×

น้ำมันแพง…ใครได้ประโยชน์? ดีเซลส่อทะลุ 60 บาท/ลิตร วิเคราะห์หุ้นพลังงานไทยรับอานิสงส์แค่ไหน

26.03.2026
  • LOADING...
กราฟราคาน้ำมันดีเซลและเงินอุดหนุนจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง แสดงการปรับขึ้นและแนวโน้มราคาดีเซล

ภาวะสงครามในอิหร่านที่ลากยาวต่อเนื่องตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ทำให้ราคาน้ำมันทั่วโลกยังคงอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศเอเชีย รวมทั้งไทยที่ต้องพึ่งพาน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางค่อนข้างสูง ทำให้ผลกระทบจากราคาน้ำมันแพงยิ่งรุนแรงมากขึ้น

 

 

ช่วงเวลาเกือบ 1 เดือนที่ผ่านมา ราคาน้ำมันดิบดูไบพุ่งขึ้นจากราว 68 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล มาอยู่ที่กว่า 130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันขายปลีกในไทยเริ่มปรับขึ้นตาม หลังจากรัฐบาลพยายามตรึงราคาไว้ในช่วงก่อนหน้านี้

 

ล่าสุด คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติปรับลดอัตราการชดเชยราคาน้ำมันดีเซลและกลุ่มเบนซิน ส่งผลให้ราคาขายปลีกหน้าสถานีบริการน้ำมันทุกชนิดปรับเพิ่มขึ้นทันที 6 บาทต่อลิตร มีผลตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม 2569 เวลา 05.00 น. เป็นต้นไป

 

หลังการปล่อยราคาน้ำมันให้กระชากขึ้นมาอย่างรุนแรง ทำให้เกิดแรงเก็งกำไรในหุ้นกลุ่มพลังงานของไทยตามมาในวันนี้ (26 มีนาคม) ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจต้นน้ำอย่าง บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP เพิ่มขึ้น 4% ธุรกิจกลางน้ำอย่างโรงกลั่น เช่น บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC เพิ่มขึ้น 5% หรือธุรกิจปลายน้ำอย่าง บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR เพิ่มขึ้น 7%

 

หากราคาน้ำมันในไทยยิ่งปรับตัวขึ้นไปต่อเนื่อง หลังจากรัฐบาลลดการอุดหนุน หุ้นกลุ่มพลังงานจะยิ่งได้ประโยชน์จริงหรือไม่

 

ธุรกิจใดบ้างคือผู้ได้ประโยชน์บนวิกฤตน้ำมันแพง

 

หลังการประกาศปรับขึ้นราคาน้ำมันขายปลีก 6 บาทต่อลิตร เอกรินทร์ วงษ์ศิริ นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทรีนีตี้ มองว่า การปรับราคาครั้งนี้สะท้อนถึงการสิ้นสุดการอุดหนุนราคา หรือต้นทุนนำเข้าที่พุ่งสูงขึ้น ซึ่งช่วยลดแรงกดดันต่อหุ้นกลุ่มนี้หลังจากรัฐบาลเคยประกาศตรึงราคาไว้ 15 วัน ซึ่งหนึ่งในกลุ่มหุ้นที่ได้รับผลกระทบโดยตรงคือธุรกิจสถานีบริการน้ำมัน อาทิ OR โดยการปรับราคาตามกลไกตลาดช่วยลดภาระกองทุนน้ำมัน และคาดว่าค่าการตลาด (Marketing Margin) จะกลับสู่ระดับที่เหมาะสม

 

ขณะที่ บริษัท พีทีจี เอ็นเนอร์ยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG เป็นหุ้นที่มีสัดส่วนรายได้จากน้ำมันสูง (Pure Play) ทำให้กำไรสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของค่าการตลาดได้รวดเร็ว อย่างไรก็ตาม ลูกค้าหลักเป็นภาคการเกษตรและขนส่ง ซึ่งอ่อนไหวต่อราคาดีเซล หากราคาสูงเกินไปอาจทำให้ปริมาณการขายลดลง นอกจากนี้ยังมีภาระหนี้ที่ต้องบริหารจัดการมากกว่า OR

 

แต่ความเสี่ยงต่อ OR, PTG หรือธุรกิจสถานีบริการน้ำมันอื่นๆ คือ การแทรกแซงราคาของรัฐบาลที่อาจเกิดขึ้นได้อีก ซึ่งจะกระทบต่ออัตรากำไร

 

ขณะที่ PTTEP เป็นหนึ่งในผู้ที่ได้ประโยชน์สูงสุด เนื่องจากราคามักจะเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันกับราคาน้ำมัน ทำให้เราเห็นหุ้น PTTEP โดดเด่นกว่าตลาดชัดเจนนับแต่สงครามปะทุขึ้นมา

 

ส่วนกลุ่มโรงกลั่นที่ในช่วงแรกมีความกังวลว่าอุปทานน้ำมันจะลดลง และต้นทุนเพิ่มขึ้น แต่หลังจากโรงกลั่นต่างๆ สามารถจัดหาวัตถุดิบจากแหล่งอื่นมาทดแทนได้ และมั่นใจได้ว่าจะมีเพียงพอไปจนถึงเดือนเมษายนหรือพฤษภาคม ทำให้ผลประกอบการไตรมาส 1 มีแนวโน้มจะออกมาดีกว่าที่คาด เพราะกำไรจากสต็อกน้ำมันและค่าการกลั่นที่เพิ่มขึ้น

 

เช่นเดียวกับกลุ่มปิโตรเคมีที่ได้ประโยชน์จากค่าการกลั่นที่เพิ่มขึ้น และราคาเม็ดพลาสติกที่ปรับตัวขึ้น หลังจากอุปทานเริ่มขาดแคลน นอกจากนี้ หุ้นกลุ่มไบโอดีเซล เช่น น้ำมันปาล์ม ก็เป็นกลุ่มที่จะได้อานิสงส์จากความต้องการที่เพิ่มขึ้น

 

“หากราคาน้ำมันในประเทศพุ่งขึ้นไปต่อ ผลบวกต่อหุ้นพลังงานอาจไม่ได้เพิ่มขึ้นมากนัก อย่างกลุ่มปั๊มน้ำมันมาร์จินอาจเท่าเดิม แต่หากน้ำมันยิ่งแพงจะยิ่งกระทบต่อการบริโภค จนกลายเป็นผลเสีย”

 

ราคาน้ำมันขายปลีกจะไปถึง 60 บาทต่อลิตร หรือไม่?

 

ปัจจุบันราคาน้ำมันดีเซลขยับขึ้นมาอยู่ที่ 38.94 บาทต่อลิตร หลังจากปรับขึ้น 6 บาทต่อลิตร ในความเป็นจริงแล้ว ราคาดังกล่าวยังต่ำกว่าราคาที่ควรจะเป็นอยู่ในระดับหนึ่ง เนื่องจากยังมีการอุดหนุนจากกองทุนน้ำมันอยู่ 19.12 บาทต่อลิตร

 

เท่ากับว่า หากรัฐบาลยกเลิกการอุดหนุนที่ทำอยู่นี้ ราคาน้ำมันดีเซลอาจจะพุ่งไปถึง 60 บาทต่อลิตรได้ ถ้าองค์ประกอบอื่นๆ ไม่เปลี่ยนแปลง

 

 
กราฟราคาน้ำมันดีเซลและเงินอุดหนุนจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง แสดงการปรับขึ้นและแนวโน้มราคาดีเซล 1

ที่มา: กระทรวงพลังงาน

 

ประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เมอร์ชั่นพาร์ทเนอร์ จำกัด เปิดเผยว่า โอกาสที่จะเห็นราคาน้ำมันดีเซลไปถึง 60 บาท มีความเป็นไปได้มาก ถ้าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกยังสูงอยู่เช่นนี้ หรือปรับขึ้นไปต่อ

 

ที่ผ่านมา รัฐบาลสื่อสารออกมาแล้วว่าเราอุดหนุนได้จำกัด เนื่องจากสถานะการคลังที่ไม่ดีนักในปัจจุบัน เพราะฉะนั้นการอุดหนุนจะทำได้บางส่วนเท่านั้น

 

ขณะเดียวกัน หากประเมินราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ซึ่งราคาน้ำมันในไทยอิงกับน้ำมันดิบดูไบเป็นหลัก และซาอุดีอาระเบียก็อาจจำกัดการส่งออกน้ำมันมาเอเชีย และเก็บค่าพรีเมียมในการขนส่งเพิ่ม ทำให้มีโอกาสที่ราคาน้ำมันจะยังคงอยู่ในระดับสูงต่อไป และค่าการกลั่นก็อาจปรับเพิ่มขึ้นต่อได้

 

“ส่วนตัวเชื่อว่าความรุนแรงใกล้จบ แต่ราคาน้ำมันจะคงอยู่ในระดับสูงต่อไป ทุกคนเห็นแล้วว่าความมั่นคงทางพลังงานสำคัญ เราอาจเห็นการจัดการให้น้ำมันเป็นสินทรัพย์สำรองแห่งชาติ ทำให้ความต้องการน้ำมันทั่วโลกเพิ่มขึ้น” ประกิตกล่าว

 

เจาะลึกตลาดน้ำมันโลก ภาวะ ‘Backwardation’ ส่งสัญญาณอะไร?

 

ตลาดน้ำมันโลกได้เข้าสู่ภาวะ Backwardation แล้ว สะท้อนว่า “ส่วนชดเชยความเสี่ยง” (Risk Premium) ได้ถูกคำนวณเข้าไปในราคาพลังงานแล้ว แม้เทรดเดอร์จะคาดหวังให้ความขัดแย้งคลี่คลายอย่างรวดเร็วก็ตาม

 

ปัจจุบัน สัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) งวดส่งมอบเดือนใกล้ยังทรงตัวอยู่แถวระดับ 99 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สูงกว่าช่วงก่อนเกิดการโจมตีครั้งแรกเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ถึงเกือบ 36% ขณะที่น้ำมันดิบ WTI ของสหรัฐฯ งวดส่งมอบเดือนเมษายน ซื้อขายกันที่ประมาณ 87.76 ดอลลาร์ สูงกว่าก่อนเริ่มสงครามราว 30%

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อมองไปที่เส้นโค้งราคา (Futures curve) จะพบเรื่องราวที่แตกต่างออกไป ตลาดน้ำมันกำลังอยู่ในภาวะ Backwardation ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ราคาสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่มีกำหนดส่งมอบทันทีหรือในระยะใกล้ มีราคาแพงกว่า (Premium) สัญญาส่งมอบในระยะเวลาที่ไกลออกไป

 

“ภาวะ Backwardation ที่ราคาในอนาคตต่ำกว่าราคาในปัจจุบัน กำลังบ่งชี้ว่าตลาดมองว่าการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันในขณะนี้เป็นเพียงเรื่องชั่วคราว” Toni Meadows หัวหน้าฝ่ายจัดการลงทุนของ BRI Wealth Management กล่าวกับ CNBC “มิฉะนั้นคุณคงต้องยอมจ่ายแพงขึ้นสำหรับการส่งมอบในอนาคตเนื่องจากความขาดแคลนของอุปทาน ใช่ ตอนนี้มีปัญหาจากการสู้รบ แต่ตลาดยังคาดหวังว่าจะมีการคลี่คลายในที่สุด”

 

Meadows ชี้ว่าตลาดยังคงระมัดระวังตัว เพราะขีปนาวุธเพียงลูกเดียวก็สามารถเปลี่ยนสมการได้ทั้งหมด “โรงงานก๊าซ LNG เมื่อถูกทำลายแล้ว ต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะนำกลับมาเดินเครื่องได้อีกครั้ง”

 

ด้าน Katy Stoves ผู้จัดการการลงทุนจาก Mattioli Woods เสริมว่า พฤติกรรม Backwardation ถือเป็นเรื่องปกติเมื่อเกิดภาวะตื่นตระหนกเช่นนี้ “ผู้คนกำลังคาดหวังว่าการปะทะกันจะลดลง แต่มันอาจตีความในอีกมุมที่น่ากังวลกว่าได้ว่า นี่คือการคาดการณ์ว่าอุปสงค์จะลดลงด้วย แม้จะมีการหยุดยิง การซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่ถูกทำลายต้องใช้เวลา และฉันไม่แน่ใจว่าตลาดได้สะท้อนความเสี่ยงนี้ลงไปในราคาแล้วหรือยัง”

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories