Nestlé บริษัทอาหารและเครื่องดื่มรายใหญ่ของโลก เดินหน้าปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ ภายใต้การนำของซีอีโอคนใหม่ Philipp Navratil ซึ่งเข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนกันยายน 2025 โดยมุ่งโฟกัสธุรกิจหลักและทยอยขายธุรกิจที่ไม่สอดคล้องกับกลยุทธ์ระยะยาว
ล่าสุดบริษัทอยู่ระหว่างการเจรจาขายธุรกิจไอศกรีมที่ดำเนินการเองใน 6 ประเทศหลัก ได้แก่ ไทย, มาเลเซีย, จีน, แคนาดา, ชิลี และเปรู ให้กับ Froneri ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง Nestlé และกองทุนไพรเวตอิควิตี้ PAI Partners โดยกลุ่มธุรกิจดังกล่าวสร้างรายได้รวมราว 1.3 พันล้านดอลลาร์ต่อปี
แม้ก่อนหน้านี้ Nestlé ได้โอนการบริหารธุรกิจไอศกรีมในยุโรปและสหรัฐฯ ให้กับ Froneri ไปแล้ว แต่บริษัทยังยืนยันว่าไม่มีแผนขายสัดส่วนการถือหุ้น 50% ใน Froneri ซึ่งมีมูลค่าประเมินราว 1.5 หมื่นล้านยูโร และจะยังคงสถานะพันธมิตรในกิจการร่วมทุนดังกล่าวต่อไป
Philipp Navratil ซีอีโอ Nestlé กล่าวว่า แม้ธุรกิจไอศกรีมจะมีความแข็งแกร่ง แต่ด้วยขนาดที่เล็กเมื่อเทียบกับพอร์ตโดยรวม อาจดึงทรัพยากรและเบี่ยงเบนโฟกัสจากธุรกิจหลัก การตัดสินใจขายจึงเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์โฟกัสเพื่อการเติบโต โดยบริษัทจะให้น้ำหนักกับ 4 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ กาแฟ, อาหารสัตว์เลี้ยง, ผลิตภัณฑ์โภชนาการ, และอาหารพร้อมของว่าง
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสอดคล้องกับทิศทางอุตสาหกรรม หลังคู่แข่งรายใหญ่อย่าง Unilever ตัดสินใจแยกธุรกิจไอศกรีมออกไปก่อนหน้านี้
ในด้านผลประกอบการ Nestlé รายงานยอดขายไตรมาส 4 สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาด โดยยอดขาย Organic Sales เติบโต 4% และยอดขายเชิงปริมาณ เพิ่มขึ้น 1.3% สะท้อนสัญญาณฟื้นตัวของดีมานด์
ขณะที่ Kai Lehmann นักวิเคราะห์จาก Flossbach von Storch มองว่าทิศทางของบริษัทอยู่บนเส้นทางที่ถูกต้อง โดยเฉพาะหลังมีการประกาศแผนลดพนักงาน 16,000 ตำแหน่ง และเร่งขับเคลื่อนยอดขาย ท่ามกลางแรงกดดันจากภาษีนำเข้าสหรัฐฯ และค่าเงินฟรังก์สวิสที่แข็งค่า
นอกจากธุรกิจไอศกรีม บริษัทยังอยู่ระหว่างทบทวนการขายธุรกิจวิตามินและอาหารเสริมที่มีผลงานอ่อนแอ รวมถึงมีแผนถอดธุรกิจน้ำดื่มออกจากงบการเงินตั้งแต่ปี 2027 เป็นต้นไป แม้นักวิเคราะห์บางส่วนคาดว่าธุรกิจอาหารแช่แข็งในสหรัฐฯ อาจเป็นเป้าหมายถัดไป แต่ซีอีโอยืนยันว่าธุรกิจดังกล่าวยังสร้างกำไรและกระแสเงินสดได้ดี และยังคงอยู่ในพอร์ต
ด้านนักวิเคราะห์จาก Barclays ประเมินว่า Nestlé ควรเร่งปิดดีลขายสินทรัพย์ในกลุ่มน้ำดื่มและวิตามิน เพื่อให้การทรานส์ฟอร์มองค์กรมีความชัดเจนมากขึ้น พร้อมเตือนว่าการพลิกองค์กรขนาดใหญ่ในอุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภคที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว จำเป็นต้องอาศัยความแม่นยำในการดำเนินงานสูง
อย่างไรก็ตาม การบริหารงานของ Philipp Navratil ยังเผชิญความท้าทาย ทั้งจากปัจจัยมหภาค ค่าเงินฟรังก์สวิสที่แข็งค่า ภาษีนำเข้าสหรัฐฯ รวมถึงวิกฤตเรียกคืนผลิตภัณฑ์นมผงสำหรับทารกครั้งใหญ่ที่สุด ซึ่งคาดว่าจะกระทบยอดขายปี 2026 ราว 200 ล้านฟรังก์สวิส แม้ผู้บริหารเชื่อว่าการจัดการวิกฤตอย่างรวดเร็วจะช่วยรักษาความเชื่อมั่นในระยะยาว แต่ยังแสดงความกังวลต่อส่วนแบ่งตลาดของแบรนด์ Gerber ที่ยังต่ำกว่าเป้าหมาย
ในมุมมองนักวิเคราะห์ การปรับโครงสร้างครั้งนี้เปรียบเสมือนการเปลี่ยนทิศทาง ‘เรือบรรทุกน้ำมัน’ ท่ามกลางอุตสาหกรรมที่แข่งขันสูง โดย Nestlé ตั้งเป้าผลักดันอัตรากำไรให้สูงกว่าระดับ 16.1% และตั้งเป้ายอดขาย Organic Sales ทั้งปีเติบโต 3–4% ท่ามกลางแรงกดดันจากตลาดที่ต้องการเห็นความชัดเจนของการขายสินทรัพย์ เพื่อปูทางสู่การเติบโตที่มีคุณภาพและยั่งยืนในระยะยาว
ภาพ: ricochet64/shutterstock
อ้างอิง:


