วันนี้ (1 เมษายน) ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดย เลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม
โดยที่ประชุมได้มีการเสนอญัตติด่วนด้วยวาจา เรื่องการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 จาก 4 พรรคการเมือง ได้แก่ ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน, ธนรัช จงสุทรานามณี สส. เชียงราย พรรคเพื่อไทย, การดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ และพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล สส.นครศรีธรรมราช
ทั้งนี้มี สส. ลงชื่อแสดงความสนใจร่วมอภิปรายกว่า 60 คน ทำให้ประธาน กําหนดให้อภิปรายคนละ 7 นาที ต่อมาได้ปรับให้เหลือคนละ 5 นาที
ภัทรพงษ์ สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน กล่าวสะท้อนภาพวิกฤตใน 9 จังหวัดภาคเหนือที่ค่าฝุ่นพุ่งสูงจนประชาชนเลือดกำเดาไหลและเด็กต้องเข้าไอซียู ให้รัฐบาลดำเนินการอย่างเร่งด่วนและยกระดับเตือนภัยเป็นระดับ 3 พร้อมตำหนิรัฐบาลที่ละเลยปัญหาเชิงโครงสร้างและการจัดสรรงบประมาณดับไฟป่าที่ล่าช้า โดยเรียกร้องให้ประกาศเขตภัยพิบัติเพื่อปลดล็อกงบฉุกเฉินมาช่วยเหลือประชาชนทันที
นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำถึงสวัสดิภาพของคนดับไฟป่าที่ต้องทำงานหนักจนล้าสะสมเสี่ยงชีวิต โดยเสนอให้ใช้ข้อมูลวิทยาศาสตร์วางแผนจัดสรรกำลังพลตามความเสี่ยงพื้นที่ และกล่าวทิ้งท้ายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยลงมาบัญชาการด้วยตัวเองแทนการใช้คำขู่สั่งการที่ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาจริง
“สิ่งที่รัฐบาลกำลังจะพลาดมากที่สุดคือ การไม่แก้ปัญหาที่โครงสร้าง ปล่อยให้ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดต้องตกไป ถ้าสิ่งที่ตนเองพูดไม่จริง ขอให้ สุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มายืนยันพูดให้ประชาชนคลายความกังวล หากรัฐบาลชุดนี้ไม่หยิบร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดขึ้นมาพิจารณาภายในวันที่ 13 พฤษภาคมนี้ สุชาติจะลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรี ถ้ากล้าพูดแบบนี้เชื่อว่าประชาชนคลายความกังวลแน่นอน เพราะตอนนี้รัฐบาลไม่เอาสักอย่าง แก้ปัญหาโครงสร้างไม่ทำ แก้ปัญหาเฉพาะหน้าก็ไม่เอา” ภัทรพงษ์กล่าว
ด้าน ธนรัช สส. พรรคเพื่อไทย เสนอญัตติด่วนเรื่อง มาตรการเร่งด่วนป้องกันและวิธีการแก้ไขปัญหา PM 2.5 และปัญหาไฟป่าที่รวบรวมข้อเสนอเพื่อดำเนินการต่อไป โดยชี้ให้เห็นถึงผลกระทบทางสุขภาพที่รุนแรง โดยเฉพาะในเชียงรายที่ฝุ่นพิษพรากเวลาชีวิตประชาชนไปเกือบ 4 ปี และทำลายระบบเศรษฐกิจการท่องเที่ยว พร้อมเสนอมาตรการ 3 ระยะ เริ่มจากการสนับสนุนอุปกรณ์และสวัสดิการให้คนด่านหน้า และให้อำนาจท้องถิ่นในการบริหารจัดการงบประมาณ
ในระยะยาว ธนรัชเสนอให้ผลักดันเรื่องนี้เป็นวาระแห่งชาติและใช้กลไกทางการทูตเจรจาระดับภูมิภาค เพื่อควบคุมการเผาป่าและไร่ข้าวโพดในประเทศเพื่อนบ้านผ่านเงื่อนไขทางการค้าและภาษี เพื่อยิงปืนนัดเดียวได้ทั้งการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมและส่งเสริมสินค้าไทย
ส่วน การดี สส.ประชาธิปัตย์ เสนอญัตติด่วนเรื่องให้ศึกษาและมีข้อเสนอแนะแก้ไขวิกฤต PM 2.5 ในพื้นที่ภาคเหนือและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นทั่วประเทศว่า จุดความร้อนขยายตัวกว่า 3 เท่าในสัปดาห์เดียว ซึ่งกระทบต่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และสุขภาพประชาชนอย่างเฉียบพลัน โดยเสนอแนวทาง 6 ด้าน เน้นย้ำว่าอากาศสะอาดคือสิทธิพื้นฐานที่รัฐต้องคุ้มครอง และต้องเร่งยื่นร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด เข้าสู่สภาฯ ซ้ำอีกครั้ง ก่อนที่จะครบกำหนดเดทไลน์การถูกตีตกภายใน 60 วัน เนื่องจากมีการยุบสภา
การดียังเสนอให้มีเครื่องมือและทางเลือกในการกำจัดขยะการเกษตรแทนการลงโทษเพียงอย่างเดียว พร้อมจัดทำห้องปลอดฝุ่นและระบบติดตามผลกระทบสุขภาพระยะยาว รวมถึงการตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อติดตามแก้ไขวิกฤตนี้อย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง
ขณะที่ พิมพ์ภัทรา สส. ภูมิใจไทย เสนอญัตติด่วนให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาศึกษามาตรการ การบริหารจัดการแก้ไขปัญหาไฟป่าและ PM 2.5 อย่างเป็นระบบและยั่งยืนโดยชี้แจงในมุมรัฐบาลว่า ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมามีการขับเคลื่อนมาตรการจูงใจเกษตรกรลดการเผาจนจุดความร้อนลดลงร้อยละ 26 รวมถึงการใช้ระบบ Cell Broadcast แจ้งเตือนภัยและเจรจาความร่วมมือ ‘ยุทธศาสตร์ฟ้าใส’ กับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อลดฝุ่นข้ามแดน
พิมพ์ภัทรายังเสนอให้รัฐบาลจัดทำข้อมูลกลางแบบเรียลไทม์เป็นแพลตฟอร์มเดียวจากทุกกระทรวง พร้อมกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นและใช้มาตรการทางภาษีจูงใจคนทำดี ทำโทษคนทำไม่ดี
“การแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ คําว่าวาระแห่งชาติพูดกันมาหลายครั้ง เราหวังว่าจะได้เห็นรัฐบาลภายใต้การนําของนายกฯ อนุทินพูดแล้วทํา แล้วแก้ปัญหาได้จริง จะได้ไม่มีใครมาอ้างและใช้วาทกรรมว่า ละเลยไม่ใส่ใจ และไม่แก้ไขปัญหา เพราะเป็นสิทธิของพี่น้องประชาชนที่ต้องเข้าถึงอากาศสะอาดร่วมกัน” พิมพ์ภัทรากล่าว












