×

ท่าทีรัฐบาล ‘รุก-รับ’ คดีถอดถอนนายกฯ ปมตั้ง ‘พิชิต ชื่นบาน’ นักวิชาการฟันธงอย่างไร

โดย THE STANDARD TEAM
14.08.2024
พิชิต ชื่นบาน

ก่อนที่จะได้ทราบบทสรุปในคดีที่ 40 สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ชุดที่ 12 ได้ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญปี 2560 มาตรา 82 ในช่วงรักษาการยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญถอดถอน ‘เศรษฐา ทวีสิน’ ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี อันสืบเนื่องมาจากการแต่งตั้ง ‘พิชิต ชื่นบาน’ ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีใน ครม.เศรษฐา 1/1 ทั้งที่รู้หรือควรรู้ว่าขาดคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญ

 

เนื่องจาก ‘พิชิต ชื่นบาน’ เคยถูกศาลฎีกามีคำสั่งจำคุกเป็นเวลา 6 เดือน ในความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล เป็นบุคคลที่กระทำการอันไม่ซื่อสัตย์สุจริตและมีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160 (4) และ (5) เป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีของเศรษฐาและพิชิตสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) หรือไม่

 

พิชิต​ ชื่นบาน​ สวมเครื่องแบบข้าราชการปกติขาว

เดินทางมาร่วมถ่ายรูปรวมคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2567

ภาพ: ฐานิส สุดโต

 

ทั้งนี้ ก่อนที่ศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาคดีดังกล่าว 2 วัน ‘พิชิต’ ได้ยื่นลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ศาลรัฐธรรมนูญจึงมีคำสั่งไม่รับคำร้องเฉพาะส่วนของพิชิต ในฐานะผู้ถูกร้องที่ 2 ไว้พิจารณา

 

จากนั้นในวันที่ 23 พฤษภาคม ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 เสียง รับคำร้องเรื่องดังกล่าวไว้พิจารณา แต่มติ 5 ต่อ 4 เสียง ไม่สั่งให้เศรษฐาต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี

 

หนึ่งสัปดาห์หลังจากนั้น (30 พฤษภาคม) เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี มีคำสั่งแต่งตั้ง ‘วิษณุ เครืองาม’ อดีตรองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา เพื่อขอคำปรึกษาด้านกฎหมาย ในตำแหน่งที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี ท่ามกลางการถูกจับตาว่า เศรษฐาดึง ‘วิษณุ’ ที่สื่อให้ฉายา ‘บิดาแห่งข้อยกเว้น’ เข้ามาช่วยดูแลด้านกฎหมายในคดีถอดถอนโดยเฉพาะ ขณะที่ ‘เศรษฐา’ เองก็ยอมรับว่าวิษณุเป็นหนึ่งในคนที่เขาต้องไปขอคำปรึกษาในคดีดังกล่าวนี้จริง

 

2 เดือนถัดมา มีเอกสารชี้แจงของนายกรัฐมนตรีต่อศาลรัฐธรรมนูญออกมาจำนวน 32 หน้า โดยมีใจความสำคัญว่า ตนเองไม่ได้ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลหรือเอื้อประโยชน์ให้แก่บุคคลใดในการเสนอชื่อพิชิตเป็นรัฐมนตรี แต่เป็นการกระทำด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและคำนึงถึงผลประโยชน์ในการบริหารราชการแผ่นดินเป็นสำคัญ ดังนั้นจึงไม่มีพฤติกรรมฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง

 

อีกทั้งตัวเองไม่มีภูมิหลังทางการศึกษาด้านนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ และมีประสบการณ์ทางการเมืองและการบริหารราชการแผ่นดินที่จำกัด จึงไม่อาจรู้หรือควรรู้ว่าพิชิตเป็นบุคคลที่ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามในการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160 (4) และ (5) หรือไม่

 

ทำไมเศรษฐาถึงรอดจากคดีถอดถอน 100%

 

ไม่ว่าผลคำวินิจฉัยในช่วงบ่ายวันนี้จะเป็นอย่างไร THE STANDARD สนทนากับ รศ. ดร.มุนินทร์ พงศาปาน อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะอาจารย์ผู้ที่สอนวิชากฎหมาย ถึงหลักการทางกฎหมายว่าจากคดีดังกล่าว เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีคนที่ 30 จะต้องพ้นจากตำแหน่งหรือไม่

 

รศ. ดร.มุนินทร์ กล่าวกับ THE STANDARD โดยให้ความเห็นส่วนตัวว่า คดีนี้ไม่ควรที่จะต้องขึ้นกับศาลรัฐธรรมนูญตั้งแต่แรก ด้วยเหตุผลตามหลักกฎหมายประการแรกคือ การจะทำให้นายกรัฐมนตรีหลุดพ้นจากตำแหน่งนั้น ควรเป็นเรื่องที่นายกรัฐมนตรีที่ฝ่าฝืนการปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญอย่างร้ายแรง

 

ที่ต้องระบุเช่นนี้เนื่องจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นตำแหน่งที่มีความสำคัญมาก เป็นหัวหน้าสูงสุดของฝ่ายบริหาร การที่จะเอานายกรัฐมนตรีออกจากตำแหน่งควรเกิดขึ้นได้โดยยาก หากมีช่องทางที่ก่อเกิดการตีความได้ว่าสามารถออกจากตำแหน่งได้โดยง่าย และการที่อนุญาตให้ใครก็ตามสามารถยื่นร้องเรียนผ่านศาลรัฐธรรมนูญ สุดท้ายจะมีการใช้ช่องทางนี้เพื่อหวังผลทางการเมือง

 

พิชิต ชื่นบาน

รศ. ดร.มุนินทร์ พงศาปาน อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

แฟ้มภาพ: THE STANDARD

 

ทุกครั้งที่มีการยื่นคำร้องขอให้นายกรัฐมนตรีหยุดปฏิบัติหน้าที่ แม้ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้สั่งให้นายกรัฐมนตรีหยุดปฏิบัติหน้าที่หรือยกคำร้องไป แต่ทุกครั้งที่ศาลได้รับคดีในลักษณะนี้ไว้พิจารณา มันได้ก่อให้เกิดความไม่แน่นอนทางการเมือง ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในทุกๆ ด้าน ทั้งความไม่มั่นใจของนักลงทุนต่างชาติ ดังนั้นควรจะมีเกราะกำบังให้รัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรีที่ไม่ควรถูกร้องได้โดยง่าย

 

รศ. ดร.มุนินทร์ กล่าวอ้างตามหลักการข้อที่ 2 ว่า ศาลรัฐธรรมนูญเป็นศาลเดียวที่มีตุลาการทั้งสิ้น 9 คน หากคำวินิจฉัยไม่ถูกต้องหรือไม่สอดคล้องกับหลักการตามกฎหมาย นายกรัฐมนตรีต้องหลุดออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีทันที โดยไม่มีโอกาสในการยื่นอุทธรณ์เหมือนคดีอื่นๆ

 

“หากคิดว่านายกรัฐมนตรีทำผิดกฎหมาย ให้ไปฟ้องตามมาตรา 157 และเปิดโอกาสให้นายกรัฐมนตรีได้พิสูจน์ว่าตัวเองบริสุทธิ์หรือไม่ ผ่านกระบวนการที่มีความรอบคอบในระดับหนึ่งของศาลยุติธรรม ซึ่งมีกลไกที่จะทำเรื่องแบบนี้อยู่แล้ว เพื่อให้นายกรัฐมนตรีได้มีโอกาสต่อสู้ถึง 3 ศาล ที่อย่างน้อยที่สุด ให้นายกรัฐมนตรีมีเวลาในการทำงานเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเองตามหลักกฎหมาย และคดีในลักษณะนี้ไม่ควรให้ศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาได้ง่ายๆ การพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญควรจะเป็นเรื่องที่สำคัญๆ กว่านี้”

 

รศ. ดร.มุนินทร์ ยังกล่าวอีกว่า การยื่นศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยถอดถอนนายกรัฐมนตรีพ้นออกจากตำแหน่งในครั้งนี้เป็นเรื่องของการเสนอชื่อคนที่ขาดคุณสมบัติ เป็นเรื่องเล็กน้อยมาก เนื่องจากเรื่องดังกล่าวนี้ต้องพิจารณาถึงเจตนาด้วยว่านายกรัฐมนตรีทราบหรือไม่

 

ดังนั้นในคดีนี้หากมองตามหลักกฎหมาย ‘เป็นเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง’ และ ‘ไม่ควรที่จะถึงศาลรัฐธรรมนูญมาตั้งแต่แรก’ ซึ่งตนเองเห็นด้วยกับแนวทางการต่อสู้ของนายกรัฐมนตรี

 

ทั้งนี้ หากให้พิจารณาตามหลักกฎหมาย อะไรที่จะทำให้นายกรัฐมนตรีรอดหรือไม่รอดจากคดีนี้ รศ. ดร.มุนินทร์ กล่าวว่า ต้องยึดตามหลักเกณฑ์กฎหมายและตามหลักกรอบกฎหมาย กล่าวคือ ในคดีดังกล่าวนี้จะต้องอธิบายถึงเจตนาให้ได้ว่านายกรัฐมนตรีทราบอยู่แล้วหรือไม่ว่าพิชิตขาดคุณสมบัติ

 

ขณะเดียวกันพิชิตผ่านการตรวจสอบตามกระบวนการภายในของฝ่ายบริหาร ผ่านการยื่นทูลเกล้าฯ รวมถึงผ่านการลงพระปรมาภิไธยมาแล้ว ซึ่งทุกอย่างสามารถเชื่อโดยสุจริตใจได้ว่าคุณสมบัติของพิชิตจะไม่มีปัญหาทางกฎหมาย โดยส่วนตัวคิดว่านายกรัฐมนตรีสามารถต่อสู้เรื่องของเจตนาได้ว่า ‘ไม่รู้’ เนื่องจากยังไม่มีการวินิจฉัยของศาลและองค์กรอิสระอย่างเป็นทางการว่า ‘พิชิตขาดคุณสมบัติ’

 

ในกรณีที่นายกรัฐมนตรีจะไม่รอดนั้น รศ. ดร.มุนินทร์ กล่าวว่า ศาลต้องมีการตีความให้ครบองค์ประกอบ กล่าวคือ ศาลต้องอธิบายให้ได้ว่าคดีดังกล่าวนี้เป็นการกระทำที่ขัดต่อหลักกฎหมายอย่างไร, เจตนาของนายกรัฐมนตรีเป็นอย่างไร, ศาลรัฐธรรมนูญจะต้องวินิจฉัยด้วยว่าพิชิตไม่มีคุณสมบัติที่เป็นรัฐมนตรี และนายกรัฐมนตรีทราบว่าพิชิตไม่มีคุณสมบัติดังกล่าวแต่ยังยื่นทูลเกล้าฯไป

 

“แต่ผมคิดว่าโอกาสที่จะพ้นจากตำแหน่งด้วยเหตุผลนี้มันเป็นเรื่องยากมาก และหากเป็นจริงก็จะส่งผลกระทบอันร้ายแรงต่อระบบกฎหมายและระบบการเมือง ที่นับจากนี้จะไม่สามารถบริหารราชการแผ่นดินได้อย่างราบรื่นเลย”

 

วิษณุ เครืองาม ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี

ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)

เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2567

ภาพ: ณาฌารัฐ ภักดีอาสา

 

ส่วนที่นายกรัฐมนตรีได้ลงนามคำสั่งแต่งตั้ง ‘วิษณุ เครืองาม’ เป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เพื่อช่วยเสริมความมั่นใจคดีนี้นั้น รศ. ดร.มุนินทร์ มองว่า การดึงวิษณุเข้ามาช่วยในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งในการเสริมสร้างความมั่นใจทางด้านกฎหมายให้มีความรอบคอบมากขึ้น รวมถึงช่วยพิจารณาเรื่องต่างๆ และปิดช่องที่จะถูกยื่นไปยังศาลรัฐธรรมนูญ

 

แต่สุดท้ายหากศาลรัฐธรรมนูญเปิดโอกาสให้ใครก็ได้สามารถยื่นคำร้องเข้ามาได้ ดังนั้นอำนาจอยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญ ต่อให้จะมีวิษณุหรือไม่ก็ไม่สามารถการันตีได้ว่าบุคคลที่ถูกร้องจะรอดไปได้ทุกครั้ง

 

รศ. ดร.มุนินทร์ กล่าวอีกว่า ในคดีดังกล่าวนี้เป็นการสะท้อนถึงรัฐธรรมนูญที่ให้อำนาจแก่ศาลธรรมนูญมากและกว้างเกินไป ทั้งที่ความเป็นจริงศาลรัฐธรรมนูญควรที่จะปฏิเสธและไม่รับคำร้องดังกล่าวนี้ด้วยซ้ำ

 

“ผมพูดตามหลักกฎหมาย ในคดีนี้นายกรัฐมนตรีรอด 100% เพราะคำร้องดังกล่าวนี้ไม่เข้าเกณฑ์ตามหลักกฎหมาย” รศ. ดร.มุนินทร์ กล่าวทิ้งท้าย


READ MORE





Latest Stories

Close Advertising