แม้ผู้บริโภคส่วนใหญ่จะคุ้นชื่อ ‘แก้วโอเชียน’ ในฐานะเครื่องแก้วที่อยู่ในครัวเรือนมานาน แต่ภาพของตลาดเครื่องแก้วในปัจจุบันเริ่มเปลี่ยนจากสินค้าเพื่อการใช้งานเพียงอย่างเดียว ไปสู่สินค้าที่เชื่อมกับไลฟ์สไตล์ การออกแบบ และกลายเป็นสินค้าสะสมมากขึ้น
ธีรนี กิตติธีระนนทร์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โอเชียนกลาส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปัจจุบันการแข่งขันในธุรกิจเครื่องแก้วไม่ได้วัดกันเพียงกำลังการผลิตหรือช่องทางจำหน่ายอีกต่อไป แต่กำลังขยับเข้าสู่การแข่งขันด้านดีไซน์ ความโดดเด่นของสินค้า และการสร้างความหมายทางอารมณ์ให้กับผู้ใช้งานมากขึ้น
แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนผ่านผู้ผลิตหลายรายที่พยายามพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์ทั้งการใช้งานและออกแบบให้ความสวยงาม ควบคู่กับการยกระดับเครื่องแก้วจากของใช้ในบ้าน ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตประจำวันและการแสดงตัวตนของผู้บริโภค
เช่นเดียวกับ ‘โอเชียนกลาส’ ปัจจุบันมีพอร์ตสินค้าภายใต้ 3 แบรนด์ ได้แก่ Ocean, POSH และ Lucaris รวมมากกว่า 500 คอลเลกชัน และส่งออกสินค้าไปแล้วกว่า 90 ประเทศทั่วโลก โดยตลาดส่งออกหลักอยู่ในเวียดนาม, อินเดีย, จีน, และอีกหลายประเทศ โดยมีรายได้หลักยังมาจากต่างประเทศในสัดส่วนราว 65-70% ส่วนตลาดในประเทศอยู่ที่ประมาณ 30-35% ซึ่งยังถือว่ายังน้อย
ด้านโครงสร้างลูกค้า ปัจจุบันรายได้ยังมาจากกลุ่มโรงแรม ร้านอาหาร และลูกค้าองค์กรเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม มองว่าต่อจากนี้ตลาดผู้บริโภคทั่วไปจะมีบทบาทมากขึ้น จึงมีแผนให้น้ำหนักกับตลาด B2C เพิ่มขึ้น พร้อมเร่งพัฒนาสินค้าที่มีดีไซน์เฉพาะตัวและตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวัน
อีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญในปีนี้ คือบริษัทได้คอลแลบกับ Butterbear เปิดตัวแคมเปญ ‘My Pleasure Moment’ ผ่านการพัฒนาคอลเล็กชันพิเศษและสินค้าลิมิเต็ด เพื่อเพิ่มคุณค่าทางอารมณ์และกระตุ้นการสะสม พร้อมยังตอบโจทย์กลุ่มคนรุ่นใหม่ได้กว้างขึ้น
ธีรนีมองว่า การคอลแลบกับคาแรกเตอร์ไม่ใช่เรื่องใหม่ของตลาด แต่ด้วยความที่ Butterbear มี Emotional Equity สูงและได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง จึงเชื่อว่าแคมเปญดังกล่าวจะสร้างผลตอบรับที่ดีได้ ขณะเดียวกัน นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่โอเชียนกลาสเดินเกมคอลแลบ เพราะก่อนหน้านี้บริษัทเคยร่วมพัฒนาสินค้ากับตัวการ์ตูนจาก Disney และ Snoopy ให้กับลูกค้ามาแล้ว
นอกจากนี้ หลังเปิดตัวแคมเปญ พบว่าสินค้าในคอลเล็กชันดังกล่าวจำหน่ายหมดภายในเวลาไม่ถึง 15 นาที และในช่วงครึ่งปีหลังบริษัทเตรียมทยอยเปิดตัวสินค้าคอลเล็กชันใหม่ออกมาเพิ่มเติม โดยแคมเปญจะดำเนินต่อเนื่องไปจนถึงเดือนธันวาคมปีนี้ ซึ่งจะสะท้อนให้เห็นถึงทิศทางใหม่ของตลาดเครื่องแก้วที่กำลังขยับจากของใช้ไปสู่ไอเท็มไลฟ์สไตล์ชัดเจนขึ้น
สำหรับในระยะยาว บริษัทตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนสินค้ากลุ่มผู้บริโภคทั่วไป หรือ B2C จากปัจจุบันที่อยู่ราว 20% ของพอร์ตธุรกิจ ให้ขยับขึ้นสู่ระดับ 40% โดยมองว่าสินค้ากลุ่มที่รองรับได้ทั้งเครื่องดื่มร้อนและเย็นยังเป็นเซกเมนต์ที่มีโอกาสเติบโต และมีแนวโน้มพัฒนาไปสู่สินค้าประเภทของใช้ประจำตัวมากขึ้น
“การเคลื่อนไหวครั้งนี้จึงไม่เพียงสะท้อนกลยุทธ์ของโอเชียนกลาสเท่านั้น แต่ยังชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมเครื่องแก้ว จากตลาดสินค้าใช้สอยแบบแมส สู่ตลาดที่ขับเคลื่อนด้วยดีไซน์ ประสบการณ์ และความผูกพันกับผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับทั้งฟังก์ชัน ภาพลักษณ์ และตัวตนในการใช้งานไปพร้อมกัน” ธีรนี ย้ำ

