การประชุมความมั่นคงมิวนิก (Munich Security Conference) ประจำปี 2026 สิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการตลอด 3 วันที่ผ่านมา (13-15 กุมภาพันธ์) ณ โรงแรม Bayerischer Hof ในนครมิวนิค ประเทศเยอรมนี ถือเป็นหนึ่งในเวทีชั้นนำด้านนโยบายความมั่นคงระหว่างประเทศ ที่เปิดให้ผู้นำระดับสูงทั่วโลกเข้าร่วมอภิปรายความท้าทายสำคัญท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์
ไฮไลต์ปีนี้หนีไม่พ้นท่าทีของมหาอำนาจต่อวาระสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นทิศทางความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกากับยุโรป บทบาทของจีนบนเวทีความมั่นคงโลก หรือข้อเรียกร้องเร่งด่วนเกี่ยวกับสงครามยูเครน ไปจนถึงภูมิภาคอาร์กติกในฐานะหมุดหมายความมั่นคงใหม่ของโลก
THE STANDARD สรุปประเด็นสำคัญและความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้น ตลอดทั้ง 3 วันของการประชุมครั้งนี้
ใครเข้าร่วมบ้าง?
ตามรายงานหน้าสื่อ ผู้เข้าร่วมการประชุมมิวนิก 2026 ได้แก่ มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ, หวังอี้ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศจีน, อัวร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป, เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร และ โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี
นอกจากนี้ ฟากพรรคเดโมแครตยังส่งผู้แทนมาเข้าร่วม ได้แก่ เกวิน นิวซอม ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย, อเล็กซานเดรีย โอคาซิโอ-คอร์เตซ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร, รูเบน แกลเลโอ วุฒิสมาชิก และ เกร็ตเชน วิทเมอร์ ผู้ว่าการรัฐมิชิแกน เพื่อแสดงจุดยืนเรียกร้องให้ยุโรปไม่ยอมจำนนต่อรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้ โดนัลด์ ทรัมป์ พร้อมย้ำว่า ความสัมพันธ์ข้ามทวีปแอตแลนติก ควรตั้งอยู่บนพื้นฐานค่านิยมประชาธิปไตยและความเคารพซึ่งกันและกัน
รูบิโอให้คำมั่น สหรัฐฯ ไม่มีวันทอดทิ้งยุโรป
สิ่งที่เป็นแกนหลักในการประชุมครั้งนี้ คือ ท่าทีของสหรัฐฯ ภายใต้สุนทรพจน์ของรัฐมนตรีต่างประเทศ โดยรูบิโอได้ให้คำมั่นกับชาติยุโรปว่า สหรัฐฯ ไม่มีวันทอดทิ้งพันธมิตรข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก เพราะชะตากรรมของประเทศผูกพันกับทวีปนี้เสมอ
“เราไม่ได้ต้องการแยกจากกัน แต่ต้องการฟื้นฟูมิตรภาพเก่าแก่ และรื้อฟื้นอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ
“สำหรับพวกเราชาวอเมริกัน บ้านของเราอาจอยู่ในซีกโลกตะวันตก แต่เราจะเป็นลูกของยุโรปเสมอ”
รูบิโอยังย้ำว่า การยุติความสัมพันธ์กับยุโรปไม่ใช่เป้าหมายและความต้องการของสหรัฐฯ และในวันนี้ เขามายืนอยู่ที่นี่เพื่อแสดงความชัดเจนว่า อเมริกากำลังวางแผนสร้างเส้นทางแห่งศตวรรษใหม่ โดยสหรัฐฯ ต้องการทำสิ่งเหล่านี้กับชาติยุโรป ในฐานะพันธมิตรที่หวงแหนและเพื่อนยากที่เก่าแก่ที่สุด
อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ก็ยังวิจารณ์ยุโรปบนเวทีหลายครั้งว่า นโยบายการย้ายถิ่นเป็นภัยคุกคามต่ออารยธรรม และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นลัทธิครอบงำนโยบายเศรษฐกิจ
ขณะที่ประเด็นด้านการค้า รูบิโอกล่าวว่า ยุโรปและสหรัฐฯ ต่างทำผิดพลาดร่วมกัน เพราะยึดถือการค้าเสรีแบบไร้ข้อจำกัด ขณะที่ยังเรียกร้องให้ยุโรปเพิ่มงบประมาณกลาโหม โดยย้ำว่า สหรัฐฯ ต้องการพันธมิตรที่ปกป้องตนเองได้ เพื่อไม่ให้ศัตรูกล้าทดสอบความสัมพันธ์ทวิภาคนี้
อนึ่ง สุนทรพจน์ของรูบิโอสร้างความสบายใจให้กับผู้นำยุโรป เพราะมีความแตกต่างอย่างชัดเจนจากถ้อยแถลงของ เจ.ดี.แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในปี 2025 ที่โจมตียุโรป
ทั้งนี้ ฟอน แดร์ ไลเอิน แสดงความคิดเห็นต่อสุนทรพจน์ของรัฐมนตรีต่างประเทศว่า สหรัฐฯ เป็นเพื่อนที่ดีและพันธมิตรที่เข้มแข็ง และเมื่อฟังจากสิ่งที่รูบิโอกล่าว ทำให้เธอรู้สึกมั่นใจ และเข้าใจว่า สหรัฐฯ ต้องการเห็นยุโรปที่เข้มแข็ง
หวังอี้เรียกร้อง สหรัฐฯ ไม่ควรแยกตัวออกจากจีน ชี้ไต้หวันคือเส้นแดงที่แตะไม่ได้
หวังอี้กล่าวเตือนบนเวทีว่า สหรัฐฯ ไม่อาจแยกห่วงโซ่อุปทาน (Decoupling) ออกจากจีนอย่างฉับพลันได้ โดยมีบางฝ่ายในสหรัฐฯ พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อโจมตีและใส่ร้ายจีน จึงเป็นไปได้ว่า อนาคตความสัมพันธ์ทวิภาคีจะมีสองทางแยก
- สหรัฐฯ เข้าใจจีนอย่างมีเหตุผล ดำเนินนโยบายสร้างสรรค์และเป็นรูปธรรมต่อจีน
- สหรัฐฯ แยกตัวออกจากจีน ตัดขาดห่วงโซ่อุปทานและต่อต้านจีนในทุกเรื่อง โดยใช้อารมณ์และการตอบโต้แบบหุนหันพลันแล่น
รัฐมนตรีต่างประเทศจีนระบุว่า ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดในบริบทโลกปัจจุบัน คือการที่สหรัฐฯ และจีนทำงานร่วมกัน พร้อมย้ำว่า ปักกิ่งไม่ต้องการเห็นวาทกรรมความสัมพันธ์ระหว่างยุโรปกับจีนในลักษณะ ‘การแข่งขัน’ มากขึ้น
นอกจากนี้ หวังอี้ยังเตือนอีกว่า มีบางฝ่ายพยายามแยกไต้หวันออกจากจีน ถือเป็นการก้าวล้ำเส้นแดงของปักกิ่ง ซึ่งอาจนำพาสหรัฐฯ และจีนไปสู่ความขัดแย้ง
น่าสนใจว่า จีนยังส่งสัญญาณถึงสงครามรัสเซีย-ยูเครนว่า ยุโรปไม่สามารถนั่งดูความขัดแย้งครั้งนี้ในฐานะผู้ชมได้อีกต่อไป โดยหวังว่า ภูมิภาคจะเสนอแผนเพื่อแก้ไขความขัดแย้ง เพราะแม้สหรัฐฯ และรัสเซียจะเจรจาร่วมกัน แต่ยุโรปถูกกันออกไป แม้สงครามจะเกิดในภูมิภาค และยุโรปมีสิทธิ์เข้าร่วมอย่างปฏิเสธไม่ได้ก็ตาม
อนึ่ง หวังอี้ได้หารือกับรูบิโอเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ รายหนึ่งระบุว่า การพบปะระหว่างผู้แทนสองประเทศเป็นไปด้วยดีและสร้างสรรค์ ซึ่งหนึ่งในวาระหารือ คือ แผนการเยือนกรุงปักกิ่งของทรัมป์ในเดือนเมษายน 2026
ยุโรปตื่นแล้ว เตรียมเดินหน้ารับมือระเบียบใหม่
สตาร์เมอร์เปิดฉากย้ำว่า ยุโรปต้องมีแนวทางความมั่นคงชัดเจน คือ เสริมสร้างอำนาจด้านการทหารและมีศักยภาพยับยั้งการรุกราน หากจำเป็นต้องสู้ ก็ต้องทำเพื่อปกป้องประชาชน ค่านิยม และวิถีชีวิต
ผู้นำสหราชอาณาจักรกล่าวถึงสงครามรัสเซีย-ยูเครนว่า รัสเซียกำลังก้าวร้าวและสร้างความทุกข์ทรมานแก่ชาวยูเครน ภัยคุกคามดังกล่าวกำลังแผ่ขยายไปทั้งภูมิภาค ทั้งในมิติความมั่นคง การบ่อนทำลายสัญญาประชาคม การสนับสนุนกระแสประชานิยม การเผยแพร่ข้อมูลเท็จ ตลอดจนการโจมตีทางไซเบอร์และการก่อวินาศกรรม
ด้าน เดวิด ฟาน วีล รัฐมนตรีต่างประเทศเนเธอร์แลนด์ ให้สัมภาษณ์นอกรอบการประชุมว่า ที่ผ่านมา ยุโรปอาจจะรู้สึกตัวช้าไปว่า ระเบียบโลกได้เปลี่ยนแปลงมาหลายปีแล้ว แต่ขณะนี้กำลังเริ่มเรียนรู้และรับมือต่อปรากฏการณ์ข้างต้น
ฟาน วีล ยอมรับว่า คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ไม่สามารถมีบทบาทชี้ขาดได้ในหลายความขัดแย้ง ขณะที่สหรัฐฯ กำลังทำหน้าที่กดดันให้ยุโรปตื่นว่า โลกกำลังแข็งกร้าวขึ้น และภูมิภาคต้องรับผิดชอบตนเอง
ขณะที่ยุโรปก็ควรปรับตัว มองโลกตามความจริง และเสริมสร้างศักยภาพด้านกลาโหม พร้อมเห็นด้วยว่า องค์การสหประชาชาติ (UN) ต้องปฏิรูป เพื่อให้ประเทศขนาดเล็กได้รับประโยชน์จากระบบพหุภาคีข้างต้น
เซเลนสกีส่งสารถึงปูติน ชี้ยุติสงครามได้ต้องมีหลักประกันความมั่นคง
เซเลนสกีโจมตี วลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซียว่า เป็น ‘ทาสของสงคราม’ พร้อมย้ำว่า ขณะนี้ไม่มีใครในยูเครนเชื่อว่า ผู้นำเครมลินจะยอมปล่อยเคียฟเป็นอิสระ และภัยคุกคามนี้อาจลุกลามไปยังประเทศยุโรปอื่นๆ
ผู้นำยูเครนกล่าวว่า ปูตินอาจมองตนเองเป็นพระเจ้าซาร์ แต่แท้จริงแล้ว ตัวตนของเขาถูกพันธนาการด้วยแนวคิดเรื่องสงคราม หากปูตินยังอยู่ในอำนาจ สงครามอาจหวนกลับมาได้อีก และข้อตกลงสันติภาพใดๆ ต้องมีหลักประกันความมั่นคงที่แท้จริง
เซเลนสกีแสดงความหวังว่า การเจรจาสันติภาพที่สหรัฐฯ เป็นคนกลางในเจนีวาสัปดาห์หน้าจะต้องจริงจังและมีสาระ แต่ก็กังวลว่า ยูเครนถูกขอให้ ‘ยอมรับ’ ข้อตกลงบ่อยเกินไป และเขาไม่ต้องการให้รัสเซียคิดว่า ตนเองสามารถบุกประเทศอื่นได้ แต่ไม่ต้องรับผิดชอบผลลัพธ์ที่ตามมา
กรีนแลนด์-อาร์กติก หมุดหมายความสนใจโลกใหม่
ภูมิภาคอาร์กติกถูกกล่าวถึงตลอดการประชุม โดยมีการเสนอแผน Arctic Sentry หรือ กรอบความร่วมมือแบบบูรณาการของ NATO เพื่อเฝ้าระวัง ยับยั้ง และตอบสนองต่อพัฒนาการด้านความมั่นคงในอาร์กติก
เมตเต เฟรเดอริกเซน นายกฯ เดนมาร์ก แสดงความพึงพอใจที่ NATO เริ่มดำเนินงานด้านความมั่นคงในภูมิภาคอาร์กติก โดยย้ำว่า เธอเรียกร้องมาหลายปีแล้ว พร้อมเสนอให้มีปฏิบัติการถาวรในภูมิภาคอาร์กติกและกรีนแลนด์
ขณะที่ เยนส์-เฟรเดอริก นีลเซน นายกฯ กรีนแลนด์เปิดเผยบนเวทีว่า กรีนแลนด์อยู่ในความสนใจโลกมาสักระยะหนึ่งแล้ว จากเดิมที่เคยเป็นภูมิภาคอันเงียบสงบและเผชิญความตึงเครียดต่ำ ซึ่งปัจจุบัน อาจพูดแบบนั้นไม่ได้อีกต่อไปแล้ว
“เราไม่ไร้เดียงสา และเรามองเห็นภาพในระยะยาว” นีลเซนกล่าวว่า การละลายของน้ำแข็งจะเปิดเส้นทางเดินเรือใหม่ ทำให้พื้นที่ยิ่งมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์
นีลเซนยังย้ำว่า กรีนแลนด์พร้อมรับผิดชอบความมั่นคงของตนเองร่วมกับพันธมิตร NATO มากขึ้น ขณะที่ยืนยันว่า ความร่วมมือข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก และหลักนิติธรรมระหว่างประเทศ เป็นคุณค่าที่ฝังรากลึกในสังคมกรีนแลนด์
ภาพ: Alex Brandon / Reuters
อ้างอิง:
- https://www.aljazeera.com/news/liveblog/2026/2/14/live-world-leaders-gather-in-munich-for-2nd-day-of-security-conference
- https://www.reuters.com/business/media-telecom/rubio-casts-us-child-europe-critical-friend-allies-2026-02-14/
- https://edition.cnn.com/us/live-news/trump-administration-rubio-munich-02-14-26
- https://www.reuters.com/world/china/chinas-top-diplomat-warns-against-knee-jerk-calls-decoupling-2026-02-14/
- https://securityconference.org/en/msc-2026/
- https://www.theguardian.com/us-news/2026/feb/13/democrats-munich-security-conference-urge-europe-stand-up-to-trump


