×

เปเล่ ‘ไข่มุกดำ’ ปฐมบทแห่งราชาลูกหนัง บนเวทีบอลโลก 1958

05.06.2026
  • LOADING...
เปเล่ในชุดทีมชาติบราซิลขณะลงสนามในฟุตบอลโลก 1958

จากงานเฉลิมฉลองที่ยิ่งใหญ่ที่คาดว่าจะกินเวลาหลายวันหรืออาจเป็นเดือน ประตูชัยของอัลซิเดส จิกเกีย ในนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 1950 ณ มาราคานา ชามอ่างยักษ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกได้เปลี่ยนงานเฉลิมฉลองให้กลายเป็นงานไว้ทุกข์ที่ถูกเรียกขานว่า ‘มาราคานาโซ’

 

หัวใจของคนบราซิลทั้งชาติถูกฉีกทิ้งอย่างไร้ความเมตตา น้ำตาหลั่งไหลจากสองตาลงมาอาบแก้มและสัมผัสผืนแผ่นดินในแทบทุกตารางเมตร

 

หนึ่งในคนที่เสียน้ำตาวันนั้นคือดอนดินโญ

 

ดอนดินโญ เคยเป็นนักฟุตบอลอาชีพในตำแหน่งศูนย์หน้าของทีมอัตเลติโก มิเนยโรและฟลูมิเนนเซมาก่อน และไม่ต่างอะไรจากชาวบราซิลทุกคนที่หวังจะได้เห็นเหล่า ‘ลา เซเลเซา’ ได้ชูถ้วยชูลส์ ริเมต์ โทรฟีฟุตบอลโลกซึ่งเพิ่งได้รับการตั้งชื่อใหม่อย่างเป็นทางการตามชื่อของประธานสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติในปี 1946 บนแผ่นดินเกิดของพวกเขา ชนชาติที่บ้าคลั่งในเกมลูกหนังและมีวิธีการเล่นที่ไม่เหมือนใคร

 

ในเวลานั้นเองที่ลูกชายของเขาได้เห็นพ่อร้องไห้ และเดินเข้ามาหา

 

“พ่อครับ ไม่ต้องห่วง ผมจะเอาแชมป์โลกมาให้เอง”

 

เปเล่ในชุดทีมชาติบราซิลขณะลงสนามในฟุตบอลโลก 1958 1

 

เด็กคนนั้นคือเอ็ดสัน อรานเตส โด นาสซิเมนโต หรือ ‘ดิโก’ (Dico) ซึ่งเป็นชื่อเรียกที่ลุงของเขาคิดขึ้นมา ตามประสาของชาวบราซิลที่มักจะมีชื่อเล่นของตัวเองเอาไว้เรียกง่ายๆ และสำหรับคนในครอบครัวแล้วเอ็ดสันคือดิโกมาตลอด

 

แต่สำหรับเพื่อนในโรงเรียนแล้วเขาได้ชื่อเล่นที่แตกต่าง

 

ความจริงมันเป็นชื่อล้อด้วยซ้ำไม่ใช่ชื่อเล่น เพราะดิโกออกเสียงชื่อของบิเล ผู้รักษาประตูคนโปรดของเขาที่อยู่กับวาสโก ดา กามา ในเวลานั้นเพี้ยนไป จากบิเลเป็นปิเล จึงเป็นที่ล้อเลียนหยอกเอินกันสนุกสนาของเพื่อนๆ

 

ก่อนที่ชื่อล้อจะเพี้ยนจากปิเล เป็นเปเล (Pelé) และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาก็กลายเป็นชื่อเล่นของเขาไป

 

เปเล เป็นเด็กหนุ่มที่ขี้อาย เขาพูดน้อย ถ่อมตัว และไม่ค่อยแสดงออกมากนัก

 

แต่มันจะเป็นคนละเรื่องเมื่ออยู่ในสนามฟุตบอล ที่แม้เขาจะไม่ได้เปลี่ยนแปลงบุคลิกตัวตนให้กลายเป็นพวกกร้าวแกร่ง กระโชกโฮกฮาก แต่ในความเงียบและถ่อมตัวนั้นไม่อาจปิดกั้นพรสวรรค์ระดับฟ้าประทานมาให้ได้เลยแม้แต่น้อย

 

คนที่มองเห็นแววของนักฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่คนแรกๆคือ วัลเดอมาร์ เดอ บริโต โค้ชของทีมเยาวชนเบารู แอตเลติโก คลับ ซึ่งได้เปเล ช่วยพาทีมพิชิตแชมป์ของรัฐเซา เปาโล ได้ถึง 2 ครั้ง

 

แต่ในช่วงเวลาเดียวกันนอกจากจะเล่นฟุตบอลในระดับเยาวชนแล้วเปเล ยังลงแข่งฟุตซอล ซึ่งเป็นกีฬาใหม่ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในเมืองเบารู ด้วยความสนุก ตื่นเต้น รวดเร็ว ฉับไว ที่ทำให้ต้องคิดอ่านเร็วยิ่งกว่าการเล่นฟุตบอลมาก

 

ที่สำคัญคือฟุตซอลอนุญาตให้เด็กที่อายุ 14 ปีอย่างเปเล ลงแข่งขันกับผู้ใหญ่ได้ด้วย แม้ว่าในทีแรกจะถูกคัดค้านเพราะเด็กเกินไปก็ตาม

 

ถึงเปเลจะสนุกกับฟุตซอลมากแค่ไหน แต่เดอ บริโต มองว่าเขาน่าจะมีศักยภาพที่ไปได้ไกลยิ่งกว่านั้น และไม่ควรถูกจำกัดเอาไว้ในสนามแคบๆที่เบารู

 

“มาไอ้หนู ไปกับฉัน”

 

เดอ บริโต พาเปเลไปถึงสโมสรซานโตส เพื่อขอโอกาสให้ได้ทดสอบฝีเท้า

 

“เชื่อผมเถอะ เด็กคนนี้จะเป็นนักฟุตบอลที่เก่งที่สุดที่โลกเคยมีมา”

 

ที่เหลือคือประวัติศาสตร์ที่รอวันถูกขีดเขียน

 

และประวัติศาสตร์บทที่สวยงามที่สุดเกิดขึ้นในปี 1958

 

ในปีนั้นฟุตบอลโลกกลับไปจัดที่ยุโรปต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 2 หลังจากที่สวิตเซอร์แลนด์ได้เป็นเจ้าภาพในปี 1954 และโลกได้เห็น ‘ปาฏิหาริย์แห่งแบร์น’ (Miracle of Bern) ที่สนามวังดอล์ฟสตาดิโอน เมื่อฮังการีผู้เก่งกล้า (The Mighty Magyars) ถูกพิชิตได้โดยเยอรมนีตะวันตก และรองเท้ามหัศจรรย์ของอาดิ ดาสเลอร์

 

เปเล่ในชุดทีมชาติบราซิลขณะลงสนามในฟุตบอลโลก 1958 2

 

บราซิล แม้จะพลาดหวังในปี 1950 ถึงขั้นมีการเปลี่ยนสีเสื้อทีมชาติใหม่จากสีขาวล้วนเป็นสีเหลืองจนได้รับสมญาว่า ‘ลา กานารินญา’ หรือทีมนกขมิ้น และในปี 1954 ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ แต่พวกเขาก็เป็นหนึ่งในทีมที่น่าจับตามองมาก

 

วาวา และ ‘เจ้านกน้อย’ การ์รินชา (ซึ่งชื่อของเขาก็แปลว่าเจ้านกน้อยนี่แหละ) เป็นผู้เล่นในระดับสตาร์ที่โดดเด่น โดยเฉพาะคนหลังที่มีลีลาการเล่นแสนมหัศจรรย์ เป็นปีกที่ลอยไปตามสายลม ไม่มีใครเดาทางได้ ไม่มีใครหยุดได้ และต่อให้คิดว่าจะหยุดได้ก็ไม่มีวันหยุดได้

 

มากกว่านั้นคือสไตล์การเล่นในแบบ ‘แซมบ้าฟุตบอล’ ซึ่งมีรากเหง้าจาก ‘จิงกา’ (Ginga) ปรัชญาในการใช้ชีวิตกับทุกสิ่งทุกอย่างของคนบราซิล ที่ใช้ชีวิตอย่างสนุกและมีจังหวะจะโคน ออกลวดลายใต้แสงตะวัน

 

นั่นทำให้พวกเขากลายเป็นทีมที่ได้รับความสนใจมากที่สุดทีมหนึ่ง

 

แต่สิ่งที่ผู้คนไม่รู้และอาจสงสัยคือ ในทีมบราซิลมีเด็กคนหนึ่งที่อยู่ร่วมกับทีมชุดนั้นด้วย เด็กคนนี้คือเปเล ในวัย 17 ปี ซึ่งใน 2 เกมแรกไม่ได้โอกาสในการลงไปสัมผัสเกมแม้แต่นาทีเดียว สิ่งนี้ทำให้ผู้คนฉงนอยู่บ้างแต่ก็ไม่ได้ถึงกับเป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจอะไร

 

ความไม่รู้ของทุกคนกลับเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตัวของเปเลและบราซิล

 

อันที่จริงแล้วเขาไม่ควรที่จะได้เดินทางมาสวีเดนด้วยซ้ำ เพราะเขามีอาการบาดเจ็บที่เข่าจากเกมอุ่นเครื่องจนดูไม่น่าจะหายทันเวลากลับมาลงสนามได้ และทำให้ไม่ได้ลงสนามเลยใน 2 นัดแรก

 

อย่างต่อมาคือในการมาฟุตบอลโลกหนนี้ เพื่อชัยชนะที่รอคอยบราซิลพยายามทำทุกอย่างให้ดีที่สุด แม้กระทั่งในเรื่องดูแลสภาพจิตใจ มีการจ้างจิตแพทย์มาประเมินสภาพจิตใจของผู้เล่นทั้งทีมทุกนัดก่อนลงสนาม ซึ่งเป็นเรื่องล้ำสมัยมากสำหรับเกมฟุตบอลในยุคสมัยนั้น

 

มาถึงเกมนัดสุดท้ายของรอบแรกที่เจอกับสหภาพโซเวียต ซึ่งบราซิลจำเป็นต้องได้รับชัยชนะเท่านั้นเพื่อเข้ารอบต่อไป และวิเซนเต ฟีโอลา โค้ชบราซิลในเวลานั้นกำลังคิดถึงผู้เล่นที่เขายังไม่ได้ใช้งานสักนาทีคนนั้นอยู่ แต่รายงานผลการตรวจของเปเลไม่เป็นที่น่าพอใจนัก

 

ไม่สิเรียกว่าเลวร้ายเลยก็ได้

 

“เขายังเด็กมาก ขาดจิตวิญญาณการต่อสู้ที่จำเป็น เขาเด็กเกินไปที่จะสัมผัสกับความกราดเกี้ยวและตอบสนองต่อกำลัง และนอกเหนือไปจากนั้นเขายังขาดสำนึกของความรับผิดชอบซึ่งจำเป็นสำหรับการเล่นเป็นทีม” รายงานจากดร.ชูเอา การ์วาลเญส ส่งตรงถึงมือของโค้ชใหญ่ของบราซิล

 

โชคดีที่รายงานจาก ดร.การ์วาลเญส นั้นไม่อาจเปลี่ยนความเชื่อบางอย่างของฟีโอลาที่มีต่อเปเลได้ (และเช่นกันกับการ์รินญา ที่โดนหาว่าเป็น ‘ไอ้งั่ง’ ในรายงานฉบับเดียวกัน) ก่อนที่จะหันไปบอกกับคุณหมอว่า “คุณหมออาจจะพูดถูก แต่เรื่องของเรื่องคือ คุณอาจจะไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับเกมฟุตบอล”

 

“ถ้าเข่าของเปเลไหว เขาจะได้ลงเล่น”

 

เปเล่ในชุดทีมชาติบราซิลขณะลงสนามในฟุตบอลโลก 1958 3

 

กระแสข่าวเรื่องนี้หลุดไปถึงหูของพวกรัสเซีย พวกเขาได้ยินว่าบราซิลจะใช้ตัวสำรองลงเล่นในเกมนี้ถึง 3 คน ทันทีที่ล่ามแปลภาษาถอดความส่งต่อให้โค้ชอย่างกาฟริล คาชาลินถึงกับลูบปากว่าหวานเจี๊ยบ

 

แต่สิ่งที่พวกเขาไม่รู้คือหนึ่งในตัวสำรองที่ว่าคือเด็กที่ชื่อว่าเปเล

 

และไม่มีใครจะหยุดเด็กคนนี้ได้

 

3 นาทีแรกของเกมระหว่างบราซิลกับสหภาพโซเวียต ได้รับการบันทึกจาก ไบรอัน แกลนวิลล์ คัมภีร์ลูกหนังชาวอังกฤษว่าเป็น 3 นาทีแรกที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ของเกมฟุตบอล แซมบ้าบราซิลเดินหน้าไล่ต้อนจอมแกร่งอย่างโซเวียตด้วยฟุตบอลที่งดงามและมหัศจรรย์จนไม่มีใครหยุดได้

 

การ์รินชาและเปเลยิงไปชนเสาคนละครั้ง แต่สุดท้ายวาวาทำสกอร์ได้

 

เด็กหนุ่มวัย 17 ปี ซึ่งเป็นผู้เล่นอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ของฟุตบอลโลกในเวลานั้น ได้ชื่อว่ามีส่วนร่วมกับการได้ประตูในชัยชนะ 2-0 ของบราซิลด้วย ก่อนที่ในเกมต่อมาเขาจะสำแดงเดชต่อเนื่องด้วยการทำประตูในเกมที่พบกับเวลส์ในรอบ 8 ทีมสุดท้าย คว้าชัยชนะให้กับทีมได้สำเร็จ

 

แต่ชื่อของเปเล กลายเป็นชื่อที่ทุกคนพูดถึงในรอบรองชนะเลิศที่บราซิลพบกับฝรั่งเศส ชาติที่กำลังร้อนแรงเกินห้ามใจ โดยเฉพาะพวกเขามีศูนย์หน้าพระกาฬที่ชื่อว่า ชุส ฟงแต็ง ซึ่งยิงไปถึง 8 ประตูในฟุตบอลโลกครั้งนั้น

 

ปรากฏว่าในเกมนั้นเปเล ทำแฮตทริกได้และช่วยให้บราซิลไล่ถล่มฝรั่งเศสขาดลอยถึง 5-2

 

`จากเด็กหนุ่มที่ไม่มีใครรู้จัก เขากลายเป็นที่จับจ้อง ความเขินอายนั้นไม่อาจปิดกั้นแววของนักเตะมหัศจรรย์ได้ ไม่ว่าเปเลจะไปที่ไหนในสวีเดนในช่วงก่อนนัดชิงชนะเลิศจะมีผู้คนรอที่จะได้เจอเพื่อขอถ่ายภาพและขอลายเซ็น

 

เราอาจกล่าวได้ว่า แม้บราซิลจะมีนักฟุตบอลที่เก่งกาจมากมายหลายคน การ์รินชา, ดีดี, วาวา, เลโอนิดาส (ผู้คิดค้นท่าจักรยานอากาศ) แต่เปเลในวัย 17 ปี คือนักฟุตบอลผิวสีคนแรกที่กลายเป็นซูเปอร์สตาร์อย่างแท้จริง

 

สิ่งที่หลายอาจไม่รู้คือบราซิลแทบไม่ใช้งานนักฟุตบอลผิวสีก่อนหน้านี้ เพิ่งจะมีฟุตบอลโลกหนนี้ที่ฟีโอลา ทลายกำแพงเชื้อชาติด้วยผู้เล่นอย่างการ์รินชาและเปเล ทำให้บราซิลกลายเป็นทีมชาติที่เปิดรับความหลากหลายทางสายเลือดและผิวสีเป็นครั้งแรก

 

แต่ชื่อเสียงที่มาชั่วข้ามคืนไม่ได้ทำให้เปเลเปลี่ยนไป

 

เขายังมีสมาธิกับการลงสนามในนัดชิงชนะเลิศ

 

29 มิถุนายน 1958 เซเลเซาลงสนามที่ราซุนดา สเตเดียม เพื่อพบกับสวีเดนชาติเจ้าภาพที่มาพร้อมกับความหวังว่าจะพิชิตแชมป์ฟุตบอลโลกสมัยแรกให้ได้ ท่ามกลางกองเชียร์เจ้าถิ่นเต็มสนาม และพวกเขาก็เริ่มต้นได้ดีมากๆด้วยการทำประตูขึ้นนำไปก่อนอย่างรวดเร็วตั้งแต่นาทีที่ 4

 

ประตูนี้ไม่ได้ทำให้บราซิลวิตกจริต ในทางตรงกันข้ามพวกเขายังคงเยือกเย็นและเล่นในแบบของตัวเองด้วยความเชื่อมั่น เปเลส่งสัญญาณเตือนภัยด้วยการยิงไปชนเสาก่อนครั้งหนึ่ง ก่อนที่วาวาพี่ใหญ่จะเหมาคนเดียว 2 ประตูช่วยให้บราซิลกลับมาแซงนำ 2-1 เมื่อจบครึ่งแรก

 

45 นาทีสุดท้ายของครึ่งเวลาหลังคือเวลาของเปเลแต่เพียงผู้เดียว

 

ในนาทีที่ 55 บอลจากนิลตัส ซานโตสถูกเปิดเข้ามาซึ่งดูไม่น่ามีอันตรายอะไร แต่เปเลร่ายมนต์ให้คนทั้งสนามและโลกทั้งใบได้ดูด้วยการใช้อกพักบอลอย่างนุ่มนวลก่อนจะกระดกข้ามหัวกองหลังอีกคนหนึ่งแล้วยิงแบบวอลเลย์ไม่ปล่อยให้บอลตกพื้นผ่านมือผู้รักษาประตูเข้าไปตุงตาข่าย

 

เสียงเฮดังลั่นสนาม ที่แม้แต่แฟนบอลสวีเดนบางส่วนก็ยังเผลอปรบมือให้กับสิ่งอัศจรรย์ใจที่ได้เห็น

 

เปเล่ในชุดทีมชาติบราซิลขณะลงสนามในฟุตบอลโลก 1958 4

 

หลังจากนั้นมาทำประตูปิดท้ายให้บราซิลคว้าชัยชนะไปอย่างเด็ดขาดเมื่อจบเกม 5-2

 

กษัตริย์แห่งสวีเดนเดินลงจากอัฒจันทร์มาเพื่อสัมผัสมือและร่วมแสดงความยินดีกับเจ้าชายคนใหม่ของวงการฟุตบอล

 

เจ้าชายที่กลายเป็นราชาลูกหนังในเวลาต่อมา และทำให้โลกทั้งใบคลั่งไคล้ในเกมฟุตบอลเพราะทุกคนล้วนอยากมีโอกาสได้เห็นเปเลลงสนามกับเขาด้วยตาสักครั้งหนึ่ง

 

ทุกอย่างของเกมกีฬาที่ได้รับความนิยมสูงที่สุดของโลกจนถึงปัจจุบัน เริ่มจากเรื่องราวที่ฟุตบอลโลก 1958 ที่สวีเดน

 

ที่ราซุนดา สเตเดียมแห่งนี้

 

ด้วยฝีเท้าของเด็กคนหนึ่งที่ทำตามคำสัญญาที่ให้กับพ่อได้สำเร็จ

 

อ้างอิง

 

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories

Close Advertising