Nestlé ขยายฐานอินโดจีน ตั้ง 2 โรงงาน ‘Purina’ ในไทย ป้อนตลาดโลก ยันไทยเป็น ‘ฐานยุทธศาสตร์’ สำคัญในภูมิภาค หนุน Skill Bridge ยกระดับทักษะแรงงานไทย เชื่อมมหาวิทยาลัยกับภาคอุตสาหกรรม
วันนี้ (3 กุมภาพันธ์) ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังเข้าร่วมการประชุม World Economic Forum Annual Meeting 2026 ณ เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ว่า ผู้บริหารระดับสูงของบริษัท เนสท์เล่ (Nestlé) ยืนยันประเทศไทยเป็น ‘ฐานยุทธศาสตร์’ สำคัญในกลุ่มภูมิภาคอินโดจีน และมีแผนขยายการลงทุนต่อเนื่อง ครอบคลุมธุรกิจอาหาร เครื่องดื่ม และอาหารสัตว์เลี้ยง
ดร.เอกนิติระบุว่า ในการหารือกับ Remy Ejel รองประธานบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Nestlé ประจำภูมิภาคเอเชีย โอเชียเนีย และแอฟริกา บริษัทได้เสนอแผนการดำเนินธุรกิจและทิศทางการลงทุนในประเทศไทย เพื่อรองรับตลาดทั้งในประเทศและการส่งออก โดยย้ำความร่วมมือระยะยาวในการใช้ไทยเป็นฐานการผลิตหลักของภูมิภาค
หนึ่งในธุรกิจหลักที่ Nestlé ต้องการใช้ไทยเป็นฐานการผลิต คือ ธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงภายใต้แบรนด์ Purina ซึ่งได้รับการส่งเสริมการลงทุนเพื่อสร้างโรงงานขนาดใหญ่ 2 แห่ง โดยมุ่งผลิตเพื่อการส่งออกประมาณ 90% ของกำลังการผลิตทั้งหมด
ธุรกิจดังกล่าวมีการจัดหาวัตถุดิบจากเกษตรกรไทยจำนวนมาก เช่น เนื้อไก่ โปรตีนจากพืช ธัญพืช และน้ำมันจากสัตว์ สะท้อนบทบาทของไทยในการเป็นฐานการผลิตสินค้ามูลค่าสูงและเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานภาคเกษตร
ลงทุนสะสมในไทยแล้วกว่า 2.8 หมื่นล้านในช่วง 6 ปี
ปัจจุบัน Nestlé มีฐานการผลิตในประเทศไทยรวม 8 แห่ง และจ้างงานกว่า 3,000 คน ครอบคลุมธุรกิจอาหาร เครื่องดื่ม อาหารสัตว์เลี้ยง และการแปรรูปวัตถุดิบทางการเกษตร ซึ่งในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา บริษัทลงทุนในไทยแล้วกว่า 28,000 ล้านบาท
โดยหลายโรงงานทำหน้าที่เป็นฐานการผลิตเพื่อการส่งออกไปยังตลาดเอเชีย ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ รวมถึงบางส่วนของยุโรป สหรัฐอเมริกา และแอฟริกา
หนุน Upskill แรงงาน เชื่อมมหาวิทยาลัย
Nestlé ระบุว่า พร้อมให้ความสำคัญกับการยกระดับทักษะแรงงานไทย ผ่านโครงการต่างๆ เช่น Nestlé Needs Youth และความร่วมมือกับสถาบันอุดมศึกษาไทยในการพัฒนาหลักสูตรด้านวิศวกรรม เทคโนโลยี และการผลิตขั้นสูง เพื่อรองรับอุตสาหกรรมอนาคต ตามโครงการเชื่อมโยงภาคการศึกษาเข้ากับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม (Skill Bridge)
ดร.เอกนิติชี้ว่า การที่ Nestlé ยืนยันบทบาทของไทยในฐานะฐานยุทธศาสตร์ สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะในภาคอาหารและเกษตรแปรรูป ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ไทยมีศักยภาพเชิงโครงสร้าง และเป็นกลุ่มที่สามารถสร้างมูลค่า


