ท่ามกลางสถานการณ์วิกฤตพลังงานที่ส่งผลกระทบไปทั่วประเทศ ทีมข่าว THE STANDARD ได้ลงพื้นที่สำรวจบรรยากาศสถานีบริการน้ำมันในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก ระหว่างวันที่ 22 – 26 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงที่ผลพวงจากนโยบายการตรึงราคาน้ำมันของรัฐบาลในระยะแรก ได้ส่งผลให้เกิดสภาวะน้ำมันขาดแคลน และต่อมาราคาขายปลีกได้ขยับตัวสูงขึ้นรวดเดียว
จากการสำรวจพบว่า สถานีบริการน้ำมันทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ช่วงที่มีการตรึงราคาน้ำมันล้วนเผชิญปัญหาในทิศทางเดียวกัน คือ ปริมาณน้ำมันไม่เพียงพอต่อความต้องการ รถบรรทุกน้ำมันไม่สามารถจัดส่งได้ตามรอบปกติ ส่งผลให้ต้องมีการจำกัดปริมาณการเติมต่อคิวอย่างเข้มงวด
ทั้งนี้ หากประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้น ประชาชนทั่วไปที่ใช้รถยนต์ส่วนบุคคลอาจได้รับความเดือดร้อนในระดับหนึ่ง แต่สำหรับภาคการเกษตร โดยเฉพาะกลุ่มชาวนาที่ต้องพึ่งพาน้ำมันเชื้อเพลิงปริมาณมากในการขับเคลื่อนเครื่องจักรกลทางการเกษตร ทั้งรถไถ เครื่องสูบน้ำ และรถเกี่ยวข้าว ผลกระทบที่เกิดขึ้นนั้นอยู่ในขั้นวิกฤต
ลุงไหว หนึ่งในตัวแทนชาวนาในพื้นที่ ได้เปิดเผยกับทีมข่าวว่า อาชีพเกษตรกรมีข้อจำกัดด้านฤดูกาลและเวลา สภาวะน้ำมันขาดแคลนที่เกิดขึ้นดันมาตรงกับช่วงฤดูเก็บเกี่ยวข้าวนาปรัง ซึ่งข้าวในนาสุกงอมเต็มที่ การที่ภาคส่วนต่างๆ ขอให้ชาวนาอดทนรอนั้น ในความเป็นจริงไม่สามารถทำได้ เพราะการยืดเวลาเก็บเกี่ยวออกไปหมายถึงการแบกรับความเสี่ยงจากสภาพอากาศ
หากเกิดฝนตกหนักและน้ำท่วมขัง ข้าวที่ปลูกมาทั้งฤดูกาลจะเน่าเสียทันที ซึ่งจากเดิมที่ราคาผลผลิตตกต่ำอยู่แล้ว หากข้าวได้รับความเสียหายก็เท่ากับขาดทุนมาก ขณะที่การหันกลับไปใช้วิธีดั้งเดิมอย่างการใช้เคียวเกี่ยวข้าวด้วยแรงงานคน ก็เป็นไปไม่ได้ในเชิงปฏิบัติสำหรับพื้นที่นาขนาดใหญ่ในปัจจุบัน
“ส่วนตัวมองว่าในภาวะแบบนี้ ต่อให้น้ำมันมีราคาแพงแต่ยังมีขายให้ชาวนา ก็ยังเป็นทางออกที่ดีกว่าการไม่มีน้ำมันให้เติมเลย สิ่งที่อยากฝากไปถึงฝ่ายการเมืองในเวลานี้ คือขอให้ข้ามเส้นแบ่งความเป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน แล้วหันมาจับมือกันช่วยประชาชนคิดและแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง ดีกว่าการมัวแต่พูดตอบโต้กันไปมาในขณะที่ประชาชนกำลังจะอดตาย” ลุงไหว กล่าวสะท้อนความรู้สึก
ขณะเดียวกันตัวแทนเกษตรกรรายอื่นๆ ได้สะท้อนความรู้สึกว่า ภาครัฐอาจยังไม่เห็นหัวคนรากหญ้าอย่างแท้จริง ข้อเสนอแนะที่มักระบุให้เกษตรกรลดต้นทุน หรือ ปรับเปลี่ยนวิธีการทำเกษตรเป็นสิ่งที่ผู้มีอำนาจพูดได้ง่าย แต่ในทางปฏิบัติสำหรับคนที่ต้องลงมือทำนั้นเป็นเรื่องยาก
นอกจากนี้ เกษตรกรยังได้ตอบโต้ถึงกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าอาจมีการกักตุนน้ำมันในหมู่ประชาชน โดยระบุว่าในความเป็นจริง หลายครอบครัวถึงขั้นต้องหอบลูกหลานมาปักหลักใช้ชีวิตที่สถานีบริการน้ำมัน เพียงเพื่อเฝ้ารอคิวซื้อน้ำมันให้ได้นำไปใช้ทำนา พร้อมตั้งคำถามกลับอย่างว่า กลุ่มเกษตรกรรากหญ้าจะเอาเงินทุนจากที่ใดไปซื้อกักตุน ในเมื่อเงินที่จะใช้ประคองชีวิตให้รอดในแต่ละวันยังแทบไม่เพียงพอ
วิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้นในเวลานี้ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาตัวเลขหน้าปั๊มน้ำมัน แต่กำลังสร้างผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงทางชีวิตและปากท้องของกลุ่มคนรากหญ้า ซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของชาติ












ภาพ: พอ อังคุระษี


