วันนี้ (3 มีนาคม) ที่กระทรวงการต่างประเทศ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี นั่งหัวโต๊ะเป็นประธานการประชุมศูนย์ติดตามสถานการณ์เพื่อประเมินความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง ร่วมกับสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ผู้บริหารกระทรวงฯ และสถานเอกอัครราชทูต รวมถึงสถานกงสุลใหญ่ทุกแห่งในภูมิภาคตะวันออกกลาง เพื่อติดตามสถานการณ์และการช่วยเหลือคนไทยในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด
หลังจากอิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมจะโจมตีเรือทุกลำที่พยายามผ่านเข้ามา ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง รวมถึงมีการประเมินว่าสถานการณ์อาจยืดเยื้อราว 4-5 สัปดาห์ จนทำให้ประธานาธิบดีสหรัฐต้องสั่งอพยพชาวอเมริกันในตะวันออกกลางออกจากพื้นที่สู้รบ
ก่อนเริ่มการประชุม อุรษา มงคลนาวิน อธิบดีกรมเอเชียใต้ ตะวันออกกลาง และแอฟริกา ได้รายงานสถานการณ์ว่า จากการรวบรวมข้อมูลในพื้นที่และจากสื่อระหว่างประเทศหลายแหล่ง คาดว่าสถานการณ์อาจยืดเยื้อราว 4 สัปดาห์ และมีแนวโน้มที่สหรัฐอเมริกาจะยกระดับความขัดแย้งเพิ่มขึ้น
ในส่วนการโจมตีในพื้นที่ต่าง ๆ ของอิหร่าน สหรัฐฯ และอิสราเอล พบว่ามีการโจมตีอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกรุงเตหะราน ซึ่งมีเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ด้านโครงสร้างพื้นฐานทั่วประเทศ รวมถึงเป้าหมายทางพลเรือนด้วย ขณะที่การบริหารจัดการภายในอิหร่าน ภายหลังสูญเสียผู้นำสูงสุด มีการแต่งตั้งผู้นำสูงสุดคนใหม่ภายในไม่กี่วัน อยู่ระหว่างช่วงเปลี่ยนผ่านของคณะผู้นำรักษาการชั่วคราว (Interim Council)
ด้านอิสราเอล มีการโจมตีอิหร่าน และกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ที่โจมตีภาคกลางและภาคเหนือของอิสราเอล นอกจากนี้ อิสราเอลยังขยายพื้นที่การโจมตีออกไปยังเลบานอน ไม่จำกัดเฉพาะอิหร่าน
อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กระทรวงการต่างประเทศได้จัดตั้งห้องวอร์รูม เพื่อติดตามสถานการณ์จากสถานเอกอัครราชทูตในตะวันออกกลางตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อมอนิเตอร์ข่าวและข้อมูลอย่างใกล้ชิด













