การประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ถูกจัดขึ้นอย่างเร่งด่วน ที่ห้องประชุม CB 406 ชั้น 4 อาคารรัฐสภา ภายหลังที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติเสียงข้างมากเลือก อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี เพื่อประเมินผลกระทบจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งเชื่อมโยงกับวิกฤตพลังงานที่ประเทศไทยกำลังเผชิญ
เกือบ 4 ชั่วโมงต่อมา อนุทิน พร้อมด้วย พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม, เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ, อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ร่วมแถลงผลการประชุม
น้ำมันไม่หาย แต่ขาดแคลน เพราะประชาชนแห่ตุน
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ตลอดทั้งช่วงบ่ายที่ผ่านมาหลังจากมีการปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรแล้วทางรัฐบาลได้เชิญให้ส่วนงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนมาร่วมประชุมกับ ศบก. เพื่อติดตามปัญหาในการปฏิบัติตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจน้ำมันตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน ในการประชุมสามารถสรุปผลการประชุมได้ ดังนี้
จากการตรวจสอบปริมาณน้ำมัน และราคาน้ำมันในแต่ละขั้นตอนของห่วงโซ่อุปทานครอบคลุมถังน้ำมัน คลังน้ำมัน จ๊อบเบอร์ การขนส่งน้ำมัน สถานีบริการน้ำมัน พบว่า ตรงกันทุกในประเทศ ยังคงเดินเครื่องเต็มการผลิต โดยกำลังการผลิตสามารถผลิตได้ถึง 175 ล้านลิตรต่อหนึ่งวัน และมีการจัดการเพิ่มเติมเข้ามาในประเทศอย่างต่อเนื่อง หลายบริษัทได้มีการจัดสรรน้ำมันดิบจากหลายแห่งเพื่อให้มีความเพียงพอต่อการนำน้ำมันดิบมากลั่นเป็นน้ำมันประเภทต่างๆ
ทั้งโรงกลั่นน้ำมันและคลังน้ำมันจะดำเนินการประกาศราคาหน้าโรงกลั่น และหน้าคลังน้ำมัน ซึ่งมีโรงกลั่นพร้อมขายตามราคาให้จ๊อบเบอร์ด้วยราคาตามที่ประกาศโดยมี PTTOR จะประกาศราคาไม่เกินหน้าสถานีบริการน้ำมัน
ทั้งนี้กระทรวงพลังงานจะกำกับโรงกลั่นและผู้ค้าน้ำมันให้รายงานข้อมูลการผลิตการจำหน่ายน้ำมัน ปริมาณน้ำมันที่จะจำหน่าย ราคาที่จะจัดจำหน่ายให้กรมธุรกิจพลังงานได้รับทราบ เพื่อจัดสรรปริมาณน้ำมันที่จะจำหน่ายให้กับประชาชน และภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ด้วยราคาที่เป็นธรรม
ขณะเดียวกัน ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้เตรียมออกข้อบังคับผ่อนผันการเดินรถของรถบรรทุกน้ำมัน ให้วิ่งได้ตลอด 24 ชั่วโมงทั่วประเทศภายในวันนี้ (19 มีนาคม 2569) เพื่ออำนวยความสะดวกในการขนส่งไปยังสถานีบริการน้ำมันต่างๆ ทั่วประเทศ และขอความร่วมมือให้ผู้ประกอบการขนส่งเพิ่มมาตรการในการรักษาความปลอดภัยในการขนส่งน้ำมันเพื่อส่งไปยังสถานีบริการทั่วประเทศให้มีความปลอดภัยสูงสุด
ปัจจุบันเรื่องของการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปได้รับการยืนยันว่า ยังคงส่งออกไปยังเพียงที่ สปป.ลาว ปริมาณ 5.29 ล้านลิตร/วัน ลดจากเดิม 25% และส่งไปเมียนมา อยู่ที่ 300,000 ลิตรต่อวัน ลดลง 20% จากที่เคยส่งมาก่อน
ส่วนมาตรการที่ 2 เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นและแก้ไขปัญหาสถานการณ์น้ำมันไม่เพียงพอ จะเพิ่มมาตรการ เช่น การผ่อนปรนเพิ่มปริมาณน้ำมันในระบบ การเร่งผลิตพลังงานชีวภาพ B20 เพื่อให้มีความพร้อมในการจำหน่าย ทั้งหมดนี้เพื่อให้ระบบกลับมาดำเนินการได้ตามปกติ จ็อบเบอร์ (พ่อค้าคนกลางหรือผู้ค้าส่งน้ำมัน) กลับมาดำเนินการปกติ เพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งน้ำมันไปยังสถานีบริการน้ำมัน เพื่อให้มีน้ำมันตามความต้องการของประชาชน และภาคอุตสาหกรรมภายใต้ราคาที่เหมาะสม
ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนได้มีความมั่นใจ เพราะรัฐบาลได้มีการประชุมหลายครั้งแล้ว ได้ถามกับผู้ที่เกี่ยวข้องให้มีการยืนยันข้อมูลทั้งทางเอกสาร และทางวาจา ประสบการณ์ที่มีอยู่
นายกรัฐมนตรี กล่าวย้ำ ประเทศไทยยังไม่ประสบภาวะขาดแคลนการนำเข้าน้ำมันแต่อย่างใด ที่มีการพูดตลอดเวลาว่าน้ำมันดิบไม่เข้าประเทศไทยแล้วจำนวนปริมาณน้ำมันดิบหายไปครึ่งหนึ่ง เพราะว่ามีสถานการณ์ที่ได้เรียกประชุมอีกครั้งซึ่งมีทั้งวงเล็กและวงใหญ่วงภายในซึ่งได้รับทราบที่ชัดเจนแล้วว่า ไทยยังสามารถผลิตน้ำมันในปริมาณ และกำลังการผลิตดังเช่นก่อนวันที่ 1 มีนาคมก่อนที่จะมีการสู้รบในพื้นที่ตะวันออกกลาง ดังนั้นน้ำมันไม่ได้ขาดแคลน ปริมาณน้ำมันสำรองก็ยังคงรักษาได้อยู่ที่ประมาณ 100 วัน
ที่ผ่านมาประเทศไทยไม่ได้ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำมัน ยังคงหาน้ำมันจากแหล่งอื่นเข้ามาเติมได้อย่างต่อเนื่อง โดยยกตัวอย่างให้เห็นภาพ ไทยเคยมีการใช้น้ำมันดีเซลในแต่ละวันที่ 67 ล้านลิตรต่อวัน ก่อนเกิดเหตุสงครามตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นสภาวะปกติไม่ได้มีการออกมาตรการเรื่องการลดการใช้หรือการประหยัดน้ำมัน กำลังการผลิตน้ำมันดีเซลของประเทศไทยอยู่ที่ 77 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งมีช่องว่างอยู่ประมาณ 10 ล้านลิตร หลังจากเกิดเหตุสงครามด้วยข้อมูลและความวิตกกังวลของประชาชนทำให้การใช้เพิ่มมาเป็น 84 ล้านลิตรต่อวัน ถือว่าเป็นการเกินกำลังการผลิต อาจเป็นเหตุทำให้เกิดการขาดน้ำมันในบางพื้นที่
วันนี้รัฐบาลยังคงมีน้ำมันให้กับประชาชนใช้ได้ตามปกติ แต่ขณะเดียวกันรัฐบาลต้องขอความร่วมมือกับประชาชนด้วย เพราะจำนวนน้ำมันที่หายไปนั้น ไม่ได้หายไป เพราะถูกส่งออกไปนอกประเทศหรือนำไปใช้ในการผลิตไฟฟ้าเพิ่มเติมเพื่อสนับสนุนภาคส่วนใด
หากแต่หายไปเพราะเกิดจากความกังวลของประชาชนมีการมาเติมเพิ่มขึ้น นำเก็บสำรองไว้เพิ่มมากขึ้นในครัวเรือน ซึ่งทำให้เกิดสภาวะการขาดแคลนน้ำมัน มีการเติมน้ำมันที่พร่องถังไปแล้วก็มาเติมอีก ซึ่งทุกครั้งที่มีการพร่องก่อนก็ไปเติมเต็ม ทำให้เกิดการใช้จ่ายในปริมาณมากขึ้น ดังนั้นขอประชาชนให้ความร่วมมือกลับมาใช้น้ำมันในสภาวะปกติ ซึ่งน้ำมันที่มีอยู่ยังคงอยู่ตามสถานีบริการน้ำมันทั่วไปมีเพียงพอแล้ว
ทั้งนี้ 67 ล้านลิตรที่เคยใช้ในแต่ละวันถือเป็นการใช้ในสภาวะปกติ เมื่อกระโดดมาเป็น 84 ล้านลิตรต่อวัน เมื่อเรากลับไปในสภาวะปกติยังไม่ต้องพูดถึงในเรื่องของการประหยัดเพิ่มมากขึ้น วันนี้ประชาชนก็สามารถให้ความร่วมมือในการใช้น้ำมันเพิ่มมากขึ้นอยู่แล้ว ถ้าหากเราปรับสภาพอยู่ในสภาวะปกติ ลดความวิตกกังวล ปริมาณการใช้น้ำมันในแต่ละวันก็จะสอดคล้องกับกำลังการผลิตน้ำมันในประเทศไทย แน่นอนว่าภายใน 3-5 วันจะเป็น Matching กัน อาจต้องใช้เวลา 1-2 สัปดาห์ รัฐบาลมีความเห็นว่าจะนำน้ำมันสำรองฉีดเข้าไปในระบบเพื่อให้น้ำมันมีมากเพียงพอ และให้การใช้น้ำมันของประชาชนเข้ามา Matching กับปริมาณน้ำมันที่เราสามารถใช้ได้ โดยจะเร่งดำเนินการตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป
นายกรัฐมนตรีขอวิงวอนให้ประชาชนได้ตระหนักว่า แม้ตอนนี้จะมีน้ำมันที่เพียงพอใช้ในประเทศ แต่สถานการณ์ที่เราคาดการณ์ และควบคุมไม่ได้คือการสู้รบในตะวันออกกลาง หากมีความรุนแรงมากไปกว่านี้ และไม่รู้ว่าจะยุติเมื่อไหร่ หากเราใช้น้ำมันด้วยความระมัดระวัง ความตระหนักรู้ก็จะยิ่งมีปริมาณน้ำมันสำรองในประเทศได้เพิ่มมากขึ้น
ส่วนไฟฟ้าไม่ต้องกังวล เนื่องจากไทยใช้ก๊าซจากแหล่งในอ่าวไทยในการผลิตไฟฟ้า จึงสามารถรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าของประชาชนทั่วประเทศได้โดยไม่มีปัญหาติดขัด ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือก โดยเฉพาะพลังงานชีวภาพ เช่น B20 เพื่อนำมาผสมในน้ำมันดีเซลให้มากขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มปริมาณน้ำมันสำรองในประเทศ พร้อมย้ำว่ารัฐบาลดำเนินทุกมาตรการอย่างเต็มที่เพื่อรองรับความต้องการของประชาชน
นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า ต้องขอความร่วมมือพี่น้องประชาชน ให้อาศัยข้อมูลของรัฐบาลซึ่งข้อมูลมาจากกรมธุรกิจพลังงาน ที่มีหน้าที่ควบคุมนำเข้า การส่งออก ธุรกิจการค้าขายน้ำมันในประเทศ ซึ่งเป็นข้อมูลตัวเลขที่มาจากฐานผู้นำเข้าน้ำมันดิบจากทั้งปตท. รวมถึงโรงงานอื่นๆ
เป้าหมายของการประชุมในวันนี้ คือ ขอให้กลับไปยังสภาวะที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ 1 มีนาคม คือขอให้มีกำลังการผลิตที่เพียงพอที่จะใช้ต่อวัน คือ 67 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งคงใช้เวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์ ซึ่งการแก้ไขคือการอัดน้ำมันสำรองที่มีอยู่เข้าไป เพื่อให้สภาวะที่คิดว่าขาดแคลนเพราะมีการเติมตุนเพิ่มมากขึ้น ถ้าพี่น้องประชาชนช่วยกันหยุดตุน และเราอัดน้ำมันสำรองที่มีอยู่เข้าไปจะทำให้ทุกอย่างกลับคืนสู่สภาวะปกติ ซึ่งเป็นวิธีการที่รัฐบาลจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป
เมื่อถามว่าจะดูแลความรู้สึกของประชาชนอย่างไร นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า หากน้ำมันกลับเข้าสู่ระบบและประชาชนให้ความร่วมมือไม่กักตุนเกินจำเป็น เพราะการตุนจำนวนมาก เช่น หลายสิบถัง ย่อมทำให้ระบบไม่เพียงพอ จึงขอความร่วมมือประชาชนในเรื่องนี้ ขณะที่รัฐบาลจะเร่งเพิ่มปริมาณน้ำมันเข้าสู่ระบบ เพื่อให้เกิดสมดุลโดยเร็วที่สุด
“น้ำมันไม่เคยไม่พอ แต่เหมือนตู้เอทีเอ็มใส่เงินไว้สองล้านบาท แต่มีคนไปเบิกหกล้านบาท มันเลยไม่พอ ถ้าไม่ได้วงรอบมันก็ไม่มีคนเอาไปเติม ทำให้ต้องดึงกลับไปในสภาวะก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ในตะวันออกกลาง เพราะจำนวนปริมาณที่ใช้มาก่อนหน้านี้ใช้ปกติยังเหลือไปขายที่ประเทศที่ 3 เลย คืออยู่ที่ 67 ล้านลิตร และกำลังการผลิตของเราอยู่ที่ 77 ล้านลิตร เหลืออีก 10 ล้านลิตร”
ดังนั้น ยืนยันว่ากำลังการผลิตเราไม่ได้ลดลง ยังคงผลิตเท่าเดิม แต่ด้วยความกังวลของประชาชนท่านเลยไปตุนไว้ก่อน เพราะกลัวน้ำมันจะขึ้นราคาแล้วขาดแคลน ซึ่งรัฐบาลจะไม่ทำให้เกิดในเรื่องของการขาด ส่วนเรื่องราคาเป็นไปตามกลไกตลาด พอสู้รบราคาขึ้น พอเหตุการณ์สงบก็ปรับลง เรื่องราคาเราจะปล่อยให้เป็นไปตามกลไก
หากถามว่าใครเป็นคนทำให้น้ำมันขาดแคลนจึงตอบไม่ได้ เพราะมันยังไม่ขาด แต่เพราะมีการตุนมากเกินไปด้วยความวิตกกังวล ซึ่งรัฐบาลก็เข้าใจ ช่วง 2-3 สัปดาห์เราไปบริหารตรงนั้นไม่ได้ แต่ตอนนี้เริ่มรู้สึกแล้วว่าเรามีปริมาณสำรองเป็น 100 วันแล้ว ศักยภาพในการนำเข้าวัตถุดิบมากลั่นเป็นน้ำมันไม่ได้ลดลงเลย จึงถือว่าในเรื่องของซัพพลายปกติ แล้วก็ขอให้ดีมานด์ได้ลดลงมา เมื่อแมตช์กันก็จะกลับเข้าสู่สภาวะปกติ
ส่วนกระแสข่าวที่ระบุว่าไทยแอบส่งออกน้ำมันไปประเทศที่ 3 ผ่าน สปป.ลาว ไปยังกัมพูชา นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่าไม่เป็นความจริง โดยเพิ่งเดินทางไป สปป.ลาว และได้สอบถามผู้บริหารระดับสูงแล้ว ได้รับคำยืนยันชัดเจนว่าไม่มีเหตุการณ์ดังกล่าว พร้อมขอให้สื่อมวลชนนำเสนอข้อมูลอย่างถูกต้องเพื่อลดความวิตกกังวลของประชาชน
ปัจจุบันไทยส่งออกน้ำมันเพียง 2 ประเทศ คือ สปป.ลาว และเมียนมา ด้วยเหตุผลด้านยุทธศาสตร์ เพื่อรักษาความร่วมมือด้านพลังงานในอนาคต เนื่องจากทั้งสองประเทศมีบทบาทในการผลิตไฟฟ้าและก๊าซส่งกลับมายังไทย จึงเป็นการแลกเปลี่ยนพลังงานที่ช่วยเสริมซัพพลายและความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศอีกทางหนึ่ง
ขณะที่ พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ชี้แจงกรณีปั๊มน้ำมันในจังหวัดสงขลาบางแห่งปิดให้บริการว่า หากเป็นสถานีของบางจากตามที่มีรายงาน ไม่น่าเป็นไปได้ เนื่องจากยังมีการจัดส่งน้ำมันตามปกติ จึงต้องตรวจสอบว่าผู้ประกอบการเป็นตัวแทนที่แท้จริงหรือไม่ พร้อมระบุว่าปัจจุบันมีทั้งผู้ที่หวังดีและไม่หวังดีในสถานการณ์นี้
สำหรับสถานีบริการน้ำมันที่ปิดกว่า 241 แห่ง ระหว่างวันที่ 15-17 มีนาคม จากข้อมูลกรมธุรกิจพลังงาน อธิบายว่า แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ สถานีที่มีบริษัทแม่ดูแล เช่น ปตท. เชลล์ บางจาก คาลเท็กซ์ พีที และซัสโก้ ซึ่งยังมีระบบสนับสนุน กับสถานีบริการทั่วไปที่ใช้แบรนด์ของตนเอง ซึ่งหากไม่มีบริษัทแม่ดูแล จะต้องบริหารจัดการเอง และต้องพึ่งพาการซื้อน้ำมันจากพ่อค้าคนกลาง
ทั้งนี้ ระบุว่า ในภาวะปกติ ปั๊มที่ไม่มีแบรนด์จะซื้อน้ำมันได้ในราคาที่ถูกกว่า แต่เมื่อเกิดวิกฤตจะต้องยอมรับความเสี่ยง อย่างไรก็ตาม รัฐบาลได้หารือกับผู้ค้าให้เร่งระบายน้ำมันเข้าสู่ระบบ เพื่อให้การกระจายเป็นไปอย่างเพียงพอ คาดว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ และปั๊มที่ปิดจะสามารถกลับมาเปิดให้บริการได้ภายใน 1 สัปดาห์
ส่วนกรณีกรมธุรกิจพลังงานรายงานว่า มีสถานีบริการน้ำมันปิดให้บริการชั่วคราวจากปัญหาน้ำมันหมดจำนวน 241 แห่ง ระหว่างวันที่ 15-17 มีนาคมที่ผ่านมา โดย พิพัฒน์ ระบุว่า สถานีบริการน้ำมันต้องแยกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ปั๊มที่มีบริษัทแม่ดูแล และปั๊มที่ไม่มีบริษัทแม่ ซึ่งเป็นแบรนด์อิสระ
สำหรับปั๊มที่ไม่มีบริษัทแม่ดูแล มักซื้อน้ำมันผ่านจ็อบเบอร์ และในช่วงปกติสามารถซื้อได้ในราคาที่ต่ำกว่าปั๊มแบรนด์ใหญ่ แต่เมื่อเกิดสถานการณ์วิกฤต ปั๊มกลุ่มนี้จะไม่สามารถเปิดให้บริการต่อได้ เนื่องจากไม่มีบริษัทแม่คอยสนับสนุนด้านซัพพลาย จึงต้องบริหารความเสี่ยงเองตามกลไกตลาด
ทั้งนี้ หลังจากนี้ OR และโรงกลั่นจะเร่งกระจายน้ำมันไปยังจ็อบเบอร์ เพื่อส่งต่อให้สถานีบริการน้ำมันกลุ่มดังกล่าวต่อไป
ม.ล.ปีกทอง ทองใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR กล่าวว่า ทาง OR ขายจ็อบเบอร์ประมาณ 3.5 หมื่นลิตรต่อวัน ซึ่งถ้าเป็นขายในสภาวะปกติก็สามารถดูแลได้อยู่แล้ว เพราะสินค้าของเรามีเพียงพอสำหรับภาวะปกติอยู่แล้ว
อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า สถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงยังสามารถอุดหนุนได้ โดยปัจจุบันมีเงินไหลออกประมาณ 2,000 ล้านบาท ขณะที่กองทุนยังมีเงินสดในมือมากกว่า 20,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ การจ่ายเงินชดเชยให้ผู้ค้าจะไม่ได้ดำเนินการเป็นรายวัน แต่เป็นรอบรายเดือน โดยผู้ค้าจะช่วยรับภาระบางส่วนในช่วงรอการชดเชย สำหรับยอดจ่ายในเดือนมีนาคมอยู่ในระดับหลักร้อยล้านบาท และจะมีการจ่ายจริงในช่วงกลางเดือนเมษายน ซึ่งยืนยันว่าไม่มีปัญหาในการดำเนินการ


