วันนี้ (10 มกราคม) พรรคเพื่อไทย นำโดย ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย พร้อมด้วย ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย และอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, ศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ โฆษกพรรคเพื่อไทย และ นพ.ธีรพัฒน์ ตันพิริยะกุล หรือ หมอโจ้ ผู้สมัคร สส. เชียงใหม่ เขต 1 เบอร์ 6 เดินทางไปยัง The Brick Startup Space ย่านนิมมานเหมินท์ จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อร่วมรับฟังความคิดเห็นจากกลุ่มผู้ประกอบการ Startup และนักศึกษา โดยมีวาระสำคัญในการหารือเกี่ยวกับการส่งเสริมธุรกิจนวัตกรรมและแนวทางการผลักดันจังหวัดเชียงใหม่ให้ก้าวสู่การเป็น Hub ของ Startup อย่างเต็มรูปแบบ
บรรยากาศการหารือเป็นไปอย่างเข้มข้นและเป็นกันเอง มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างกลุ่มผู้ประกอบการ Startup นักศึกษาที่นำเสนอโครงงานวิจัย และทีมงานพรรคเพื่อไทยอย่างกว้างขวาง ทั้งนี้ การแลกเปลี่ยนข้อมูลเป็นไปอย่างลึกซึ้ง เนื่องจากพื้นฐานเดิมของ ศ.ดร.ยศชนัน และ นพ.ธีรพัฒน์ ต่างคลุกคลีและมีประสบการณ์ในแวดวง Startup รวมถึงวงการงานวิจัยมาอย่างยาวนานนับ 10 ปี ก่อนที่จะผันตัวเข้าสู่สนามการเมือง ทำให้เข้าใจปัญหาและบริบทของการพัฒนานวัตกรรมเป็นอย่างดี
ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวตอนหนึ่งในวงหารือว่า สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับเชียงใหม่คือบทบาทของรัฐในการสนับสนุน โดยเฉพาะแนวคิดที่รัฐบาลต้องเป็นผู้ซื้อหรือผู้ใช้งานรายแรก (Government Subsidy) เพื่อสร้างแต้มต่อให้กับผู้ประกอบการ ดังเช่นโมเดลของประเทศเกาหลีใต้ที่รัฐบาลจะเข้าไปสนับสนุนการใช้งานตั้งแต่ช่วงที่ Startup ยังไม่มี Traction ทางการตลาด เพื่อให้เกิดการวิจัยและพัฒนา เมื่อรัฐบาลเลือกใช้ ย่อมเปรียบเสมือนการการันตี (Endorse) คุณภาพ ซึ่งจะช่วยให้ Startup เหล่านั้นสามารถระดมทุนจากแหล่งอื่นได้ง่ายขึ้นในอนาคต
นอกจากนี้ ในยุคของ AI และเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก รัฐบาลต้องมองให้ออกว่าผู้ประกอบการต้องการเครื่องมือแบบไหน ไม่ว่าจะเป็นระบบ ERP หรือข้อมูลเชิงลึก (Niche Data) ของแต่ละจังหวัด ซึ่งทางพรรคได้เตรียมแนวทางกองทุนเพื่อสนับสนุนการลงทุนทั้งในและต่างประเทศเอาไว้แล้ว
ศ.ดร.ยศชนัน ยังเน้นย้ำเรื่อง Mindset ของการทำธุรกิจว่า ไม่ควรมองตลาดเพียงแค่ในประเทศไทย แต่ต้องมองภาพรวมระดับโลก (Global Scale) เช่น เทคโนโลยีการจัดการภัยพิบัติ ซึ่งเป็นปัญหาที่ทั่วโลกเผชิญ หากรัฐบาลผลักดันให้ Startup ไทยกลายเป็น National Company หรือบริษัทระดับชาติ ก็จะเป็นใบเบิกทางให้สามารถนำแพลตฟอร์มเดียวกันนี้ไปขยายตลาดในต่างประเทศได้
ประเด็นต่อมาคือ การเชื่อมโยงระหว่าง Startup กับบริษัทขนาดใหญ่ (Corporate) รัฐต้องส่งเสริมให้เกิดระบบนิเวศที่บริษัทใหญ่หันมาใช้บริการ หรือเข้าซื้อกิจการ (Acquire) Startup เพื่อนำไปเป็นโมดูลหนึ่งในการขับเคลื่อนธุรกิจ แทนที่จะทำวิจัย (R&D) แข่งกันเองภายในองค์กร หากทำเช่นนี้ได้ ก็จะมีโอกาสเกิด “Unicorn” หน้าใหม่ๆ ที่จะเข้ามาช่วยขับเคลื่อน GDP ของประเทศได้อย่างแท้จริง
ศ.ดร.ยศชนัน ยังกล่าวอีกว่า ในมิติของการสนับสนุนสถาบันการศึกษา รัฐควรส่งเสริมการจัดตั้ง Holding Company ของมหาวิทยาลัย เพื่อปลดล็อกข้อจำกัดด้านงบประมาณ เนื่องจากการที่มหาวิทยาลัยจะนำเงินงบประมาณมาลงทุนโดยตรงนั้นทำได้ยาก การมี Holding Company จะช่วยให้เกิดความคล่องตัวในการร่วมลงทุนและพัฒนานวัตกรรม
อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ การลงทุนของภาครัฐในรูปแบบ Extension of the State หรือการที่รัฐเข้าไปร่วมลงทุนในบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก เพื่อวัตถุประสงค์ในการเข้าถึงองค์ความรู้ และประสบการณ์ โดยยกตัวอย่างโมเดลของไต้หวัน ที่รัฐบาลเข้าไปเทคโอเวอร์หรือถือหุ้นในบริษัทเป้าหมาย ทำให้สามารถส่งคนเข้าไปเรียนรู้กระบวนการทำงาน การตรวจสอบสถานะกิจการ ซึ่งเป็นการเรียนรู้ทางลัด เปลี่ยนจากที่ต้องสั่งสมประสบการณ์ 20 ปี ให้ได้รับความรู้ในชั่วข้ามคืน
ศ.ดร.ยศชนัน ยังชี้ให้เห็นถึงปัญหาคอขวดสำคัญของ Startup ไทยที่จะไปเวทีโลก นั่นคือ กำแพงภาษา โดยเฉพาะทักษะภาษาอังกฤษในการนำเสนองาน ในพื้นที่อย่าง Silicon Valley ซึ่งให้เวลาจำกัดเพียงไม่กี่นาที หากสำเนียงหรือความคล่องแคล่วไม่ได้มาตรฐาน นักลงทุนอาจปิดกั้นความสนใจทันที ดังนั้นการพัฒนาภาษาให้สื่อสารได้อย่างเป็นธรรมชาติจึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุน
สำหรับทิศทางอุตสาหกรรม (Industry Focus) นั้น จากการได้พูดคุยกับนักลงทุนรายใหญ่ พบว่ากลุ่มธุรกิจที่ได้รับความสนใจอย่างมากในไทย ได้แก่ Logistic Tech, Green Tech และ Health Tech นอกจากนี้ ในส่วนของการผลักดัน Fintech Hub รัฐบาลอาจต้องมองกลยุทธ์การดึงดูดบริษัทการเงินยักษ์ใหญ่ให้ย้ายฐานปฏิบัติการหลังบ้าน (Back Office) เช่น ระบบ ERP หรือ HR เข้ามาตั้งในไทย เพื่อสร้างระบบนิเวศให้บริษัทเหล่านี้เห็นศักยภาพและนำไปสู่การลงทุนต่อเนื่องใน Startup ท้องถิ่น ซึ่งเปรียบเสมือนการสร้างสะพานเชื่อม (Bridge) ระหว่างทุนไทยและแหล่งทุนระดับโลกอย่าง Silicon Valley
ในช่วงท้าย ศ.ดร.ยศชนัน ยังได้กล่าวชื่นชมในความตั้งใจทำงานของ นพ.ธีรพัฒน์ (หมอโจ้) ที่มุ่งเน้นการลงพื้นที่เพื่อแก้ปัญหาด้วยเทคโนโลยี โดยไม่คำนึงถึงเพียงแค่คะแนนเสียง แต่ต้องการนำประสบการณ์และความรู้มาพัฒนาจังหวัดเชียงใหม่ให้เกิดขึ้นจริง เปรียบเสมือนโชคชะตาที่ได้กลับมารับใช้คนเชียงใหม่ร่วมกันในครั้งนี้










