×

6 โรงกลั่นน้ำมันยืนยันไม่มี ‘กักตุน’ กรมธุรกิจพลังงาน ขอเวลาตรวจสอบทั้งระบบ สรุปใน 2 สัปดาห์

26.03.2026
  • LOADING...
ภาพประกอบข่าว แสดงข้อความ 'ใครคุมเกมน้ำมัน? 6 โรงกลั่นยันไม่กักตุน แต่รัฐต้องพิสูจน์ ทั้งระบบสรุปใน 2 สัปดาห์' พร้อมโลโก้ WEALTH IN DEPTH

โรงกลั่นน้ำมันรายใหญ่ 6 แห่ง ‘กักตุน’ น้ำมันจริงหรือไม่

 

ท่ามกลางกระแสสังคมและแรงกดดันทางการเมืองที่พุ่งเป้าไปที่ธุรกิจโรงกลั่นน้ำมัน, ผู้ค้าน้ำมัน รวมทั้ง Jobber ว่าเป็นต้นเหตุของปัญหาราคาพลังงาน ทั้งข้อกล่าวหาเรื่องการกักตุนเพื่อเก็งกำไรหรือไม่ ขณะที่กรมธุรกิจพลังงานอยู่ระหว่างติดตาม ตรวจสอบข้อมูลการขนส่งและกระจายน้ำมัน เพื่อรวบรวมแดชบอร์ด พร้อมบริหารจัดการเร่งกระจาย น้ำมันให้เพียงพอต่อความต้องการในทุกพื้นที่อย่างทั่วถึงทั้งประเทศ คาดว่าจะมีความชัดเจนภายใน 2 สัปดาห์

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

แหล่งข่าวระดับสูงจากภาคพลังงาน เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ระบุว่า โครงสร้างการสต็อกน้ำมันตามกฎหมาย (Legal Reserve) ของโรงกลั่นน้ำมันภาครัฐกำหนดให้โรงกลั่นต้องสำรองน้ำมันดิบ 6% และน้ำมันสำเร็จรูปในสัดส่วน 1% ของยอดขายในประเทศ ซึ่งเทียบเท่ากับการสต็อกน้ำมันดิบประมาณ 15 วัน

 

นอกจากนี้ ยังมีน้ำมันดิบที่อยู่ระหว่างการขนส่งทางเรือ (In Transit) จากตะวันออกกลางอีกประมาณ 15 วัน ทำให้ในภาพรวม โรงกลั่นจะมีสต็อกน้ำมันดิบที่เทียบเท่าการเป็นเจ้าของอยู่ราว 30 วัน ซึ่งไม่ได้มีไว้เพื่อกักตุน แต่เป็นตามที่กฎหมายกำหนด

 

ในส่วนของ ‘น้ำมันสำเร็จรูป’ นั้น โรงกลั่นจะเก็บสต็อกไว้น้อยมากหรือเพียงแค่ประมาณ 1% เท่านั้น เนื่องจากสินค้าคงคลังถือเป็นต้นทุนของธุรกิจ (Inventory Cost)

 

โดยปกติโรงกลั่นจะพยายามผลิตและขายส่งออกไปเกือบทั้งหมด ผู้ที่มีหน้าที่เก็บสต็อกน้ำมันสำเร็จรูปส่วนใหญ่ในระบบคือ ‘ผู้ค้าน้ำมัน’ มาตรา 7 ซึ่งก็ไม่มีความจำเป็นต้องสต็อกน้ำมันเก็บไว้ในระดับที่สูงด้วยเช่นกัน เพราะเป็นบริหารความเสี่ยงในการแบกภาระสินค้าคง

 

กรมธุรกิจพลังงานตรวจสอบ ‘รายถัง’ ไร้ช่องโหว่กักตุน

 

ต่อประเด็นข้อกล่าวหาเรื่องการกักตุนน้ำมัน ผู้บริหารระดับสูงชี้แจงว่า ปัจจุบันโรงกลั่นต้องรายงานข้อมูลให้กับกรมธุรกิจพลังงาน (พพ.) ให้รับทราบทุกวัน โดยเป็นการดึงข้อมูลจากระบบและรายงานอย่างละเอียดระดับ ‘รายถัง’ ว่าวันนี้ผลิตได้เท่าไร ขายไปเท่าไร และมีสต็อกเหลือระดับกี่ลิตร

 

หากภาครัฐเข้ามาสุ่มตรวจแล้วพบว่าข้อมูลไม่ตรงตามจริง โรงกลั่นจะต้องรับโทษตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด ดังนั้น การกักตุนหรือการโกหกข้อมูลจึงเป็นไปไม่ได้เลย ในทางกลับกัน ภาครัฐยังได้ขอความร่วมมือให้โรงกลั่นขายและส่งน้ำมันเข้าสู่ระบบให้มากที่สุดด้วยซ้ำ

 

เพราะกรมธุรกิจพลังงานก็มีการส่งเข้ามาตรวจสอบโรงกลั่นทุกรายแล้วทั้ง 6 แห่งซึ่งไม่ได้พบว่ามีการกักตุนเพื่อเก็งกำไร พร้อมยืนยันว่าโรงกลั่นไม่ได้มีการกักตุนตามที่มีบางฝ่ายกล่าวหา เพราะถ้าพบว่าโรงกลั่นทำผิดคงมีการดำเนินการตามกฎหมายไปแล้ว เนื่องจากคลังน้ำมันของโรงกลั่นที่ตั้งชัดเจนเข้าตรวจสอบได้ง่าย

 

เจาะวิกฤตซ้อนวิกฤต ปัญหาปริมาณน้ำมันในประเทศไม่เพียงพอ

 

ด้านรายงานข่าวจากกระทรวงพลังงาน ระบุว่า ก่อนเกิดเหตุการณ์นี้ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงของไทยกำลังอยู่ในช่วงฟื้นตัวและมีสถานะเป็นบวกกว่า 2,000 ล้านบาท ซึ่งบรรลุเป้าหมายก่อนกำหนดถึง 6-7 เดือน แต่เมื่อราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้น รัฐบาลมีนโยบายให้ตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ที่ 30 บาทเป็นเวลา 15 วัน เพื่อช่วยเหลือประชาชน เริ่ม 3 มีนาคม ในช่วงแรก การอุดหนุนทำให้เงินไหลออกเพียงวันละ 100-200 ล้านบาท

 

แต่ปัจจุบันสถานการณ์กลับเลวร้ายลง กองทุนฯ ต้องควักเงินอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลสูงถึงประมาณ 27 บาทต่อลิตร และอุดหนุนกลุ่มเบนซินอีก 9.70 บาทต่อลิตร เกือบ 10 บาท ส่งผลให้มีเงินไหลออกจากกองทุนฯ ถล่มทลายเกือบ 2,500 ล้านบาทต่อวัน ซึ่งเป็นระดับที่ไม่เคยควักจ่ายขนาดนี้มาก่อน

 

การจะแก้ปัญหาด้วยการลดภาษีสรรพสามิต หรือการกู้เงินหลักแสนล้านบาทแบบในอดีต ก็ติดล็อกข้อกฎหมายตามรัฐธรรมนูญ เนื่องจากเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาลที่ยังไม่มีอำนาจเต็ม ทำให้ไม่สามารถอนุมัติการสร้างหนี้หรือมาตรการที่กระทบต่องบประมาณของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดถัดไปได้ หากยังต้องตรึงราคาที่ 33 บาทต่อไป กองทุนฯ จะติดลบมหาศาล และไม่มีเงินจ่ายคืนให้กับผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 หรือโรงกลั่น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อสภาพคล่อง (Cash flow) ของภาคธุรกิจอย่างหนัก

 

อีกหนึ่งวิกฤตซ้อนวิกฤตคือ ปัญหาปริมาณน้ำมันในประเทศไม่เพียงพอ แม้โรงกลั่นทั้ง 6 แห่งในประเทศ เช่น ไทยออยล์, บางจาก จะเดินเครื่องเต็มกำลังการผลิตถึง 110% ซึ่งจะได้น้ำมันประมาณ 75-77 ล้านลิตรต่อวันแล้วก็ตาม

 

แต่ตัวเลขความต้องการใช้น้ำมันดีเซลกลับพุ่งกระโดดจากช่วงปกติในเดือนมกราคมที่ 67 ล้านลิตรต่อวัน ขึ้นไปแตะระดับ 84 ล้านลิตร และบางวันพุ่งทะลุไปถึงกว่า 100 ล้านลิตรต่อวัน ตั้งแต่ 1 มีนาคมเป็นต้นมา

 

การจะตัดโควตาส่งออกไปยังลาวและเมียนมาเพื่อเก็บน้ำมันไว้ใช้ในประเทศก็ทำไม่ได้ เนื่องจากไทยส่งออกให้สองประเทศนี้เพียง 6 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งไม่ถึง 10% ของการใช้งาน ในขณะที่ไทยต้องพึ่งพาการซื้อไฟฟ้าจากลาวถึง 7,000-8,000 เมกะวัตต์ และซื้อก๊าซจากเมียนมา 600-700 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน หากเราตัดน้ำมันเขาและถูกตัดไฟตัดก๊าซตอบโต้ สถานการณ์จะยิ่งเลวร้ายลงไปอีก

 

สรุปอีกครั้ง ‘น้ำมันหายไปไหน?’

 

  • การกักตุนของภาคประชาชนและธุรกิจ ผู้ใช้รถยนต์รวมถึงภาคก่อสร้างต่างเร่งเติมน้ำมันให้เต็มถังและสำรองไว้ในคลังเก็บ เพราะเชื่อว่าราคาในอนาคตจะปรับตัวสูงขึ้น โดยบางแห่งสำรองน้ำมันไว้ใช้ล่วงหน้าถึง 15-20 วัน

 

  • ขบวนการลักลอบค้าน้ำมันข้ามชาติแบบ ‘ย้อนศร’ จากเดิมที่ไทยเคยลักลอบนำเข้าน้ำมันจากมาเลเซียเพราะราคาถูกกว่า ที่มาเลเซีย 22 บาท ส่วนไทย 30 บาท แต่ปัจจุบันสถานการณ์กลับตาลปัตร น้ำมันมาเลเซียราคา 39 บาท ขณะที่ไทยถูกตรึงไว้ที่ 33 บาท เกิดส่วนต่างถึง 6-8 บาท ส่งผลให้เกิดการลักลอบนำน้ำมันไทยออกไปขายเพื่อนบ้านแทน สังเกตได้จากยอดการใช้น้ำมันในปั๊มภาคใต้ที่พุ่งจาก 100,000 ลิตร เป็น 150,000 ลิตรอย่างผิดปกติ ซึ่งขบวนการนี้จับกุมได้ยาก เปรียบเสมือนการซื้อเสียงเลือกตั้งที่รู้ว่ามีอยู่จริงแต่จับให้ได้คาหนังคาเขายาก

 

  • ตลาดค้าส่ง (Wholesale) ขาดแคลนจนราคาทะลุ 40-50 บาท เมื่อน้ำมันในระบบมีน้อย ตลาดค้าส่ง หรือ ผู้ค้าเสรี จึงมีการโก่งราคาขึ้นไปสูงถึง 40-50 บาทต่อลิตร เช่น พบการซื้อขายจริงในอุดรธานีที่ 42 บาท ทำให้รถบรรทุกหรือผู้รับเหมาที่เคยซื้อผ่านระบบค้าส่ง ต้องแห่ทะลักเอารถบรรทุก รถแทรกเตอร์ เข้ามาเติมน้ำมันตามปั๊มปลีกที่ถูกรัฐตรึงราคาไว้ที่ 30-33 บาท จนเกิดภาวะน้ำมันหมดปั๊ม และต้องจำกัดคิวการเติม เช่น เติมทีละ 500 บาทแล้ววนรถมาต่อคิวใหม่

 

เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ภาครัฐได้ผ่อนปรนกฎหมายการสำรองน้ำมันของคลังและโรงกลั่น จากเดิมที่ต้องเก็บสำรองตามกฎหมาย 25 วัน ซึ่งทำให้โรงกลั่นไม่กล้าปล่อยน้ำมันออกมาเพราะกลัวผิดกฎหมาย โดยอนุญาตให้นำน้ำมันสำรองออกมาหมุนเวียนใช้ก่อนได้ภายใน 1 เดือน เพื่อดึงน้ำมันเข้าสู่ระบบเพิ่มขึ้นจากเดิมวันละ 70 ล้านลิตร ให้ขึ้นมาเป็น 80 ล้านลิตร

 

นอกจากนี้ ยังมีการงัดคำสั่งนายกรัฐมนตรีบังคับ ใช้มาตรการสั่งการให้ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ต้องรายงานข้อมูลแบบวันต่อวัน ว่าขายน้ำมันให้ใคร ปริมาณเท่าใด และมีสต็อกคงเหลือเท่าไหร่ หากไม่รายงานจะถูกดำเนินคดี ข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำมาสร้าง Dashboard เพื่อติดตามเส้นทางน้ำมันอย่างใกล้ชิด

 

พร้อมกันนี้ กระทรวงพลังงานได้ผนึกกำลังกับกระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการจังหวัด, นายอำเภอ, DSI และตำรวจ ลงพื้นที่ปูพรมตรวจสอบปั๊มน้ำมันกว่า 26,000 แห่งทั่วประเทศ แบ่งเป็นปั๊มแบรนด์ 8,000 แห่ง และปั๊มอิสระ 16,000 แห่ง เพื่อป้องกันการกักตุนน้ำมัน หากตรวจพบว่าในถังมีน้ำมันแต่ไม่ยอมขาย จะถูกดำเนินคดีทันที โดยภาครัฐจะต้องเร่งคลี่คลายสถานการณ์ให้ได้ภายในวันที่ 2-3 เมษายนนี้ ก่อนที่จะเข้าสู่ช่วงเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งประชาชนต้องเดินทางกลับต่างจังหวัด เพื่อไม่ให้เกิดวิกฤตน้ำมันขาดแคลนครั้งใหญ่ระดับประเทศ

 
6 โรงกลั่นน้ำมันยืนยันไม่มี ‘กักตุน’ กรมธุรกิจพลังงาน ขอเวลาตรวจสอบทั้งระบบ สรุปใน 2 สัปดาห์
 

ยอมรับบทเรียน ‘ปิดช่องแคบฮอร์มุซ’ วิกฤตกว่าที่คิด

 

สราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน (ธพ.) เปิดเผยว่า ย้ำว่า ขณะนี้กรมอยู่ระหว่างติดตาม ตรวจสอบข้อมูลการขนส่งและกระจายน้ำมัน เพื่อรวบรวมแดชบอร์ด พร้อมบริหารจัดการเร่งกระจาย น้ำมันให้เพียงพอต่อความต้องการในทุกพื้นที่อย่างทั่วถึงทั้งประเทศ คาดว่าจะมีความชัดเจนภายใน 2 สัปดาห์

 

อยู่ระหว่างขอข้อมูลย้อนหลังไปยังโรงกลั่น ผู้ค้ามาตรา 7 (ปั๊มน้ำมัน) และมาตรา 10 (จ็อบเบอร์) ตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน เพื่อตรวจสอบข้อมูลว่าปริมาณน้ำมันในตลาดหายหรือรั่วไหลไปอยู่จุดใดบ้าง ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง

 

ในส่วนของรถบรรทุกน้ำมัน ที่รับน้ำมันจากจ็อบเบอร์ไปส่งยังโรงงานอุตสาหกรรม ปั๊มน้ำมัน และปั๊มน้ำมัน อิสระ หรือปั๊มหลอด โครงการงานก่อสร้าง กรมก็จะไปไล่ดูว่าต้นทางการขนส่งน้ำมันไปยังจุดส่งมอบปลายทางเหล่านี้ว่ามีการรั่วไหลอย่างไร เพื่อตรวจสอบหาความผิดปกติ

 

สราวุธ เปิดใจว่า “ยอมรับว่าสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน รอบนี้ ที่นำไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซ เป็นวิกฤตรุนแรงแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน สำหรับการขนถ่ายน้ำมันจากแหล่งพลังงาน แม้ว่ากระทรวงจะมีการซ้อมแผนรับมือวิกฤตพลังงานเป็นประจำทุกปี แต่วิกฤตครั้งนี้รุนแรง”

 

เนื่องจากราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด แม้ว่าน้ำมันจะยังมีจำหน่ายในตลาดโลก แต่ระบบการขนส่งทำได้ยากลำบากกว่าปกติ กรมจะพยายามตรวจสอบข้อมูลย้อนหลัง เพื่อให้ได้ข้อสรุปโดยเร็วที่สุด หาคนผิดมาลงโทษให้ได้

 
 

ชี้ ‘จุดบอด’ คือ ระบบข้อมูล

 

หลังจากนี้ ผู้ประกอบการทุกรายต้องรายงานปริมาณน้ำมันคงเหลือเข้าสู่ระบบเป็นรายวัน

 

“ความแตกต่างจากระบบเดิม คือ ระบบใหม่ไม่ได้รายงานเฉพาะปริมาณคงเหลือเท่านั้น แต่ยังต้องแสดงข้อมูล ‘รับ-จ่าย’ ในแต่ละวันอย่างละเอียด ทำให้สามารถตรวจสอบความเคลื่อนไหวของน้ำมันได้แบบวันต่อวัน และช่วยเพิ่มความโปร่งใส ลดความเสี่ยงของการกักตุนหรือการรั่วไหลในระบบ”

 

สราวุธ ย้ำอีกว่า ในภาพรวม สถานการณ์หน้าสถานีบริการเริ่มคลี่คลาย ความแออัดลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่ยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในระยะสั้น เนื่องจากผลกระทบจากภาวะ ‘ช็อก’ ของตลาดยังคงมีอยู่

 

ทั้งนี้ กรมธุรกิจพลังงานได้จัดตั้งศูนย์ติดตามสถานการณ์ พร้อมประสานงานกับหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อรายงานจุดที่เกิดปัญหาการขาดแคลน ‘แบบเรียลไทม์’ และเร่งประสานผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ในการกระจายสินค้า เพื่อไม่ให้เกิดการสะดุดในระบบ

 

นอกจากนี้ ยังอยู่ระหว่างการพัฒนาระบบติดตามสถานการณ์น้ำมันผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อให้ทั้งภาครัฐและผู้ประกอบการสามารถรายงานและเข้าถึงข้อมูลได้สะดวกยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยยกระดับความแม่นยำและความรวดเร็วในการบริหารจัดการในภาวะวิกฤต

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories