OpenAI เล็งสร้าง ‘โซเชียลเน็ตเวิร์ก’ ที่ยืนยันตัวตนผ่านสแกนม่านตาหรือใบหน้า หวังกำจัดปัญหาบอทที่เกิดขึ้นบน X ของ อีลอน มัสก์

30.01.2026
  • LOADING...
ภาพแนวคิดการยืนยันตัวตนด้วยการสแกนม่านตา สำหรับโซเชียลเน็ตเวิร์กของ OpenAI

OpenAI กำลังซุ่มพัฒนาโซเชียลเน็ตเวิร์กและพิจารณาใช้ระบบยืนยันตัวตนด้วยไบโอเมตริก เช่น การสแกนม่านตาผ่าน Orb ของ World หรือ Face ID ของ Apple เพื่อรับประกันว่าผู้ใช้งานเป็นมนุษย์จริงๆ ไม่ใช่บอท

 

การพัฒนาโซเชียลเน็ตเวิร์กของ OpenAI ดูเหมือนจะมีความชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ โดยมีภารกิจหลักเพียงหนึ่งเดียว คือการกำจัดปัญหา “บอท” ให้หมดไป ซึ่งเป็นปัญหาที่ทำให้แพลตฟอร์มที่เคยมีชื่อว่า Twitter ก่อนจะกลายมาเป็น X ของ Elon Musk กลายเป็นแหล่งรวมเนื้อหาที่เป็นมลพิษ

 

แหล่งข่าวที่คุ้นเคยกับโครงการนี้เปิดเผยกับ Forbes ว่า โซเชียลเน็ตเวิร์กดังกล่าวซึ่งยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการพัฒนา ถูกวางคอนเซปต์ให้เป็นแพลตฟอร์มสำหรับ “มนุษย์จริงๆ เท่านั้น” ซึ่งอาจเป็นจุดขายสำคัญของยักษ์ใหญ่ด้าน AI รายนี้ ที่กำลังมองหาโอกาสต่อยอดจากความสำเร็จของแอปฯ ไวรัลอย่าง ChatGPT และ Sora แต่หากมีการเปิดตัวจริง ก็จะต้องกระโดดลงไปในสนามที่มีเจ้าตลาดผู้ทรงอิทธิพลครองอยู่แล้ว เช่น X, Instagram และ TikTok

 

แอปพลิเคชันนี้กำลังถูกพัฒนาโดยทีมงานขนาดเล็กมากที่มีสมาชิกไม่ถึง 10 คน และอาจรวมถึงองค์ประกอบการระบุตัวตนด้วยไบโอเมตริก แหล่งข่าวระบุว่าทีมงานได้พิจารณาข้อกำหนดให้ผู้ใช้ต้องส่ง “หลักฐานความเป็นบุคคล” (Proof of personhood) ผ่าน Face ID ของ Apple หรือ World Orb ซึ่งเป็นเครื่องสแกนม่านตาขนาดเท่าผลแคนตาลูปที่ใช้ม่านตาของบุคคลเพื่อสร้าง ID ที่ไม่ซ้ำกันและตรวจสอบได้ ทั้งนี้ World ดำเนินการโดย Tools for Humanity บริษัทที่ Sam Altman ซีอีโอของ OpenAI เป็นผู้ก่อตั้งและดำรงตำแหน่งประธานอยู่ในปัจจุบัน

 

การยืนยันตัวตนด้วยไบโอเมตริกอย่างแท้จริงจะช่วยการันตีได้ว่าทุกบัญชีบนโซเชียลเน็ตเวิร์กของ OpenAI มีบุคคลที่มีตัวตนจริงอยู่เบื้องหลัง ในขณะที่โซเชียลเน็ตเวิร์กอย่าง Facebook และ LinkedIn พยายามยืนยันตัวตน แต่โดยทั่วไปมักใช้วิธีตรวจสอบผ่านเบอร์โทรศัพท์ อีเมล หรือสัญญาณพฤติกรรมและเครือข่าย ซึ่งทั้งสองแห่งยังไม่ได้ใช้วิธีไบโอเมตริกที่พิสูจน์ความเป็นมนุษย์ได้อย่างเด็ดขาด อย่างไรก็ตาม นักรณรงค์ด้านความเป็นส่วนตัวได้ออกมาเตือนถึงความเสี่ยงของการยืนยันตัวตนด้วยวิธีของ World เนื่องจากการสแกนม่านตานั้นไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ และอาจก่อให้เกิดความหายนะได้หากตกไปอยู่ในมือของผู้ไม่หวังดี

 

ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าโซเชียลเน็ตเวิร์กนี้จะเข้ามาเติมเต็มกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่ของ OpenAI ได้อย่างไร แม้แหล่งข่าวจะระบุว่าผู้ใช้น่าจะสามารถใช้ AI เพื่อสร้างคอนเทนต์ เช่น วิดีโอหรือรูปภาพ บนแพลตฟอร์มได้ คล้ายกับ Instagram ของ Meta (ซึ่งมีผู้ใช้งาน 3 พันล้านคนต่อเดือน ณ เดือนกันยายน) ที่มีความสามารถในการสร้างภาพด้วย AI ภายในแอปฯ ได้เลย ปัจจุบันยังไม่มีกำหนดการเปิดตัวสำหรับโซเชียลเน็ตเวิร์กของ OpenAI และโปรเจกต์อาจเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากก่อนที่จะพร้อมเปิดเผยสู่สาธารณะ

 

ทาง OpenAI ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้ โดยเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา The Verge เคยรายงานว่า OpenAI กำลังซุ่มทำโซเชียลเน็ตเวิร์กอยู่

 

เป็นเวลาหลายปีแล้วที่โซเชียลเน็ตเวิร์กต้องเผชิญกับโรคระบาดจากบัญชีบอท ซึ่งมักจะเลียนแบบพฤติกรรมมนุษย์เพื่อทำสิ่งต่างๆ เช่น ปั่นราคาคริปโทเคอร์เรนซี หรือบิดเบือนการรับรู้ของสาธารณชนผ่านการขยายผลคำพูดสร้างความเกลียดชัง (Hate speech) ปัญหานี้หนักหนาเป็นพิเศษบน Twitter และทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อ Musk เข้าซื้อกิจการ เปลี่ยนชื่อเป็น X และปลดพนักงานออกถึง 80% ซึ่งรวมถึงทีมงานด้านความน่าเชื่อถือและความปลอดภัยที่มีหน้าที่ตรวจสอบโพสต์และกำจัดบอทออกจากแพลตฟอร์ม

 

Musk เคยประกาศสงครามกับบอทก่อนที่จะเข้าซื้อ Twitter และในปี 2025 บริษัทได้ลบบัญชีบอทออกไปประมาณ 1.7 ล้านบัญชีในการกวาดล้างเพื่อลดสแปมในการตอบกลับ แต่พวกมันก็ยังคงเป็นปัญหาอยู่

 

Altman ซึ่งเป็นผู้ใช้ขาประจำของ X มาตั้งแต่ปี 2008 ได้แสดงความไม่พอใจอย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับบอทบนแพลตฟอร์ม ในเดือนกันยายน เขาโพสต์ลง X ว่า “ไม่รู้ทำไม AI twitter หรือ AI reddit ถึงรู้สึกปลอมมากๆ ในแบบที่ไม่ได้รู้สึกเมื่อปีหรือสองปีก่อน” ไม่กี่วันก่อนหน้านั้น เขาได้แสดงความเห็นในทำนองเดียวกันโดยอ้างถึง “ทฤษฎีอินเทอร์เน็ตที่ตายแล้ว” ซึ่งตั้งสมมติฐานว่าตั้งแต่ปี 2016 อินเทอร์เน็ตถูกครอบงำด้วยกิจกรรมที่ไม่ใช่ของมนุษย์

 

“ผมไม่เคยเชื่อทฤษฎีอินเทอร์เน็ตที่ตายแล้วแบบจริงจังเลย แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้จะมีบัญชี Twitter ที่รันโดย LLM เยอะมากจริงๆ” Altman ระบุ

 

OpenAI มีประวัติผลงานที่แข็งแกร่งในการสร้างแอปฯ ที่กลายเป็นกระแสไวรัลในหมู่ผู้บริโภค ChatGPT ซึ่งนำ AI มาสู่กระแสหลัก มีผู้ใช้ถึง 100 ล้านคนภายในสองเดือนหลังจากเปิดตัว และปัจจุบันมีผู้ใช้มากกว่า 800 ล้านคน ส่วนแอปฯ วิดีโอ AI อย่าง Sora ก็มียอดดาวน์โหลดแตะ 1 ล้านครั้งในเวลาไม่ถึง 5 วัน ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตที่เร็วกว่า ChatGPT เสียอีก

 

แม้จะมีประวัติความสำเร็จดังกล่าว แต่ OpenAI น่าจะต้องเผชิญกับการต่อสู้ที่ยากลำบากหากตัดสินใจเปิดตัวโซเชียลเน็ตเวิร์กจริง โดยจะต้องแข่งขันกับแอป Threads ของ Meta ซึ่งปัจจุบันมีผู้ใช้งานผ่านมือถือรายวันเท่ากับ X แล้ว รวมถึงผู้เล่นหน้าใหม่อย่าง Bluesky ที่มีผู้ใช้รวมกว่า 40 ล้านคน ยังไม่นับรวมยักษ์ใหญ่อย่าง Instagram และ TikTok ที่นำหน้าไปก่อนแล้วในการแข่งขันเพื่อเป็นจุดหมายปลายทางของคอนเทนต์ AI โดย Adam Mosseri หัวหน้าของ Instagram ได้โพสต์เมื่อเดือนธันวาคมว่า “ฟีดต่างๆ เริ่มจะเต็มไปด้วยสิ่งสังเคราะห์ไปหมดแล้ว”

 

ภาพ: Tomohiro Ohsumi/Getty Images

อ้างอิง:

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising