×

สมศ. เสนอ 4 นโยบายยกระดับการศึกษา ชู ‘ประเมินแล้วต้องมีระบบช่วยเหลือ’ จัดสรรทรัพยากรตามความจำเป็น

โดย THE STANDARD TEAM
02.11.2026
ศาสตราจารย์ ดร.องอาจ นัยพัฒน์ ผู้อำนวยการ สมศ.

วันนี้ (2 พฤศจิกายน) ศาสตราจารย์ ดร.องอาจ นัยพัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) หรือ สมศ. เปิดเผยว่า สมศ. ได้นำผลการประเมินคุณภาพสถานศึกษาทั่วประเทศ 14,013 แห่ง ในปีงบประมาณ 2569 มาสังเคราะห์เป็นข้อเสนอเชิงนโยบาย 4 ด้าน เพื่อเสนอหน่วยงานต้นสังกัด โดยมุ่งให้การประเมินนำไปสู่ระบบช่วยเหลือสถานศึกษา และจัดสรรทรัพยากรให้สอดคล้องกับความจำเป็นของแต่ละพื้นที่

 

องอาจกล่าวว่า ผลการประเมินสะท้อนทั้งจุดแข็ง โอกาสในการพัฒนา และข้อจำกัดที่แตกต่างกันของสถานศึกษา สมศ. จึงนำข้อมูลดังกล่าวมาจัดทำข้อเสนอเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาเชิงระบบ ไม่ให้ผลการประเมินหยุดอยู่เพียงรายงานบนหน้ากระดาษ ประกอบด้วย

 

หนึ่ง ลดความเหลื่อมล้ำด้วยการสนับสนุนให้ตรงกับความจำเป็น ปรับแนวทางจัดสรรทรัพยากรจากการแบ่งเท่ากัน ไปสู่การพิจารณาบริบทของสถานศึกษา เช่น ขนาดโรงเรียน ความเสี่ยงของผู้เรียน และความยากจน โดยเฉพาะกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงและต้องได้รับความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

 

สอง เปลี่ยนจากการประเมินแล้วจบ เป็นการประเมินแล้วมีระบบช่วยเหลือ เสนอให้จัดตั้งทีมสนับสนุนระดับพื้นที่ ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงและร่วมออกแบบแนวทางแก้ปัญหาที่เหมาะกับแต่ละโรงเรียน เพื่อให้สถานศึกษาไม่ต้องรับภาระแก้ปัญหาเพียงลำพัง

 

สาม พัฒนาครูผ่านการสอนในห้องเรียนจริง ใช้ระบบพี่เลี้ยงและการนิเทศอย่างต่อเนื่องในสถานที่ปฏิบัติงาน แทนการดึงครูออกจากห้องเรียนไปอบรม พร้อมลดภาระเอกสาร และมุ่งให้การพัฒนาครูส่งผลต่อสมรรถนะการเรียนรู้ของผู้เรียนโดยตรง

 

สี่ พัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้าด้วยข้อมูล จัดทำฐานข้อมูลและแสดงผลผ่านแดชบอร์ด พร้อมข้อมูลความเสี่ยงและความต้องการของสถานศึกษาและผู้เรียน เพื่อช่วยคัดกรองปัญหาและสนับสนุนการตัดสินใจจัดสรรทรัพยากรของผู้บริหารระดับนโยบาย

 

องอาจกล่าวเพิ่มเติมว่า สถานศึกษาแต่ละประเภทมีภารกิจและเป้าหมายในการพัฒนาผู้เรียนแตกต่างกัน การใช้ข้อเสนอแนะแบบเดียวกับทุกแห่งจึงอาจไม่ตอบโจทย์ สมศ. จึงจัดทำข้อเสนอแนะเฉพาะสำหรับสถานศึกษา 4 กลุ่ม เพื่อให้สามารถนำผลประเมินไปปรับใช้ได้ตามบริบท

 

กลุ่มแรก การศึกษาปฐมวัยและศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก เสนอให้เร่งพัฒนาด้านภาษา การสื่อสาร และความคิดสร้างสรรค์ โดยนำผลประเมินไปปรับแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ ควบคู่กับการดูแลมาตรฐานความปลอดภัย

 

กลุ่มที่สอง การศึกษาขั้นพื้นฐาน โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน และโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ เสนอให้ยึดผลลัพธ์ของผู้เรียนเป็นเป้าหมายหลัก โดยโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลและกลุ่มเปราะบางควรได้รับการสนับสนุนเฉพาะจุด ผ่านระบบพี่เลี้ยงแบบกลุ่มโรงเรียน หรือทีมสนับสนุนเคลื่อนที่ลงพื้นที่

 

กลุ่มที่สาม โรงเรียนนานาชาติ เสนอให้ต่อยอดมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล พัฒนาการวัดผลให้สะท้อนสมรรถนะจริงของผู้เรียน เพิ่มประสิทธิภาพการใช้เทคโนโลยีและภาษา รวมถึงส่งเสริมการเรียนรู้ข้ามวัฒนธรรม โดยให้ความสำคัญกับภาษาไทยและวัฒนธรรมไทยด้วย

 

กลุ่มที่สี่ การอาชีวศึกษา เสนอให้ขยายความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม โดยมุ่งสร้างแรงงานที่มีคุณภาพและพร้อมเข้าสู่ตลาดงาน พัฒนาการประเมินสมรรถนะจากการทำงานจริง ยกระดับทักษะดิจิทัล และติดตามข้อมูลการมีงานทำของผู้สำเร็จการศึกษา เพื่อนำกลับมาปรับปรุงหลักสูตร

 

ทั้งนี้ สมศ. เตรียมส่งมอบรายงานข้อเสนอแนะฉบับสมบูรณ์ให้หน่วยงานที่จัดการศึกษา ได้แก่ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกรุงเทพมหานคร เพื่อนำไปต่อยอดการพัฒนาสถานศึกษาในสังกัด

 

องอาจระบุว่า สมศ. พร้อมทำหน้าที่เป็นพันธมิตรในการพัฒนา โดยมีเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญลงพื้นที่ให้คำแนะนำและสนับสนุนสถานศึกษา เพื่อเปลี่ยนข้อเสนอแนะจากการประเมินให้เกิดผลต่อคุณภาพการศึกษาของผู้เรียน


READ MORE





EDITOR'S PICKS


Latest Stories