พีช–พชร จิราธิวัฒน์ ประกาศเปิดตัวธุรกิจใหม่ในตลาดขนมพรีเมียมภายใต้ชื่อ ‘MAW (มาว)’ โดยเลือกเข้ามาเล่นในเซ็กเมนต์ที่มองว่ายังมีช่องว่างสำคัญระหว่างขนมแมสและขนมนำเข้าระดับพรีเมียม
ผู้ก่อตั้งและเจ้าของแบรนด์ MAW (มาว) มองว่า ตลาดขนมพรีเมียมในไทยที่ผ่านมา ถูกขับเคลื่อนโดยแบรนด์นำเข้าที่มีต้นทุนสูงจากภาษีและโลจิสติกส์ จนราคาขายไม่เอื้อต่อการบริโภคในชีวิตประจำวัน ขณะที่ขนมในกลุ่มแมสแม้เข้าถึงง่าย แต่ยังขาดทั้งรสชาติที่แปลกใหม่และความพรีเมียมสไตล์ต่างประเทศ รวมถึงประสบการณ์ที่ออกแบบมาให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์และความต้องการของผู้บริโภครุ่นใหม่อย่างแท้จริง
“MAW (มาว) จึงถูกออกแบบมาเพื่อเติมช่องว่างระหว่างสองฝั่งนี้ ด้วยขนมที่ให้ประสบการณ์แบบพรีเมียม แต่ยังเข้าถึงได้จริงในราคาที่จับต้องได้ และสามารถกินได้บ่อยในชีวิตประจำวัน” พีช-พชร กล่าว
อินไซต์ดังกล่าวยังสอดคล้องกับข้อมูลจาก Megatrend Report ที่ระบุว่า 67% ของผู้บริโภคไทยชอบทดลองอาหารหรือขนมพรีเมียมใหม่ๆ เพราะมองว่าสินค้าเหล่านี้ช่วยสะท้อนตัวตนและยกระดับไลฟ์สไตล์ ขณะเดียวกันผู้บริโภคยังคงให้ความสำคัญกับการบริหารงบประมาณ และเลือกใช้จ่ายกับสินค้ากลุ่ม Affordable Indulgence หรือสินค้าที่ให้คุณภาพและประสบการณ์แบบพรีเมียม แต่มาในราคาที่สมเหตุสมผลและเข้าถึงได้ในชีวิตประจำวันอย่างต่อเนื่อง
เมื่อรวมกับตลาดขนมขบเคี้ยวไทยยังคงเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพการเติบโตสูง จากรายงาน Savoury Snacks in Thailand โดย Euromonitor ระบุว่า มูลค่าตลาดมีแนวโน้มเพิ่มจาก 55,322 ล้านบาทในปี 2025 เป็น 67,977 ล้านบาทในปี 2030 กลายเป็นช่องวางที่พีช-พชร อยากเข้ามาแบ่งเค้กก้อนนี้ไปด้วย
MAW (มาว) เลือกเปิดตัวโปรดักต์แรกด้วยข้าวเกรียบกุ้งพรีเมียม (Premium Prawn Cracker) มีให้เลือก 3 รสชาติ วางจำหน่ายใน 2 ขนาด ได้แก่ ขนาด 50 กรัม ในราคา 69 บาท และขนาด 120 กรัม ในราคา 145 บาท
เพื่อเลี่ยงเกมราคา MAW (มาว) จึงโฟกัสไปที่กลุ่มเป้าหมายหลักคือ Urban Tastemaker อายุ 25-35 ปี คนเมืองที่มีรสนิยม เปิดรับเทรนด์ใหม่ และมองขนมเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ ไม่ใช่แค่ของกินเล่น และด้วยเหตุนี้แบรนด์จึงเลือกเริ่มต้นจาก Niche Market แทนการลงสนามแมสตั้งแต่แรก และเปิดตัวผ่าน Exclusive Partnership กับ TOPS จำนวน 724 สาขาทั่วประเทศ ซึ่งมีฐานลูกค้าที่สอดคล้องกับ Positioning ของแบรนด์อย่างชัดเจน
ในปีแรก MAW (มาว) ตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 55-71 ล้านบาท หรือประมาณ 0.1–0.13% ของมูลค่าตลาด เนื่องจากแบรนด์เลือกเริ่มต้นจากการทำตลาดในกลุ่ม Niche Market เพื่อทดสอบตลาดและสร้างฐานผู้บริโภคที่ชัดเจน ก่อนขยายสู่เซ็กเมนต์ที่กว้างขึ้นในระยะถัดไป
โดยให้ความสำคัญกับช่องทางการขายออฟไลน์เป็นหลักราว 70% พร้อมวางแผนขยายสู่ช่องทางออนไลน์ในลำดับถัดไป และในระยะ 3-5 ปี ยังวางแผนต่อยอดสินค้าใหม่ๆ และขยายสู่ตลาดต่างประเทศในเอเชีย โดยเฉพาะฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นตลาดขนมขนาดใหญ่ ที่มีมูลค่ากว่า 2.6 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐ และยังมีพฤติกรรมการบริโภคที่ใกล้เคียงกับคนไทย
ประกอบกับการที่แบรนด์มี Co-founder ชาวฟิลิปปินส์ ซึ่งช่วยเสริมความแข็งแกร่งด้านพันธมิตรและความเข้าใจตลาดในระดับพื้นที่ ทำให้ฟิลิปปินส์ถูกวางเป็น Destination แรกในการขยายธุรกิจในต่างประเทศ

