วันนี้ (24 มีนาคม) ศุภโชติ ไชยสัจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน แถลงแสดงความคิดเห็นและวิพากษ์วิจารณ์การบริหารจัดการของรัฐบาล ต่อสถานการณ์วิกฤตพลังงานและปัญหาการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงภายในประเทศ ที่ยืดเยื้อเข้าสู่สัปดาห์ที่ 4 โดยระบุว่า ภาพที่ปรากฏตามสื่อมวลชนซึ่งประชาชนยังคงต้องต่อคิวรอเติมน้ำมัน สะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวในการรับมือวิกฤตระดับประเทศอย่างสิ้นเชิง
ศุภโชติ ชี้ให้เห็นว่า มาตรการที่รัฐบาลประกาศใช้ออกมานั้น เป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและไม่รอบด้าน ส่งผลให้เกิดความผิดปกติในระบบห่วงโซ่อุปทานและการกระจายน้ำมัน สวนทางกับสิ่งที่รัฐบาลยืนยันมาตลอดว่ามีน้ำมันเพียงพอ พร้อมตั้งข้อสังเกตใน 3 ประเด็นหลัก ดังนี้
ช่องโหว่ข้อมูล จี้รัฐตอบน้ำมันหายไปไหน
ศุภโชติ ตั้งคำถามถึงข้อสั่งการล่าสุดของนายกรัฐมนตรี ที่ให้ผู้ประกอบการรายงานการผลิตและการจำหน่ายรายวัน โดยมองว่ามาตรการดังกล่าวไม่ครอบคลุมทั้งระบบ เนื่องจากยังไม่ได้รวมกลุ่มผู้ขนส่งน้ำมันและสถานีบริการรายย่อย ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญ ทำให้รัฐบาลไม่สามารถเห็นภาพรวมได้อย่างแท้จริง และไม่สามารถยืนยันได้ว่าไม่มีการกักตุน
พร้อมกันนี้ ได้ยกกรณีการเข้าตรวจสอบคลังน้ำมันในจังหวัดอ่างทอง (ปริมาณกว่า 300,000 ลิตร) ว่า ความล่าช้าในกระบวนการตรวจสอบเอกสาร ยิ่งสะท้อนความไม่ชัดเจนของรัฐบาล ซึ่งอาจเปิดช่องให้กลุ่มทุนฉวยโอกาสเก็งกำไรบนความเดือดร้อนของประชาชน และตั้งข้อสังเกตว่า รัฐบาลอาจจงใจไม่เปิดเผยข้อมูลที่แท้จริงต่อสาธารณะ
ช่องว่างราคา ต้นเหตุลักลอบส่งออกชายแดน
ในประเด็นการลักลอบนำน้ำมันออกนอกประเทศ ศุภโชติ ระบุว่า การที่รัฐบาลตรึงราคาภายในประเทศให้ต่ำกว่าราคาตลาดโลก ถือเป็นการเพิ่มแรงจูงใจให้เกิดการลักลอบส่งออกเพื่อทำกำไร โดยยกตัวอย่างกรณีการจับกุมรถบรรทุกน้ำมันดีเซลเถื่อน 20,000 ลิตร บริเวณชายแดนจังหวัดตาก พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลกล้าตัดสินใจ ใช้มาตรการจำกัดหรือควบคุมโควตาการส่งออกชั่วคราว เพื่อรักษาเสถียรภาพภายในประเทศ ไม่ใช่ปล่อยให้เกิดภาพต่างประเทศมีน้ำมัน แต่คนไทยหาเติมไม่ได้
เสนอรื้อระบบอุดหนุน เน้นตรงเป้า-รีฟันด์คืน
สำหรับมาตรการบรรเทาภาระค่าครองชีพ สส.พรรคประชาชน มองว่า การอุดหนุนราคาแบบหว่านแหทั้งระบบไม่สามารถทำได้อีกต่อไป เนื่องจากจะทำให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงร่อยหรออย่างรวดเร็ว และผลักภาระหนี้ให้ประชาชนทั้งประเทศ รัฐบาลจึงควรเปลี่ยนมาใช้วิธีอุดหนุนแบบตรงเป้า มุ่งเน้นไปที่กลุ่มผู้ได้รับผลกระทบจริง เช่น ภาคการขนส่ง เกษตรกร หรือผู้ประกอบการรายย่อย โดยอาจใช้ระบบจ่ายราคาเต็มไปก่อน แล้วนำใบเสร็จมาขอคืนเงิน (Refund) จากรัฐ ซึ่งจะช่วยควบคุมงบประมาณและอุดรอยรั่วไหลได้ดีกว่า
ในตอนท้าย ศุภโชติ ได้กล่าวทิ้งท้ายอย่างดุเดือดว่า วิกฤตครั้งนี้เป็นบทพิสูจน์ว่ารัฐบาลจะเลือกแก้ปัญหาอย่างโปร่งใส หรือจะใช้วิธีโยนความผิดให้ประชาชน และไม่พยายามหาตัวผู้กระทำผิดที่แท้จริง พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า หากวิกฤตน้ำมันจะคลี่คลายลงในสัปดาห์นี้ อาจไม่ใช่เพราะการแก้ปัญหาของรัฐบาล แต่เป็นเพราะกลุ่มนายทุนและผู้ลักลอบกักตุน ได้ตักตวงผลกำไรจากวิกฤตครั้งนี้จนเป็นที่พอใจแล้ว


