ในโลกกีฬา พรสวรรค์อาจพานักกีฬาคนหนึ่งขึ้นมาอยู่แถวหน้าได้อย่างรวดเร็ว แต่การจะยืนอยู่ตรงนั้นได้นานแค่ไหน ยังคงต้องอาศัยการฝึกฝน วินัย และความพร้อมที่จะพัฒนาตัวเอง
PLAYER Profile: บิว-ภูริพล บุญสอน
4 ปีนับจากเอเชียนเกมส์ 2023 ที่หางโจว ประเทศจีน บิว-ภูริพล บุญสอน ไม่ได้เติบโตขึ้นแค่เรื่องของร่างกาย แต่ยังรวมถึงวิธีคิด
จากดาวรุ่งที่สร้างเซอร์ไพรส์คว้าเหรียญเงินเอเชียนเกมส์ได้ในวัย 17 ปี วันนี้บิวกลับมาในฐานะนักวิ่งที่รู้จักตัวเองมากขึ้น พร้อมเป้าหมายใหม่ที่ไกลกว่าเดิม นั่นคือการทำลายสถิติของตัวเอง
THE STANDARD SPORT ชวนบิวกลับไปมองบทเรียนตลอด 4 ปีที่ผ่านมา และการค้นพบว่า หากอยากก้าวข้ามขีดจำกัดเดิม พรสวรรค์เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ
บทเรียนจากวันที่ยังเป็นดาวรุ่ง
ภาพการแข่งขันเอเชียนเกมส์ครั้งก่อนยังเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับบิว ทั้งความตื่นเต้นและอาการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นระหว่างการแข่งขัน
“ตอนนั้นผมเป็นนักแข่งหน้าใหม่ มันก็มีความตื่นเต้นจนเสียสมาธิไปเอง ที่แย่กว่านั้นคือกล้ามเนื้อมันตึงจนเหมือนจะฉีกขาด เจ็บแบบเกือบวิ่งไม่ได้ ตอนนั้นก็ตกใจมากๆ เพราะเรายังเหลืออีกตั้ง 2 รายการที่ต้องลงแข่ง”
แม้จะเจออุปสรรค แต่บิวยังคว้าเหรียญเงิน วิ่ง 100 ม. กลับมาได้สำเร็จ ทว่ามากกว่าหนึ่งเหรียญรางวัล สิ่งที่หางโจวเกมส์มอบให้คือบทเรียนที่ติดตัวเขามาจนถึงวันนี้
บทเรียนที่ว่า ในสนามแข่ง สิ่งที่ควบคุมได้ดีที่สุดไม่ใช่คู่แข่ง ไม่ใช่เสียงรอบข้าง และไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้ว แต่คือตัวของเขาเอง
“ผมจะบอกตัวเองเสมอว่าเราแข่งกับตัวเองเสมอ ไม่ได้ไปแข่งกับใคร พยายามทำตัวเองให้ดีที่สุดก็พอ แล้วก็อย่าไปสนใจสิ่งรอบข้าง แค่นั้นพอ”
“ถ้าเทียบกับ 4 ปีก่อน ผมรู้สึกว่าตัวเองนิ่งมากขึ้นกว่าเดิม”
คำว่า ‘นิ่ง’ อาจเป็นสิ่งที่อธิบายความเปลี่ยนแปลงของบิวได้ดีที่สุด
เพราะตลอด 4 ปีที่ผ่านมา เขาไม่ได้พยายามเพียงทำให้ตัวเองวิ่งเร็วขึ้น แต่ยังพยายามทำความเข้าใจกับตัวเองมากขึ้นด้วย
รู้ว่าเมื่อไหร่ควรเร่ง
รู้ว่าเมื่อไหร่ควรผ่อน
พรสวรรค์อย่างเดียวไม่พอ
ความเร็วของบิวอาจทำให้หลายคนมองว่าเขาเกิดมาพร้อมพรสวรรค์ แต่เจ้าตัวกลับมองว่าการก้าวข้ามกำแพง 10 วินาที ความสามารถตามธรรมชาติอย่างเดียวไม่เพียงพอ
“ช่วงแรกผมคิดแค่ว่ามีพรสวรรค์ ก็วิ่งได้แล้ว แต่กว่าที่ผมจะลดเวลาให้ลงต่ำกว่า 10 วินาทีได้ รู้สึกว่ามันต้องมีพรแสวงที่เยอะมากๆ เพราะถ้าฝึกซ้อมแบบเดิมๆ สถิติมันก็ไม่ลดสักที”
ประโยคนี้สะท้อนช่วงเวลาที่บิวต้องเผชิญกับกำแพงของตัวเอง
ไม่ว่าจะซ้อมหนักแค่ไหน ตัวเลขก็ยังวนเวียนอยู่แถว 10.1 หรือ 10.0 วินาที และยิ่งการแข่งขันมีมากขึ้น ความคาดหวังที่มีต่อตัวเองก็ยิ่งเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
“พอเราทำไม่ได้มันก็มีท้อบ้าง แบบว่ารายการแข่งขันก็เยอะ ซ้อมก็หนัก แต่ทำไมยังอยู่แค่ 10.1-10.0 วินาทีแค่นั้น”
คำตอบจึงไม่ใช่การซ้อมแบบเดิมให้หนักกว่าเดิม แต่เป็นการยอมรับว่าบางอย่างต้องเปลี่ยน
การทำงานร่วมกับ “โค้ชจี” เจนทรี แบรดลีย์ ผู้ฝึกสอนคนปัจจุบัน จึงเป็นการรื้อโครงสร้างการซ้อมเกือบทั้งหมด เพื่อปิดจุดอ่อนเรื่องจังหวะออกตัวช่วงต้น แม้บิวจะมีจุดแข็งที่สปีดตอนปลายในช่วง 70–80 เมตรสุดท้ายอยู่แล้ว แต่การอัดโปรแกรมเวตเทรนนิ่งอย่างหนักควบคู่กับการเน้นระยะ 60 เมตรซ้ำๆ ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้เกิดแรงระเบิดตั้งแต่ออกตัว จนวันนี้เจ้าตัวมั่นใจว่าพร้อมลงสนามด้วยสภาพร่างกายที่สมบูรณ์ที่สุดเท่าที่เคยมีมา
“ดังนั้นผมจึงเปลี่ยนวิธีการซ้อมจากเดิมและเสริมเทคนิคใหม่ๆ จากโค้ช”
“ผมเลยมองว่าไม่ได้อยู่แค่พรสวรรค์อย่างเดียว ต้องมีพรแสวงด้วย”
และเมื่อพื้นฐานความเร็วเป็นสิ่งที่บิวมีอยู่แล้ว สิ่งที่เขาต้องทำตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมาคือการเติมรายละเอียดเล็กๆ เหล่านั้นเข้าไป
และนั่นทำให้บิวเข้าใจว่า พรสวรรค์อาจเป็นจุดเริ่มต้น แต่พรแสวงคือสิ่งที่จะพาเราไปได้ไกลกว่าเดิม
เป้าหมายใหม่ที่ไม่ได้ต้องการชนะใคร แต่อยากเอาชนะตัวเอง
เอเชียนเกมส์ 2026 เป็นอีกครั้งที่เขาตั้งเป้าหมายท้าทายขีดจำกัด คาดหวังทั้งเหรียญทองและการสร้างสถิติใหม่ให้กับตัวเอง
“ปีนี้ก็คาดหวังอยากจะคว้าเหรียญทองมาให้ได้แน่นอน แล้วก็อยากจะทำสถิติใหม่ อยากจะวิ่งให้ดีกว่า 9.94 วินาที (สถิติดีสุดของบิว) ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะทำลายสถิติเอเชีย (9.83 วินาที) ให้ได้ เพราะตอนนี้ร่างกายผมพร้อมมากขึ้นและมีเป้าหมายที่ชัดเจน”
เบื้องหลังความมั่นใจดังกล่าวมาจากการเตรียมตัวที่เข้มข้นตลอดปี ทั้งการเก็บตัวที่สาธารณรัฐเช็กและการลงแข่งขันอย่างต่อเนื่อง ก่อนเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายทีมงานยังได้เพิ่มโปรแกรมการฝึกซ้อมขึ้นอีกระดับ
แต่สิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือวิธีการที่บิวกับโค้ชจีกำหนดเป้าหมายร่วมกัน
“สำหรับเรื่องเวลา เราได้คุยกันว่าเอเชียนเกมส์ครั้งนี้เราอยากได้สถิติที่เท่าไหร่ แล้วก็ให้กระดาษกับปากกาเพื่อเขียนตัวเลขลงไป”
ตัวเลขนั้นจึงไม่ได้เป็นเพียงเป้าหมายที่เขาคิดไว้ในใจ แต่เป็นสิ่งที่ถูกเขียนลงบนกระดาษและถูกนำกลับมาเตือนกันทุกครั้งที่ลงสนาม
“ในทุกครั้งที่เราทำเวลาได้ โค้ชก็จะชูให้เห็นว่า นี่คือเวลาของคุณ ซึ่งเรา (โค้ช) ทำให้เป็นแบบนั้นได้”
เมื่อเป้าหมายถูกกำหนดไว้ชัดเจน สิ่งที่เหลือคือการทำงานเพื่อเข้าใกล้ตัวเลขนั้นให้มากที่สุด
เอเชียนเกมส์ครั้งนี้จึงเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ของ ‘บิว-ภูริพล’ ว่า จากเด็กที่เคยวิ่งด้วยพรสวรรค์ วันนี้เขาพร้อมวิ่งด้วยทั้ง พรสวรรค์และพรแสวง เพื่อก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเองอีกครั้ง
คู่แข่งสำคัญ
ผลงานของบิวในฤดูกาลนี้ถือว่าน่าจับตา โดย 100 ม. ทำสถิติเร็วที่สุดของตัวเองไว้ที่ 9.99 วินาที ที่สาธารณรัฐเช็ก เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ขณะที่ 200 ม. ทำสถิติ 20.03 วินาที จากการแข่งที่ไต้หวัน ซึ่งทั้ง 2 สถิติดีสุดของทวีปเอเชียในฤดูกาลนี้
คู่แข่งระยะ 100 ม. เจ้าภาพญี่ปุ่นมีนักวิ่งประสบการณ์สูงเป็นคู่แข่งสำคัญ นำโดย Yuki Koike วัย 31 ปี อดีตเหรียญทอง 200 ม. เอเชียนเกมส์ 2018 ซึ่งปีนี้ทำเวลาได้ดีที่สุด 10.06 วินาที รั้งอันดับ 4 ของเอเชีย และ Shuhei Tada วัย 30 ปี หนึ่งในสมาชิกทีมผลัด 4×100 ม. ชุดเหรียญทองเอเชียนเกมส์ 2018 โดยสถิติปีนี้เร็วสุด 10.10 วินาที
อีกหนึ่งคนที่มองข้ามไม่ได้คือ Xie Zhenye จากจีน แชมป์เก่าจากเอเชียนเกมส์ครั้งก่อน แม้สถิติที่ดีที่สุดในปีนี้จะอยู่ที่ 10.10 วินาที แต่ด้วยประสบการณ์ระดับนานาชาติยังทำให้เขาเป็นหนึ่งในนักวิ่งที่มีโอกาสลุ้นเหรียญรางวัล
นอกจากนี้ยังมีนักวิ่งจาก โอมาน, มาเลเซีย, กาตาร์ และเกาหลีใต้ ที่มีสถิติไล่เลี่ยกัน และพร้อมเข้ามาเป็นตัวแปรสำคัญในการแข่งขันระยะสั้น
ส่วนวิ่ง 200 ม. คู่แข่งสำคัญยังเป็นเจ้าภาพญี่ปุ่นเช่นกัน นำโดย Touka Uzawa เจ้าของเหรียญทองชิงแชมป์เอเชีย 2025 ซึ่งปีนี้ทำเวลาเร็วที่สุด 20.33 วินาที และ Souji Mizakubo วัย 27 ปี สถิติฤดูกาลดีที่สุด 20.07 วินาที ในทวีปเอเชียสถิติของเขาเป็นรองเพียงแค่บิวคนเดียวเท่านั้น
ขณะที่จีนมี Huang Youwen เจ้าของสถิติ 20.15 วินาที และ Chen Jinfeng ที่ทำเวลาได้ 20.43 วินาที เป็นอีกสองนักวิ่งที่ต้องจับตามอง
กรีฑา แข่งที่ไหน ชิงกี่เหรียญทอง
กรีฑา ในเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 ชิง 50 เหรียญทอง แบ่งเป็นประเภทลู่และลาน 44 เหรียญทอง และประเภทถนน 6 เหรียญทอง แข่งขันระหว่างวันที่ 25-29 กันยายน โดยใช้ Nagoya City Mizuho Park Athletic Stadium หรือ สนามกีฬามิซูโฮะพาร์ค เมืองนาโกยา เป็นสังเวียนหลัก
สมาคมกีฬากรีฑาแห่งประเทศไทย ส่งนักกีฬาเข้าร่วมทั้งหมด 31 คน ชิงชัย 17 อีเวนต์ นำทีมโดย ภูริพล บุญสอน, สรอรรถ ดาบบัง, จอชชัว โรเบิร์ต แอทคินสัน, จิราพัชร ขานอ่อนตา, ปริญญา เฉื่อยมะเริง, ภาสพงศ์ อ่ำสําอาง, สุเบญรัตน์ อินแสง
สำหรับผลงานของทัพกรีฑาไทยในเอเชียนเกมส์ครั้งล่าสุดที่หางโจว 2022 คว้ามาได้ 2 เหรียญเงิน จาก ภูริพล บุญสอน ในรายการวิ่ง 100 ม. ชาย และทีมวิ่งผลัด 4×100 ม. หญิง
ส่วนเอเชียนเกมส์ครั้งนี้ ภูริพล บุญสอน ยังคงเป็นความหวังในการคว้าเหรียญรางวัลเหมือนเช่นเคย ซึ่งมีโปรแกรมลงแข่งขันถึง 3 อีเวนต์ ได้แก่ 100 เมตร, 200 เมตร และวิ่งผลัด 4×100 ม. ซึ่งจากผลงานในซีซั่นนี้ ทำให้เขาถูกจับตามองในฐานะหนึ่งในความหวังสำคัญของทีมกรีฑาไทยในการคว้าเหรียญรางวัลกลับบ้านอีกครั้ง


