ที่ประชุมตัวแทนพรรคการเมืองมีมติเอกฉันท์ให้ สส. เป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการซื้ออาหารรับประทานเอง โดยจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในช่วงหลังเทศกาลสงกรานต์เป็นต้นไป
ภายหลังสัญญาการจัดซื้อจัดจ้างผู้รับเหมาจัดเลี้ยงอาหารรายเดิมสิ้นสุดลงตั้งแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2568 จากเหตุยุบสภา ส่งผลให้งบประมาณค่าอาหารกลางวันในวันประชุมสภาตามกฎหมายงบประมาณประจำปี 2569 ที่ยังคงเหลืออยู่ สามารถนำไปปรับใช้ในกิจการอื่นของสภาตามภารกิจที่เกี่ยวข้องได้ต่อไป
การหารือเรื่องการจัดสวัสดิการอาหารให้แก่ สส. จัดขึ้นเมื่อเวลา 13.30 น. วันนี้ (30 มีนาคม) โดยมี โสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุม พร้อมด้วยตัวแทนจากหลากหลายพรรคการเมืองเข้าร่วม ได้แก่ เลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่สอง วิสุทธิ์ ไชยรุณ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย, ศรัณย์ ทิมสุวรรณ สส. เลย พรรคเพื่อไทย
กรวีร์ ปริศนานันทกุล สส. อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย, พริษฐ์ วัชรสินธุ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน, สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์, นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส. แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคไทยภักดี และ ราเชน ตระกูลเวียง สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคทางเลือกใหม่
ก่อนเริ่มการประชุม โสภณได้กล่าวกับ สส. ทุกคน โดยเน้นย้ำถึงความเข้าอกเข้าใจและความสามัคคี เพื่อให้การทำงานในสภามีความราบรื่น มีประสิทธิภาพ และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน
ภายหลังการประชุมผ่านไปประมาณ 1 ชั่วโมง นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า “การหารือระหว่างประธานสภาและตัวแทนพรรคการเมือง สรุปให้ สส.ซื้ออาหารทานเอง เริ่มต้นได้หลังสงกรานต์”
ต่อมา ในเวลา 15.10 น. โสภณได้ให้สัมภาษณ์ยืนยันมติเอกฉันท์ดังกล่าว โดยอธิบายเพิ่มเติมว่าฝ่ายเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรจะยังคงทำหน้าที่จัดเตรียมอาหารเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่สมาชิกที่ห้องอาหารเดิม แต่สมาชิกจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายเอง
นอกเหนือจากประเด็นสวัสดิการอาหาร ที่ประชุมยังได้หารือข้อราชการสำคัญอีกสองประเด็น ประเด็นแรกคือเรื่องจำนวนผู้ช่วย สส. ซึ่งอยู่ภายใต้ระเบียบของคณะกรรมการสภา โดยที่ประชุมมีมติให้นำเรื่องนี้ไปหารือกับคณะกรรมการสภาชุดใหม่
โสภณระบุว่าจะมีการเลือกคณะกรรมการสภาทั้งในส่วนของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาในวันที่ 23 เมษายนนี้ และจะนัดประชุมคณะกรรมการในวันที่ 28 เมษายนเพื่อหาข้อสรุปการดำเนินการต่อไป
รวมถึงเงินกองทุนผู้ที่เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา ซึ่งที่ประชุมมีความเห็นพ้องว่า หากมีการจัดตั้งคณะกรรมาธิการแล้ว จะมอบหมายให้คณะกรรมาธิการกิจการสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้รับผิดชอบพิจารณาในรายละเอียดต่อไป










