×

เมื่อรัฐปล่อยลอยตัวน้ำมันพุ่งพรวด 6 บาทต่อลิตร ผลักภาระหรือแก้ปัญหา

โดย THE STANDARD TEAM
26.03.2026
  • LOADING...
ภาพรถยนต์เข้าคิวเติมน้ำมันที่สถานีบริการน้ำมัน ท่ามกลางการประกาศปรับขึ้นราคาดีเซลและเบนซิน 6 บาทต่อลิตร สะท้อนวิกฤตพลังงานและภาระค่าครองชีพประชาชน

ค่ำคืนวันที่ 25 มีนาคม 2569 กลายเป็นคืนที่สร้างความตื่นตระหนกให้กับคนไทยทั้งประเทศ เมื่อคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติฟ้าผ่าตอน 22.20 น. ประกาศลดอัตราชดเชยราคาน้ำมัน ส่งผลให้ดีเซลและกลุ่มเบนซินพุ่งทะยานขึ้นรวดเดียว 6 บาทต่อลิตร มีผลบังคับใช้ทันทีในเช้าวันถัดไป (26 มีนาคม)

 

การประกาศในช่วงดึกดื่น คล้อยหลังเพียงไม่นานจากการปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรที่มีการถกเถียงเรื่องวิกฤตตะวันออกกลาง ทำให้เกิดปรากฏการณ์รถต่อคิวยาวเหยียดตามปั๊มน้ำมันกลางดึก บางแห่งคิวนานกว่า 15 นาที ขณะที่หลายปั๊มในต่างจังหวัดกลับขึ้นป้าย “ขออภัยน้ำมันดีเซลหมด” ล่วงหน้าไปแล้ว

 

นำมาซึ่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากหลายภาคส่วน ว่าการปรับขึ้นราคาครั้งนี้คือทางออกที่แท้จริง หรือเป็นการผลักภาระให้ประชาชนท่ามกลางข้อกังขาเรื่องการกักตุนน้ำมัน

 

เหตุผลของรัฐ: กองทุนฯ แบกไม่ไหว หวั่นน้ำมันทะลักออกเพื่อนบ้าน

 

ภาครัฐชี้แจงว่า วิกฤตความตึงเครียดในตะวันออกกลางทำให้ราคาดีเซลในตลาดสิงคโปร์พุ่งสูงถึง 242.91 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล กองทุนน้ำมันฯ ต้องแบกรับภาระชดเชยวันละกว่า 2,592 ล้านบาท จนสถานะติดลบกว่า 35,000 ล้านบาท หากตรึงราคาต่อไป กองทุนฯ อาจขาดสภาพคล่องจนไม่สามารถรักษาเสถียรภาพในระยะยาวได้

 

นอกจากนี้ การกดราคาในประเทศให้ต่ำกว่าเพื่อนบ้าน (เช่น มาเลเซียที่ราคาดีเซลทะลุ 39 บาทไปแล้ว) ยังเป็นช่องโหว่ให้เกิดการลักลอบนำน้ำมันออกนอกประเทศ

 

พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม (รักษาการ) ออกมาวอนขอให้ประชาชนเข้าใจข้อจำกัดของการเป็นรัฐบาลรักษาการ พร้อมระบายความในใจว่า

 

“พวกเราไม่ได้นิ่งนอนใจ รัฐบาลพยายามทำทุกวิถีทางภายใต้อำนาจที่มีจำกัด… พวกท่านวิจารณ์พวกเรามากมาย พวกท่านทำอะไรบ้าง ไม่ใช่สักแต่วิจารณ์ หากท่านมีความรู้สามารถเสนอแนะมาที่ตัวผมได้ การใส่ร้ายป้ายสีไม่ได้ทำให้ประเทศเดินหน้า”

 

ขณะที่ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (รักษาการ) ระบุว่า ได้เตรียมมาตรการพุ่งเป้า ดูแล 5 กลุ่มหลักไว้แล้ว ได้แก่

 

1. กลุ่มเปราะบาง (ผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ)

 

2. กลุ่มขนส่ง (อุดหนุนผู้ประกอบการหรือจ่ายตรงผ่านพร้อมเพย์ให้คนขับ)

 

3. กลุ่มเกษตรกร/ประมง (จัดหาปุ๋ยราคาถูกและน้ำมัน B20)

 

4. กลุ่มผู้รับเหมาภาครัฐ (ปรับค่า K ชดเชยงานก่อสร้าง)

 

5. กลุ่มภาคบริการ (เตรียมสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ)

 

อย่างไรก็ตาม มาตรการเหล่านี้ยังต้องรอรัฐบาลใหม่จัดตั้งเสร็จสมบูรณ์จึงจะเดินหน้าได้เต็มรูปแบบ

 

ข้อกังขาเรื่อง ‘สต๊อกเก่า’ และ ‘ภาษีลาภลอย’

 

แม้รัฐบาลจะอ้างถึงความจำเป็นทางเศรษฐกิจ แต่ในมุมของนักการเมืองและนักวิชาการ กลับมองว่านี่คือการแก้ปัญหาที่ขาดความรับผิดชอบและเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุน

 

  • ปล้นกันชัดๆ จากสต๊อกเก่า: อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.พรรครวมไทยสร้างชาติ จี้ให้กระทรวงพาณิชย์เบรกเรื่องนี้ด่วน โดยมองว่านี่คือน้ำมันสต๊อกเก่า การขึ้นพรวดเดียว 6 บาททำให้โรงกลั่นที่กั๊กน้ำมันได้กำไรมหาศาล สอดคล้องกับ พีรพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรค ที่โพสต์กลางดึกสั้นๆ ว่า “แบบนี้มันปล้นกันชัดๆ”

 

  • ทำไมไม่ลดภาษี หรือเก็บภาษีลาภลอย: กรณ์ จาติกวณิช สส.พรรคประชาธิปัตย์ เห็นด้วยว่าไม่ควรชดเชยน้ำมันลิตรละ 27 บาท แต่รัฐบาลไม่ควรผลักภาระให้ประชาชนฝ่ายเดียว พร้อมเสนอทางออก 2 ข้อ

 

  • เก็บ ‘ค่าธรรมเนียมลาภลอย’ 3 บาท/ลิตร จากโรงกลั่นที่ได้กำไรจากสต๊อกน้ำมันดิบและค่าการกลั่นที่สูงกว่าปกติถึง 3 เท่า

 

  • ลดภาษีสรรพสามิตลง 6 บาท/ลิตร ทันที (จากปัจจุบันที่เก็บ 6.90 บาท) ซึ่งจะทำให้ไม่ต้องขึ้นราคาน้ำมันหน้าปั๊มเลยแม้แต่บาทเดียว พร้อมเตือนว่าหากปล่อยลอยตัว อาจได้เห็นราคาน้ำมันลิตรละ 50 บาทในไม่ช้า

 

  • ความเหลื่อมล้ำและระบอบหน้าด้าน: สฤณี อาชวานันทกุล นักวิชาการอิสระ วิจารณ์อย่างเผ็ดร้อนถึงการจัดการที่ล้มเหลว โดยชี้ว่ารัฐปล่อยให้มีการกักตุนโดยจับมือใครดมไม่ได้ ทั้งที่โรงกลั่นส่วนใหญ่เป็นของรัฐ การลงมติกลางดึกขณะที่ปั๊มต่างจังหวัดขึ้นป้ายว่าน้ำมันหมด และการขอให้ประชาชนประหยัดแต่ไร้มาตรการบังคับภาคอุตสาหกรรม ถือเป็นการกระทำของ ‘ระบอบหน้าด้าน’

 

  • เกมการเมืองหนีการตรวจสอบ: พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.พรรคประชาชน ตั้งข้อสังเกตถึงความจงใจในการหลบเลี่ยงการตรวจสอบของรัฐบาล โดยชี้ว่าการประกาศขึ้นราคาเกิดขึ้นหลังสภาปิด และสัปดาห์นี้มีการนัดประชุมสภาเพียงวันเดียว (งดประชุมวันพฤหัสบดีตามปกติ) ทำให้ไม่มีนายกฯ มาชี้แจงในสภาแม้แต่คำเดียว ทั้งเรื่องใครกักตุนน้ำมัน ความชัดเจนเรื่องภาษีลาภลอย และมาตรการเยียวยา

 

วิกฤตพลังงานครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่บททดสอบด้านเศรษฐกิจของประเทศไทย แต่ยังเป็นบททดสอบ ‘ความเชื่อมั่น’ ที่ประชาชนมีต่อรัฐบาลรักษาการ ว่าท้ายที่สุดแล้ว การตัดสินใจปล่อยลอยตัวครั้งนี้ เป็นการรักษาเสถียรภาพของประเทศ หรือเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ โดยทิ้งให้ประชาชนต้องแบกรับบิลค่าครองชีพที่พุ่งทะยานแต่เพียงลำพัง ท่ามกลางการตั้งคำถามว่า “ถ้าน้ำมันขึ้นลิตรละ 6 บาท แล้วพรุ่งนี้ทุกปั๊มมีน้ำมันให้เติมไม่จำกัด นั่นหมายความว่า ที่ผ่านมา…”

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising