า การประชุม ป.ป.ส. ถือเป็นการประชุมนัดแรกของรัฐบาลชุดนี้ ตามมาตรา 10 ของประมวลกฎหมายยาเสพติดที่กำหนดให้คณะกรรมการ ป.ป.ส. ต้องมีการประชุมอย่างน้อยปีละ 4 ครั้ง ซึ่งเมื่อวานนี้ตนได้รับบรีฟเบื้องต้นจากเลขาธิการ ป.ป.ส. ในประเด็นต่าง ๆ ที่จะประชุมเรียบร้อยแล้ว พร้อมกันนี้ตนได้ให้นโยบายไปว่า จะต้องมีการประชุมไตรมาสละ 1 ครั้ง แต่หากมีประเด็นสำคัญก็อาจมีการประชุมเพิ่มเติมมากกว่า 4 ครั้ง
อนุทิน กล่าวด้วยว่า ได้รับทราบจากเลขาธิการ ป.ป.ส. ว่า โดยปกติแล้วนายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้กำกับดูแล แต่ก็สามารถมีรองนายกรัฐมนตรีเข้ามากำกับดูแลได้ อย่างไรก็ตาม ตนขอกำกับดูแลหน่วยงานนี้เอง ซึ่งเพิ่งทราบว่าหน่วยงานนี้ไม่เคยมีนายกรัฐมนตรีมาดูแลด้วยตัวเอง ตนน่าจะเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกที่มาดูแล ป.ป.ส. เอง ต้องแจ้งให้ทราบว่าตนรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ร่วมงานกับทุกคน และกำกับดูแลหน่วยงานนี้เอง และเมื่อตนมากำกับดูแลด้วยตัวเอง
นอกจากเรื่องที่เป็นไปตามระเบียบราชการแผ่นดินแล้ว ขอให้ทุกคนมั่นใจว่าตนจะให้การสนับสนุนและร่วมทำงานกับคณะกรรมการ ป.ป.ส. ทุกคน เพื่อทำให้ปัญหายาเสพติดได้รับการแก้ไข ปราบปราม และกำจัดให้หมดไป ภายใต้ขอบเขตหน้าที่ที่มีอยู่ ขอให้ทุกคนมั่นใจว่า เราต้องดำเนินการในเรื่องนี้ เพราะถือเป็นวาระแห่งชาติ เป็นสิ่งที่เราต้องร่วมกันแก้ไข และใช้โอกาสในสถานะที่ตนมีอยู่เชื่อมประสานกับทุกหน่วยงาน ทั้งข้าราชการ ภาคเอกชน และองค์กรอิสระ ในฐานะนายกรัฐมนตรี ต้องใช้โอกาสนี้แสวงหาความร่วมมือ
อนุทิน กล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมาตนได้ให้ความสำคัญอย่างเต็มที่ พร้อมชื่นชมทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ป.ป.ส. ทหาร ฝ่ายปกครอง และ DSI ที่ให้ความร่วมมือ มีการแถลงข่าวการจับกุมและป้องกันปราบปรามแทบทุกเดือน กี่ยอดล้านกิโลกรัม กี่ล้านเม็ด สิ่งที่รัฐบาลทำคือการเป็นอุปสรรคให้บุคคลเหล่านี้ไม่สามารถลำเลียงยาเสพติดไปถึงปลายทางได้ แต่ก็มีสิ่งที่เล็ดลอดออกไปได้อย่างแน่นอน เรายังไม่สามารถไปกำจัดที่ต้นทางได้ ตนจึงได้หารือกับทางกองทัพว่าทำอย่างไรจึงจะสามารถกำจัดกระบวนการค้ายาเสพติดตั้งแต่ต้นทางได้
มิเช่นนั้นเราจะเป็นตำรวจจับขโมยไปเรื่อยๆ ผลงานประชาชนก็ชื่นชม ทำให้กลุ่มค้ายาเสพติดประสบความยากลำบาก แต่มันก็ไม่จบสักที มีการเปลี่ยนวิธีการ เปลี่ยนแนวทางไปเรื่อย ๆ สิ้นเปลืองงบประมาณและบุคลากร เพราะบางครั้งการปะทะกัน แม้โชคดีที่ยังมีการสูญเสียน้อย แต่เหตุใดต้องเอาเจ้าหน้าที่ของเราไปเสี่ยง “ไอ้พวกที่หาสัญชาติก็ยังไม่มี” แอบเข้ามา ตนเห็นคุณค่าชีวิตของเจ้าหน้าที่ที่ได้รับการฝึกฝนและรับราชการมา จะเอาไปแลกกับคนที่สะพายเป้ไม่ได้ ตราบใดที่ยังกำกับดูแลตรงนี้ จะไม่ยอมให้เอาเจ้าหน้าที่ไปเสี่ยง ดังนั้นต้องมานั่งคิดหาต้นทางต้นตอเพื่อปราบปราม
นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า ระยะเวลา 10 เดือนที่ร่วมทำงานกันมา ตนคิดว่าหน่วยงานต่างๆ ทุ่มเทการทำงาน โดยเฉพาะหัวหน้าส่วนราชการ ไม่มีนอกมีในอย่างแน่นอน จากทีมงานที่ตนได้ไปพบ ได้ฟังรายงาน หารือ รับทราบข้อเสนอแนะ และนำข้อสั่งการของตนไปปฏิบัติ ทุกคนถือว่าปฏิบัติงานด้วยความทุ่มเท และยังไม่รู้สึกว่ามีเกลือเป็นหนอนหรือมีพิษ ตนจึงเชื่อในความรู้สึกนี้ และขอให้ทุกคนเชื่อมั่นเช่นกัน ปัญหายาเสพติดเป็นปัญหาที่ไม่ได้สร้างความเสียหายเฉพาะคนที่เสพ แต่สร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง สร้างความเสียหายให้กับประเทศไทย
หากเราแก้ปัญหาไม่ได้ ศักดิ์ศรีของความเป็นประเทศไทยก็จะได้รับผลกระทบ หากเดินทางไปต่างประเทศก็จะถูกตรวจเป็นพิเศษ หรืออาจต้องขอวีซาเป็นกรณีพิเศษ ขณะที่คนประเทศอื่นเดินทางเข้าได้ง่าย หากเราไม่แก้ปัญหานี้ อีกหน่อยเมื่อเดินทางไปต่างประเทศ เพียงเห็นหนังสือเดินทางประเทศไทย ก็อาจถูกเชิญไปตรวจเข้มก่อน ซึ่งจะก่อให้เกิดความเสียหายในหลายด้าน ยาเสพติดยังก่อให้เกิดอาชญากรรม ความไม่ปลอดภัย นำไปสู่สังคมที่เสื่อมโทรม การลงทุนจากต่างประเทศก็ไม่มา เราแทบไม่มีทางเลือกที่จะประนีประนอมกับกระบวนการค้ายาเสพติดเช่นนี้
นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า เรื่องเร่งด่วนอีกเรื่องหนึ่ง วันนี้จะเชิญชวนทุกคนมาร่วมพิจารณาแนวทางและทบทวนมาตเรการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด หลังเกิดเหตุพนักงานต้อนรับของสายการบินการบินไทย ขนเฮโรอีนที่ซุกซ่อนในกระเป๋าผ้าเข้าไปยังประเทศออสเตรเลีย และถูกทางการออสเตรเลียจับกุม
จากรายงานพบว่า ช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 มีผู้เดินทางจากไทยและถูกตั้งข้อหาในคดีลักลอบนำเข้ายาเสพติดเชิงพาณิชย์แล้วอย่างน้อย 6 คดี ซึ่งถือว่ามากสำหรับประเทศอย่างออสเตรเลีย และทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศเสียหาย เราจึงต้องหามาตรการป้องกัน เพื่อให้นานาชาติเห็นว่าเรามีการตอบสนองต่อเรื่องนี้ และหากเป็นไปได้ อยากถามว่าเรามีมาตรการตามมาตรฐานสากลเพียงพอแล้วหรือยัง
“มาตรการที่ต้องเน้นคือการตรวจสอบเที่ยวบินขาออกจากประเทศไทย เพราะไม่ว่าเราจะมีมาตรการเข้มงวดเพียงใด หากมีผู้ตั้งใจลักลอบ ก็ยังอาจหลุดรอดได้ จึงต้องทบทวนว่าจะยกระดับการป้องกันในขั้นตอนขาออกได้มากเพียงใด ส่วนที่ผ่านมา ผู้ลักลอบส่วนใหญ่มักถูกจับเมื่อเดินทางถึงด่านตรวจคนเข้าเมืองของประเทศปลายทาง ดังนั้น ไทยต้องทำทุกวิถีทางไม่ให้ยาเสพติดหลุดออกจากประเทศ เพื่อไม่ให้ต่างชาติมองว่าไทยเป็นจุดอ่อนหรือเป็นทางผ่านของขบวนการค้ายาเสพติด”
นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า วันนี้ที่บินออกไปโดยสายการบินการบินไทย แม้ว่าขณะนี้จะไม่มีสถานะเป็นสายการบินของรัฐบาลแล้ว แต่ก็เป็นที่เข้าใจกันว่าเป็นสายการบินแห่งชาติ และออกจากสนามบินของประเทศไทย โดยลูกเรือมีเอกสิทธิ์ในระดับหนึ่ง
พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงกรณีที่พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมออกมาระบุว่า ต้องให้เกียรติลูกเรือ โดยเห็นว่าน่าจะใช้คำไม่ตรงความหมาย ก่อนตั้งคำถามว่า ลูกเรือ กัปตัน และนักบิน ที่มีช่องทางพิเศษนั้น เป็นการปฏิบัติตามมาตรฐานสากลหรือไม่ และยังมีช่องทางอื่นที่อาจรั่วไหลจนสามารถลักลอบขนยาเสพติดออกไปได้หรือไม่ เราต้องหาทางออกร่วมกัน เพื่อที่จะได้แถลงว่าเราดำเนินการตามมาตรฐานสากลทุกประการ










