ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่หลายฝ่ายมุ่งจับตาไปที่ผลกระทบด้านพลังงานอย่างราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ แต่น้อยคนนักจะตระหนักว่าวิกฤตครั้งนี้อาจส่งผลสะเทือนอย่างรุนแรงต่อ ‘อุตสาหกรรม AI’ ซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีบทบาทสำคัญที่สุดในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก ณ ปัจจุบัน
เกษรี อายุตตะกะ, CFP SVP, Head of Investment Research, SCB CIO ธนาคารไทยพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ในรายการ Morning Wealth ปัญหาการขาดแคลนพลังงานที่เกิดจากสงครามถือเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่สำคัญของอุตสาหกรรมเทคโนโลยี เนื่องจากผู้ผลิตชิปประมวลผลสำหรับ AI ระดับโลกมากกว่า 90% กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจแถบเอเชีย เช่น ไต้หวัน (TSMC) และเกาหลีใต้ (Samsung, SK Hynix) ซึ่งประเทศเหล่านี้มีความจำเป็นต้องพึ่งพาการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากตะวันออกกลางเพื่อนำมาผลิตกระแสไฟฟ้าในระดับที่สูงมาก โดย 85% ของก๊าซที่ขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซมีจุดหมายปลายทางอยู่ที่ผู้ซื้อในเอเชีย
นอกจากก๊าซ LNG แล้ว ตะวันออกกลางยังเป็นแหล่งส่งออกวัตถุดิบตั้งต้นที่สำคัญในการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ ได้แก่
- ก๊าซฮีเลียม (ผลพลอยได้จากการแปรรูปก๊าซธรรมชาติ): เอเชียนำเข้าจากรัฐกาตาร์เป็นหลัก ซึ่งผลิตได้ถึงประมาณ 1 ใน 3 ของโลก
- กำมะถัน (ได้จากกระบวนการกลั่นน้ำมันและก๊าซ): ครึ่งหนึ่งของการขนส่งทางเรือทั่วโลกต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
- แร่โลหะอื่นๆ: เช่น แร่อะลูมิเนียม
หากช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดหรือได้รับผลกระทบ จะส่งผลให้ปริมาณก๊าซลดลงอย่างฉับพลัน ประเทศที่พึ่งพาก๊าซสูงอย่างไต้หวันซึ่งแทบจะผลิตก๊าซธรรมชาติเองไม่ได้เลย จะได้รับผลกระทบโดยตรง เมื่อพลังงานไม่พอ รัฐบาลอาจต้องใช้มาตรการจำกัดการจ่ายไฟให้เฉพาะกลุ่ม ทำให้ธุรกิจที่ใช้พลังงานสูงอย่าง Data Center และโรงงานผลิตชิปต้องลดกำลังการผลิตหรือหยุดชะงัก จนลุกลามเป็นวิกฤตขาดแคลนชิป AI ทั่วโลกได้
ผลกระทบลามถึงสหรัฐฯ แม้เป็นผู้ส่งออกก๊าซรายใหญ่
แม้สหรัฐอเมริกาจะไม่ขาดแคลนก๊าซ LNG และเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ แต่กลุ่มผู้ให้บริการ Cloud รายใหญ่ (Hyperscalers) ของสหรัฐฯ ที่มีแผนลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI สูงเกือบ 700,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปีนี้ ซึ่งต้องใช้ไฟฟ้ามหาศาล ก็หนีไม่พ้นผลกระทบเช่นกัน
เพราะหากยุโรปและเอเชียขาดแคลนก๊าซและยอมจ่ายในราคาที่สูงขึ้น สหรัฐฯ ก็จะมีแรงจูงใจในการส่งออกมากขึ้น ส่งผลให้ราคาพลังงานภายในสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นตามกลไกตลาดโลก ท้ายที่สุด ต้นทุนค่าไฟ (OPEX) ของ Data Center ในอเมริกาจะพุ่งสูงขึ้น ซึ่งจะไปกดดันอัตรากำไรและความคุ้มค่าของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI
SCB CIO ประเมินฉากทัศน์ (Scenario Analysis) หุ้นกลุ่มเทคฯ คุณเกษรีได้ประเมินผลกระทบต่อตลาดหุ้นไว้ 2 ฉากทัศน์ ดังนี้
- กรณีฐาน (Base Case): โอกาสเกิดสูง ความขัดแย้งไม่ลุกลามจนถึงขั้นปิดช่องแคบฮอร์มุซถาวร ราคาพลังงานปรับขึ้นเพียงชั่วคราวและบริหารจัดการได้
- สหรัฐอเมริกา: ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ยังสามารถเดินหน้าลดดอกเบี้ยได้ แม้ผู้ให้บริการ Cloud จะมีต้นทุนดำเนินการสูงขึ้นแต่ยังควบคุมได้ และจะยังคงเดินหน้าลงทุนด้าน AI ต่อไป
- เอเชีย (ไต้หวัน, เกาหลีใต้): อาจเผชิญปัญหาขนส่งล่าช้าบ้าง แต่ด้วยอุปสงค์ (Demand) ของชิปที่ยังคงแข็งแกร่ง และปัจจัยพื้นฐานที่โดดเด่น รวมถึง Valuation ที่ยังเทรดในราคาที่มีส่วนลด (Discount) เมื่อเทียบกับตลาดพัฒนาแล้ว ทำให้ตลาดหุ้นยังไปต่อได้ นอกจากนี้ เกาหลีใต้ยังมีมาตรการรับมือเชิงรุก ทั้งการตั้งกองทุนพยุงหุ้น 100 ล้านล้านวอน, มาตรการลดหย่อนภาษี 100% สำหรับรายย่อย, และมีพลังงานสำรองใช้นานถึง 200 วัน
- กรณีเลวร้ายที่สุด (Worst Case): โอกาสเกิดน้อย หากมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซยาวนานเกิน 1 เดือน จะทำให้เกิดปัญหาเงินเฟ้อฝังลึก ตลาดประเมินว่าโอกาสที่ Fed จะต้องกลับมาขึ้นดอกเบี้ยอาจพุ่งสูงถึง 40%
- สหรัฐอเมริกา: หุ้นสหรัฐฯ ที่มี Valuation ตึงตัวจะถูกเทขายอย่างหนักเพื่อลดความเสี่ยง และกลุ่ม Hyperscalers จะชะลอการลงทุนลง
- เอเชีย: โรงงานผลิตชิปอาจถูกตัดไฟจนต้องหยุดการผลิต ส่งผลกระทบรุนแรงต่อกำไรบริษัท นักลงทุนต่างชาติที่ถือครองสัดส่วนกว่า 35% ในตลาดอาจเทขายหุ้นทิ้ง (Capital Outflow)
คำแนะนำกลยุทธ์การลงทุนธีม AI (Actionable Advice) ภาพรวม SCB CIO ยังคงเชื่อมั่นในทิศทางการเติบโตเชิงโครงสร้างระยะยาวของเทคโนโลยี AI และเซมิคอนดักเตอร์ โดยหุ้นเทคฯ ฝั่งสหรัฐฯ มีความต้านทานต่อภาวะ Energy Shock ได้ดีกว่า ขณะที่ฝั่งเอเชีย Valuation ได้ปรับลดลงมาสะท้อนความเสี่ยงไปค่อนข้างมากแล้ว
- สำหรับผู้ที่มีหุ้นเทคฯ และเซมิคอนดักเตอร์อยู่แล้ว: แนะนำให้ ‘คงน้ำหนักการลงทุน’ (Hold) ยังไม่จำเป็นต้องขายออก เนื่องจากวิกฤตพลังงานครั้งนี้ประเมินว่ายังอยู่ในระดับ Base Case ที่จัดการได้
- สำหรับนักลงทุนที่รอเข้าซื้อ (Buy on Dip): แนะนำให้ ‘ติดตามระยะเวลาของสงคราม’ เป็นหลัก
- หากสงครามยุติได้ภายใน 6 สัปดาห์ (ช่วงเดือนเมษายน) ให้มองเป็นเพียงปัจจัยลบชั่วคราว และเป็นโอกาสในการ ‘ทยอยเข้าลงทุน’ เมื่อสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย
- แต่หากสงครามยืดเยื้อเกิน 8 สัปดาห์ (เลยไปถึงเดือนพฤษภาคม) ปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบและวิกฤตพลังงานจะกลายเป็นปัจจัยลบที่รุนแรงต่อห่วงโซ่อุปทาน AI ส่งผลให้ต้นทุนพุ่งและเกิดการปรับลด Valuation ของหุ้นชิป ดังนั้นจึงควร ‘รอจังหวะดัชนีย่อตัว’ แล้วค่อยประเมินสถานการณ์ก่อนเข้าลงทุน
ภาพ: macondofotografcisi , StudioProX / Shutterstock

