Menu
277087

สุขสันต์วันเกิด โนบิ โนบิตะ เด็กหนุ่มที่อยากเห็นคนอื่นมีความสุข และโศกเศร้าไปกับความทุกข์ของคนอื่น

07.08.2019
  • LOADING...
โนบิตะ

“โดราเอมอน!!!”  

 

เสียงตะโกนเรียกดังลั่นเรียกเพื่อนรักตัวสีฟ้าของเด็กชายใส่แว่น ผอมแห้ง เสื้อแขนยาวสีเหลือง กางเกงขาสั้นสีน้ำเงิน ที่ชื่อโนบิ โนบิตะ ดังขึ้นเมื่อไร เป็นอันรู้กันว่าเรื่องราววุ่นๆ ระหว่าง ‘มนุษย์’ และ ‘ของวิเศษ’ กำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว 

 

นับตั้งแต่ปรากฏตัวอย่างเป็นทางการครั้งแรกในปี 1970 จากมังงะ โดราเอมอน ของ ฟูจิโกะ เอฟ. ฟูจิโอะ (นามปากการ่วมของฮิโรชิ ฟุจิโมโตะ และโมโตโอะ อาบิโกะ) ตอน ‘ผู้มาจากโลกอนาคต’ ภาพลักษณ์ที่ติดตัวโนบิตะมาตลอดก็คือ เด็กชายจอมขี้เกียจ ชอบนอนกลางวัน รักการอ่านการ์ตูน เรียนไม่เก่ง ไม่ยอมทำการบ้าน สอบได้ศูนย์คะแนนเป็นประจำ แถมยังโดนเพื่อนแกล้งจนต้องร้องไห้วิ่งกลับมาอ้อนขอของวิเศษจากโดราเอมอนอยู่เสมอ 

 

เรียกว่าเป็นภาพลักษณ์ที่ขัดกับ ‘พระเอก’ การ์ตูนทั่วไปที่ควรจะมีร่างกายบึกบึน หน้าตาหล่อเหลา ขยัน อดทน มุ่งมั่น ตั้งใจ และแข็งแกร่ง แบบสุดๆ เพราะโนบิตะเป็นแค่เด็กธรรมดาที่มีนิสัย และความสามารถค่อนทางติดลบด้วยซ้ำ ถึงขนาดบางคนเอาชื่อโนบิตะมาเป็นคำล้อเวลาเห็นใครใส่แว่น ตัวผอม ดูอ่อนแอ ไม่สู้คน ไปเลยก็มี 

 

แต่จริงๆ แล้วชื่อโนบิตะมีความหมายว่า ‘การเติบโตอย่างแข็งแรง’ ซึ่งโนบิตะเคยนั่งไทม์แมชชีนได้ยินพ่อกับแม่คุยกันในวันที่เขาเกิดว่า อยากให้ลูกเติบโตเป็นคนดี และทำประโยชน์ให้กับสังคม กลายเป็นแรงฮึดขึ้นมานิดๆ ให้เขาอยากเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ดีขึ้น ถึงแม้ว่าสุดท้ายจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมก็เถอะ 

 

ถ้ามองในแง่นี้ โนบิตะก็คือตัวแทนการเติบโตของคนธรรมดาที่มีชีวิตอยู่จริงๆ คนทั่วไปที่มีความสุข ความทุกข์ อ่อนแอ งี่เง่า เอาแต่ใจ หัวไม่ดี ขี้เกียจ ขี้อิจฉา ลามกบ้างเป็นบางครั้ง ถูกแกล้งก็ร้องไห้ เมื่อมีพลังก็ไปแกล้งคนอื่นกลับ ซุ่มซ่าม เล่นกีฬาไม่เก่ง เจ้าเล่ห์เพทุบาย และอีกมากมายจนสาธยายไม่หมด 

 

ซึ่งทุกคนล้วนมีลักษณะนิสัยเหล่านี้อยู่ในตัวปะปนกันไปไม่มากก็น้อย เพราะฉะนั้นการติดตามชีวิตของโนบิตะก็เหมือนได้ติดตามชีวิตของตัวเอง ของเพื่อน ของคนใกล้ตัวไปพร้อมๆ กัน 

 

เพราะฉะนั้นความเก่งกาจของฟูจิโกะ เอฟ. ฟูจิโอะ จึงไม่ได้อยู่แค่ความสร้างสรรค์ในการคิดของวิเศษมาช่วยโนบิตะ แต่อยู่ที่การใช้ของวิเศษพาโนบิตะให้ไปพบกับปัญหาที่แท้จริง เพื่อดูว่าโนบิตะรับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้นในวันที่ของวิเศษใช้ไม่ได้อย่างไร 

 

รวมทั้งชวนคนอ่านสำรวจตัวเองว่า สามารถรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้นได้ดีกว่าโนบิตะที่เราเคยค่อนขอดจริงๆ หรือเปล่า ซึ่งหลายครั้งคำตอบที่ได้ นอกจากแก้ปัญหาได้แย่กว่าแล้ว ถ้าเรามีของวิเศษแบบนั้นจริงๆ ผลลัพธ์ที่ออกมาอาจจะแย่กว่าที่เห็นในการ์ตูนหลายเท่า 

 

มีคนเคยบอกว่าถ้าเปลี่ยนให้ตัวละครอื่นมีของวิเศษแทนโนบิตะ โลกมนุษย์น่าจะพังทลายไปตั้งแต่เล่มหนึ่ง (โนบิตะก็เสี่ยงทำให้จุดจบของโลกมาถึงหลายครั้งเหมือนกัน แต่ยังโชคดีแก้ไขจนรอดมาได้) เช่นเดียวกับตัวเรา ที่น่าจะทำโลกผิดเพี้ยนไปเมื่อรู้ว่าไทม์แมชชีนมีอยู่จริง เพราะมีเหตุการณ์มากมายที่อยากกลับไปแก้ มากกว่าที่โนบิตะเลือกแก้ไขปมที่เคยแกล้งนนจังเพื่อนสนิทวัยเด็ก (ตอนอื่นๆ ที่นั่งไทม์แมชชีน โนบิตะแค่กลับไปดูเหตุการณ์เฉยๆ ไม่ได้ตั้งใจกลับไปแก้ เต็มที่ก็ไปดูความขี้เกียจของตัวเองในอดีตหรืออนาคต) 

 

และสถานที่ที่เราเลือก ถ้ามีประตูไปไหนก็ได้ ก็น่าจะอันตรายและส่งผลได้ร้ายมากกว่าการที่โนบิตะเผลอเปิดไปเจอชิซุกะจังตอนอาบน้ำอยู่บ่อยๆ ถ้ามีตู้สมมติก็คงจะสมมติให้โลกเป็นอย่างที่เราต้องการ มากกว่าทำให้การเล่นพันด้าย (อายาโทริ) ที่ตัวเองชอบแต่หาคนเล่นไม่ได้ เป็นกิจกรรมที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก รวมทั้งไจแอนท์และซูเนโอะ ที่ต้องโดนแก้แค้นรุนแรงกว่านี้แน่ๆ ถ้าเปลี่ยนจากโนบิตะเป็นใครสักคนที่มีความอาฆาตมากกว่านี้

 

แต่ก็ไม่แน่ว่าผู้เขียนได้กำหนดเอาไว้แต่แรกว่า คนที่จะได้เป็นเพื่อนโดราเอมอน ได้ใช้ของวิเศษเพื่อเรียนรู้ชีวิตต้องเป็นโนบิตะคนเดียวเท่านั้น ไม่ใช่แค่เพราะโดราเอมอนถูกส่งมาให้ดูแล แต่เป็นเพราะลึกๆ แล้วโนบิตะเป็นคนจิตใจดี และซื่อสัตย์กับความรู้สึกของตัวเองมากที่สุด

 

ถ้ามองข้ามความห่วยที่แสดงออกมาให้เห็น โนบิตะเป็นแค่เด็กคนหนึ่งที่อยากใช้ชีวิตอย่างมีความสุข อ่อนโยนกับสัตว์ (ตั้งแต่สุนัข แมว ไปจนถึงไดโนเสาร์) รักครอบครัว (ฉากโนบิตะกับคุณย่ายังทำให้เราน้ำตารื้นได้ทุกครั้งที่กลับไปอ่านหรือดูอีกรอบ) รักเพื่อนที่ถึงแม้จะโดนแกล้งอยู่บ่อยๆ แต่เขาก็พร้อมที่จะช่วยเหลือทุกคนอยู่เสมอ 

 

โดยเฉพาะถ้าดูตามเนื้อเรื่อง The Movie ทุกภาค จะเห็นเลยว่าเมื่ออยู่ในสถานการณ์คับขัน เด็กที่เคยขี้แยจะแสดงความกล้าหาญ และลุกขึ้นมาเป็นผู้นำเพื่อนๆ ปกป้องอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับโลกอย่างสุดความสามารถเสมอ แถมยังมีความสามารถด้านการยิงปืนที่ไม่แพ้ใครในจักรวาลโดราเอมอน

 

โยโกยามา ยาสุยุกิ อาจารย์สอนวิชา ‘โดราเอมอนศึกษา’ มหาวิทยาลัยฟุกุยามะ ผู้เขียนหนังสือ วิถีแห่งโนบิตะ ชัยชนะของคนไม่เอาถ่าน วิเคราะห์เอาไว้ว่า ความแตกต่างระหว่างโนบิตะและเดคิสุงิ คือเดคิสุงิเป็นคนสมบูรณ์แบบที่ไร้จุดอ่อน เขาใช้เวลาทั้งหมดไปกับการศึกษา และทำในสิ่งที่ตัวเองสนใจโดยไม่สนใจอะไรทั้งนั้น เขาสามารถปฏิเสธการชวนจากเพื่อนๆ เพียงเพราะเหตุผลที่ว่า ต้องรีบกลับไปทำการบ้าน

 

ในขณะที่โนบิตะต้องยอมฟังไจแอนท์ร้องเพลง ยอมฟังซูเนโอะอวดของเล่น ยอมเป็นคนเก็บลูกเบสบอล พยายามสู้กับไจแอนท์โดยไม่พึ่งของวิเศษ เพื่อให้โดราเอมอนสบายใจว่าเขาอยู่ได้แม้ไม่มีเพื่อนรักตัวสีฟ้าคอยดูแล และคอยเอาใจใส่ชิซูกะ หญิงสาวที่เราเขาหลงรัก และพยายามทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้เธอรู้สึกเหงา และไม่สบายใจ 

 

พอรู้ตัวอีกที ความเอาใจใส่ความรู้สึกของทุกคนรอบตัว (ได้ผลหรือเปล่านั่นอีกเรื่องหนึ่ง) ของโนบิตะ ได้ทำให้เพื่อนๆ มีตัวเขาอยู่ในทุกช่วงความคิด ไม่ว่าจะเป็นเพราะอยากแกล้ง อยากอวด หรือว่าคิดถึงกันจริงๆ ไปโดยไม่รู้ตัว และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ชิซูกะเลือกแต่งงานกับโนบิตะมากกว่าเดคิสุงิผู้แสนเพอร์เฟกต์ 

 

เหมือนอย่างที่พ่อของชิซูกะเคยพูดเอาไว้ในวันก่อนแต่งงานว่า “หนุ่มคนนั้นเป็นคนที่ปรารถนาให้คนอื่นมีความสุข และโศกเศร้าไปกับความทุกข์ของคนอื่น นั่นแหละเป็นเรื่องที่ดีที่สุดสำหรับคนเราเลยนะ”  

 

ถ้านับจากเวลาในเรื่องโดราเอมอน โนบิตะเกิดในวันที่ 7 สิงหาคม 1964 ณ วันนี้เขาจะมีอายุครบ 55 ปี ซึ่งตรงกับการปรากฏตัวในเนื้อเรื่องตอนหนึ่ง ที่ตัวเขาในวัย 55 ปี แต่งงานใช้ชีวิตครอบครัวอย่างมีความสุข พร้อมกับภรรยาและโนบิสุเกะลูกชายวัย 30 ปี นั่งไทม์แมชชีนย้อนกลับมาสลับร่างกับตัวเองตอน 10 ขวบ เพื่อกลับไปใช้ชีวิตในช่วงที่เขาคิดถึงอีกครั้ง พร้อมกับพูดสรุปเรื่องราวชีวิตของเด็กชายโนบิ โนบิตะเอาไว้ว่า

 

“นับจากนี้ไปนายจะต้องล้มลุกคลุกคลานอีกหลายหน แต่ทุกครั้งก็จะสามารถยืนหยัดขึ้นมาได้พร้อมความเข้มแข็ง”

 

ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เด็กชายขี้แงคนนี้ก็แสดงให้เห็นแล้วว่า เขาพยายามใช้ชีวิต และเติบโตขึ้นมาอย่างเข้มแข็ง เหมือนอย่างที่พ่อกับแม่ตั้งชื่อเอาไว้ให้จริงๆ

 

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

  • LOADING...

READ MORE

FOLLOW US

MOST POPULAR