“สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางและราคาพลังงานที่ปรับตัวขึ้นสูง ทำให้บริษัทต้องติดตามราคาน้ำมันและต้นทุนโลจิสติกส์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากสินค้าส่วนใหญ่ของบริษัทเป็นสินค้านำเข้าเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม ต้นทุนค่าขนส่งคิดเป็นสัดส่วนเพียงประมาณ 1.5% ของต้นทุนรวม จึงทำให้ผลกระทบจากความผันผวนของราคาพลังงานยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้” แอนดี้ ชิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. โฮลดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าว
ปัจจุบัน โครงสร้างสินค้าของบริษัทกว่า 75% เป็นสินค้านำเข้าจากหลายประเทศ เช่น จีน, อินเดีย, อินโดนีเซีย, เวียดนาม และมาเลเซีย ขณะที่อีกประมาณ 25% เป็นสินค้าที่จัดหาจากผู้ผลิตในประเทศไทย โดยมีเครือข่ายซัพพลายเออร์ท้องถิ่นมากกว่า 300 ราย
ทั้งนี้ บริษัทสามารถควบคุมต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจาก MR.DIY ดำเนินธุรกิจในมากกว่า 14 ประเทศ และมีเครือข่ายร้านค้ารวมกว่า 6,000 สาขาทั่วโลก ทำให้มีอำนาจต่อรองกับซัพพลายเออร์ในระดับที่ต่ำกว่าการสั่งซื้อเฉพาะตลาดไทย
แต่ถ้าหากต้นทุนมีการปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย บริษัทจะเน้นการบริหารต้นทุนภายในเพื่อรักษาจุดยืนด้านความเป็นสินค้าราคาประหยัด ซึ่งเป็นจุดแข็งของแบรนด์ โดยจากผลการสำรวจในตลาดพบว่า ราคาสินค้าของ MR.DIY ในประเทศไทยต่ำกว่าคู่แข่งเฉลี่ยราว 27% แต่ความท้าทายสำคัญคือการรักษาอัตรากำไรขั้นต้นและกำไรสุทธิให้ได้ แม้ต้นทุนจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
แม้เศรษฐกิจไทยในช่วงที่ผ่านมาเผชิญทั้งภัยธรรมชาติและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ แต่ผลประกอบการของ MR.DIY ยังคงเติบโตต่อเนื่อง โดยในปี 2568 บริษัทมีรายได้ประมาณ 20,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24% จากปีก่อนหน้า และมีกำไรสุทธิ 2,600 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 48% ปัจจัยหลักมาจากการขยายสาขาเพิ่ม 200 แห่งภายในปีเดียว และถือเป็นครั้งแรกที่บริษัทสามารถขยายสาขาครอบคลุมครบทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศไทยได้สำเร็จ
การขยายตัวดังกล่าวทำให้บริษัทสามารถให้บริการลูกค้าได้มากกว่า 120 ล้านครั้ง เพิ่มขึ้นจาก 99.5 ล้านครั้งในปีก่อนหน้า ซึ่งสูงกว่าจำนวนประชากรไทยเกือบ 2 เท่า นอกจากนี้ บริษัทยังได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยถือเป็นการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ที่ใหญ่ที่สุดของไทยในรอบ 3 ปี ด้วยมูลค่าตามราคาตลาดกว่า 5.6 พันล้านดอลลาร์ในช่วงเปิดตัว
สำหรับปี 2569 บริษัทเตรียมงบลงทุนราว 4,000 ล้านบาท เพื่อใช้ในการเปิดสาขาใหม่เพิ่มอีก 210 สาขา ส่งผลให้จำนวนสาขารวมเพิ่มเป็นมากกว่า 1,300 สาขา โดยประมาณ 90% ของสาขาใหม่จะเป็นรูปแบบสแตนด์อะโลน เพื่อเพิ่มการเข้าถึงลูกค้าในพื้นที่ต่างจังหวัด พร้อมพัฒนาศูนย์กระจายสินค้าอัตโนมัติขนาดใหญ่บนถนนบางนา–ตราด บนพื้นที่ประมาณ 160 ไร่ ซึ่งเมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จจะสามารถรองรับการขยายสาขาในไทยได้สูงสุดถึง 3,000 สาขา
แอนดี้ ชิน กล่าวทิ้งท้ายว่า แม้สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจจะเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แต่บริษัทยังคงเชื่อมั่นในศักยภาพของตลาดไทย เนื่องจากอัตราการเข้าถึงร้านค้าต่อจำนวนประชากรยังอยู่ในระดับต่ำ โดยปัจจุบันร้าน MR.DIY หนึ่งสาขาให้บริการประชากรเฉลี่ยประมาณ 6.2 หมื่นคนต่อสาขา ซึ่งยังถือว่าสูงกว่าตลาดเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย และคาดว่าการดำเนินธุรกิจในปีนี้จะยังคงเติบโตได้ไม่ต่ำกว่าระดับสองหลักอย่างแน่นอน

