ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส. เชียงใหม่ พรรคประชาชน ซึ่งเป็นผู้เสนอญัตติด่วนต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ขอให้พิจารณาปัญหาฝุ่น PM 2.5 ในพื้นที่จังหวัดภาคเหนือ ได้แถลงข่าววันนี้ (2 เมษายน) เพื่อเรียกร้องรัฐบาลให้แสดงจุดยืนต่อการผลักดันร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) อากาศสะอาด
ประเด็นสำคัญ
ภัทรพงษ์ระบุว่า วิกฤตฝุ่น PM 2.5 ในพื้นที่ภาคเหนือที่รุนแรง และกระทบไปยังพื้นที่ต่างๆ ท่ัวประเทศตลอดทั่้งปี ปัญหานี้ไม่ใช่แค่ของคนเหนือ แต่คือของประเทศไทย เพราะทุกคนใช้ลมหายใจเดียวกัน จึงเรียกร้องให้ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แสดงจุดยืนที่ชัดเจนต่อร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด เพราะรับทราบมาว่า ทางรัฐบาลได้ตกลงกันแล้วว่าร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ จะไปอย่างไรต่อ
ภัทรพงษ์ย้ำด้วยว่า หากรัฐบาลจะไม่ร้องขอให้นำร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด กลับมาพิจารณาแล้ว ก็ขอให้ตัวแทนของรัฐบาลอย่าง สุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ได้ลงขื่อเข้าประชุมสภาฯ เมื่อวานให้ยืนยันในที่ประชุม แต่สุชาติก็ไม่ได้ชี้แจง ซ้ำยังให้สัมภาษณ์ว่า หากประกาศเป็นเขตภัยพิบัติไปแล้ว จะกระทบกับการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นเรื่องน่าขันมาก เพราะจะประกาศหรือไม่ประกาศ ก็กระทบการท่องเที่ยวอยู่ ขอให้สุชาติไปถามผู้ประกอบการได้ว่า จำนวนนักท่องเที่ยวลดลงแค่ไหนแล้ว
เสียดาย ‘ศุภชัย’ ไม่เคยแย้งตั้งแต่ชั้น กมธ.
ภัทรพงษ์ระบุว่า ต้องการฟังความคืบหน้าเรื่องร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด จากอนุทินหรือตัวแทนคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไม่ใช่ฟังจาก ศุภชัย ใจสมุทร สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ซึ่งอาจจะอ้างภายหลังด้วยเทคนิคทางการเมืองว่า พูดในนาม สส. ไม่ได้พูดในนาม ครม. ซ้ำสิ่งที่ศุภชัยพูดทำให้ตนเองผิดหวัง เพราะศุภชัยเป็นที่ปรึกษาของคณะกรรมาธิการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด อยู่ และยังเป็นอนุกรรมาธิการซึ่งร่างเนื้อหา 300 มาตราดังกล่าว
“แต่น่าเสียดาย ระหว่างเวลาที่ประชุม ผมไม่เคยได้ยินเสียงคุณศุภชัยเลย และแทบจะจำหน้าคุณศุภชัยในที่ประชุมไม่ได้ด้วยซ้ำ น่าเสียดายจริงๆ ว่าในโอกาสที่คุณศุภชัยมีเวลาทำงาน ผมกลับไม่เห็นข้อขัดแย้งเหล่านี้ และผมกังวลว่าจะทำให้คุณศุภชัยดูแย่เอง เพราะหลายข้อขัดแย้งที่ยกมาดูไร้เหตุผลมากๆ” ภัทรพงษ์กล่าว
เช่น ศุภชัยยกเหตุผลว่า Emission Trading ไม่สามารถทำได้จริง แต่ศุภชัยกลับไม่รู้ว่าในร่าง พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ ที่ผ่านมติ ครม. ก็มีเรื่องนี้อยู่เช่นกัน ถ้าคุณศุภชัยนำเรื่องนี้มาพูดในที่ประชุม ก็จบไปนานแล้ว ทำให้ตนเองเป็นห่วงว่ามีใครพยายามจะถ่วงร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด หรือไม่ ถ่วงไปเรื่อยๆ ให้จบภายในวันที่ 13 พฤษภาคม ซึ่งจะครบ 60 วัน ที่ ครม. จะสามารถร้องขอให้นำกลับมาพิจารณาต่อได้
“คุณอนุทินต้องออกมาพูดให้ชัดเจนว่า จะเอาอย่างไรกับร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด ลมหายใจของประชาชนไม่ใช่สิ่งที่คุณจะมาเล่นการเมือง เอาให้ชัดๆ ตรงไปตรงมากับประชาชน ซึ่งพรรคประชาชนก็เตรียมที่จะยื่นร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด เข้าสู่สภาฯ ใหม่ ในกรณีที่พรรคภูมิใจไทยไม่เห็นความสำคัญของลมหายใจประชาชน” ภัทรพงษ์ระบุ
แจงข้อกังวลภาคเอกชนห่วงปมค่าธรรมเนียมอากาศสะอาด
ภัทรพงษ์ประเมินว่า สาเหตุที่มีฝ่ายพยายามเตะถ่วงร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด เพราะมีข้อที่หลายฝ่าย เช่นที่ศุภชัยยกมาว่า จะมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากฝ่ายผู้ประกอบกิจการ ซึ่งกลุ่มภาคอุตสาหกรรมก็มีการยกข้อนี้ขึ้นมา ซึ่งตนเองก็ได้ชี้แจงไปนานแล้ว ว่าเราเก็บค่าธรรมเนียมจริง หากเป็นการประกอบกิจการที่ปล่อยมลพิษทางอากาศตามมาตรฐาน หากคุณเป็นโรงงานที่ไม่ต้องการเข้าเกณฑ์เหล่านี้ เพราะมองว่าการเพิ่มต้นทุนเพื่อลมหายใจประชาชนไม่คุ้ม แต่ตนเองมองว่าเป็นผลประโยชน์ของประชาชน เพราะสิ่งสำคัญที่สุดสิ่งแวดล้อม
“ผมมองว่าจะใช้คำไหนก็ได้ จะใช้คำว่าเอื้อนายทุน ก็สามารถตีความแบบนั้นได้ จะใช้คำว่าเอื้อภาคอุตสาหกรรมหรือธุรกิจเอกชน ก็สามารถใช้คำนั้นได้ แต่จุดประสงค์ของ พ.ร.บ. ฉบับนี้ คือเราจะยืนข้างประชาชน เพื่อลมหายใจของประชาชน และแน่นอนเรามองถึงผลกระทบของภาคธุรกิจด้วย จึงกำหนดเรื่องการละเว้นค่าธรรมเนียมไว้อยู่แล้วในร่าง พ.ร.บ. ถ้าหากอ่านดีๆ เชื่อว่ามีจุดดี บางส่วนอาจกระทบภาคธุรกิจ แต่ก็เปิดช่องให้ธุรกิจสีเขียวละเว้นได้”
แนะนายกฯ สั่งให้ชัด ผู้ว่าฯ 9 จังหวัดประกาศเขตภัยพิบัติ จ่อยื่น ม. 157 หากละเว้นหน้าที่
สำหรับกรณีนายกรัฐมนตรีเพิ่มอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัดภาคเหนือแก้ปัญหาไฟป่านั้น ภัทรพงษ์กล่าวว่า การสั่งผู้ว่าฯ ให้ดำเนินการอย่างเร่งด่วนเรื่องไฟป่า โดยที่เราไม่ได้มีงบประมาณให้เขา และการประกาศเขตภัยพิบัตินั้น หากนายกรัฐมนตรีระบุไปเลยว่า ขณะนี้ 9 จังหวัดภาคเหนือตอนบนเข้าเกณฑ์แล้ว ผู้ว่าฯ ต้องประกาศเขตภัยพิบัติ เชื่อว่า ผู้ว่าฯ ไม่มีใครไม่ประกาศ คำถามคือทำไมถึงไม่ประกาศ การที่เราสั่งอย่างเดียว ขู่อย่างเดียวว่า ต้องจัดการไฟป่า แต่ไม่ได้ทำจริงเลย ไม่ได้เกิดประโยชน์อะไรกับประชาชนในภาคเหนือ นายกรัฐมนตรีสามารถระบุให้ผู้ว่าฯ ประกาศได้เลยเพราะเข้าหลักเกณฑ์แล้ว
หากยังไม่ประกาศ ตนเองและภาคประชาชนในจังหวัดเชียงใหม่ เตรียมยื่นฟ้องมาตรา 157 ต่อผู้ว่าฯ แล้ว เพราะมีการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่อย่างชัดเจน และหากประกาศเขตภัยพิบัติ จะสามารถใช้งบฉุกเฉิน 9 จังหวัด รวมกับทุกกระทรวง 1,020 ล้านบาท จะสามารถจัดการปัญหานี้ได้ทั้งต้นตอและปลายทางคือสุขภาพของประชาชน


