ศูนย์สำรวจความคิดเห็น ‘นิด้าโพล’ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในหัวข้อ ‘Thai PBS สื่อสาธารณะ ?’ โดยสะท้อนมุมมองที่หลากหลายต่อทิศทางของสื่อสาธารณะไทย ทั้งในประเด็นความเป็นอิสระจากการถูกครอบงำ แหล่งที่มาของงบประมาณ และแนวทางการปรับปรุงองค์กร ซึ่งพบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ มากกว่าประสิทธิภาพในการใช้จ่ายงบประมาณ
การสำรวจจัดทำขึ้นระหว่างวันที่ 28-30 ตุลาคม 2569 โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปทั่วประเทศ ครอบคลุมทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ รวมทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง ผ่านวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอนและสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกินร้อยละ 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 97.0
สัดส่วนการรับชมรายการจากช่อง Thai PBS
เมื่อสอบถามถึงพฤติกรรมการรับชมรายการจากช่อง Thai PBS พบผลสำรวจดังนี้
- ไม่เคยรับชมรายการเลย: ร้อยละ 45.80
- รับชมรายการ เป็นบางครั้ง: ร้อยละ 31.76
- เคยแค่เปิดผ่าน แต่ไม่ชมรายการจริงจัง: ร้อยละ 12.82
- รับชมรายการ บ่อยครั้ง: ร้อยละ 6.18
- รับชมรายการ เป็นประจำ: ร้อยละ 3.44
นิด้าโพลได้เจาะจงสอบถามเฉพาะกลุ่มผู้ที่ระบุว่ารับชมรายการช่อง Thai PBS เป็นประจำ บ่อยครั้ง และเป็นบางครั้ง (จำนวน 542 หน่วยตัวอย่าง) ใน 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่
1. ความคิดเห็นต่อความเป็นอิสระของการรายงานข่าวและรายการต่างๆ จากการถูกครอบงำทางการเมือง:
กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มองว่า Thai PBS ค่อนข้างมีความเป็นอิสระ (ร้อยละ 42.99) รองลงมามองว่าไม่ค่อยมีความเป็นอิสระ (ร้อยละ 25.46) ขณะที่ร้อยละ 22.32 ระบุว่ามีความเป็นอิสระมาก และร้อยละ 8.49 ระบุว่าไม่มีความเป็นอิสระเลย โดยมีผู้ไม่ทราบหรือไม่ตอบ ร้อยละ 0.74
2. ความคิดเห็นต่อการเปลี่ยนแหล่งที่มาของงบประมาณ จากภาษีบาปเป็นงบประมาณรายปีที่ผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร (ผู้ตอบสามารถเลือกตอบได้มากกว่า 1 ข้อ):
ผู้ตอบแบบสอบถามร้อยละ 33.03 ระบุว่า ไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงแหล่งที่มาของงบประมาณ โดยมีข้อกังวลที่ตามมาคือความเสี่ยงที่ Thai PBS อาจขาดความเป็นอิสระในการเสนอข่าว (ร้อยละ 24.72) และอาจถูกครอบงำโดยรัฐบาลหรือนักการเมือง (ร้อยละ 24.54) ในขณะเดียวกัน มีร้อยละ 22.14 ที่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว และอีกร้อยละ 16.05 มองว่าจะช่วยให้เกิดการตรวจสอบประสิทธิภาพการใช้จ่ายงบประมาณได้
นอกจากนี้ ยังมีเหตุผลและข้อกังวลอื่นๆ ที่น่าสนใจ เช่น ฝ่ายการเมืองอาจใช้อำนาจแทรกแซงเนื่องจากขาดอิสระทางการเงิน (ร้อยละ 18.27), อาจกลายเป็นสื่อของรัฐ (ร้อยละ 16.42), ทำให้ต้องพยายามใช้เงินภาษีอย่างคุ้มค่ามากขึ้น (ร้อยละ 14.21), ทำให้ระบบงบประมาณเหมือนองค์กรอื่นๆ ที่ขอจากรัฐ (ร้อยละ 9.78), ช่วยให้เกิดการแข่งขันอย่างเป็นธรรมกับสื่อช่องอื่นๆ (ร้อยละ 8.86) และอาจส่งผลกระทบต่อรายการเพื่อสังคมที่ไม่สร้างผลกำไร (ร้อยละ 7.56)
3. ความคิดเห็นต่อแนวทางการปรับปรุงองค์กร Thai PBS (ผู้ตอบสามารถเลือกตอบได้มากกว่า 1 ข้อ):
ร้อยละ 60.33 ต้องการให้ Thai PBS เสนอข้อมูลข่าวสารอย่างเป็นอิสระและเป็นกลาง ตามมาด้วยความต้องการให้ยอมรับการถูกตรวจสอบการใช้งบประมาณ (ร้อยละ 38.38) และเปิดเผยการใช้งบประมาณต่อสาธารณะ (ร้อยละ 38.19) นอกจากนี้ยังมีความเห็นในเชิงการบริหารจัดการ เช่น บริหารแบบเอกชนมากขึ้น (ร้อยละ 15.13) ลดขนาดองค์กรลงเพื่อประหยัดงบประมาณ (ร้อยละ 13.47) เสนอประเด็นด้านสังคมให้มากขึ้นแม้ไม่มีกำไร (ร้อยละ 11.81) ลดการพึ่งพางบประมาณจากรัฐ (ร้อยละ 10.33) ให้ความสำคัญกับการแข่งขันเป็นที่หนึ่งในวงการสื่อ (ร้อยละ 3.51) และเปลี่ยนไปเป็นสื่อของรัฐ (ร้อยละ 2.03)
เมื่อสอบถามกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด (1,310 หน่วยตัวอย่าง) ถึงความเป็นไปได้ที่ประเทศไทยจะมีสื่อสาธารณะที่เป็นอิสระจากการครอบงำของรัฐและกลุ่มทุน พบว่าส่วนใหญ่ร้อยละ 37.32 มองว่าเป็นไปไม่ได้เลย รองลงมาคือเป็นไปไม่ค่อยได้ (ร้อยละ 24.66) ค่อนข้างเป็นไปได้ (ร้อยละ 23.82) และเป็นไปได้มาก (ร้อยละ 12.75)
ท้ายที่สุด เมื่อเปรียบเทียบความสำคัญระหว่าง ‘ความเป็นอิสระ’ กับ ‘ประสิทธิภาพในการใช้จ่ายงบประมาณ’ ของสื่อสาธารณะ พบว่าร้อยละ 69.92 ให้ความสำคัญกับความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะมากกว่า ขณะที่ร้อยละ 27.94 ให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพในการใช้จ่ายงบประมาณ โดยมีร้อยละ 2.14 ที่ไม่ทราบหรือไม่ตอบ

