×

ค่ำคืนแห่ง 2 ยอดกองหน้า ‘เอ็มบัปเป้’ กับ ‘ฮาลันด์’

17.06.2026
  • LOADING...
ภาพตัดต่อ คีลิยัน เอ็มบัปเป้ และ เออร์ลิง ฮาแลนด์ กำลังฉลองประตูในฟุตบอลโลก

ชัยชนะของฝรั่งเศส เหนือ เซเนกัล 3-1 อาจจะไม่เหนือความคาดหมาย เช่นเดียวกับชัยชนะของ นอร์เวย์ ที่มีเหนือ อิรัก 4-1 ซึ่งใครหลายๆ คนคาดไว้ก่อนที่เกมทั้ง 2 คู่จะลงแข่งขัน

 

อย่างไรก็ตาม จุดร่วมอย่างหนึ่งของชัยชนะของทั้ง ฝรั่งเศส กับ นอร์เวย์ คือการที่กองหน้าของพวกเขายิงมากกว่า 1 ประตู และกองหน้าทั้ง 2 คนต่างเป็น 2 ยอดกองหน้าแห่งยุค

 

แน่นอนว่าเรากำลังพูดถึง คีลิยัน เอ็มบัปเป้ แห่งทีมชาติฝรั่งเศส กับ เออร์ลิง เบราต์ ฮาแลนด์ แห่งทีมชาตินอร์เวย์ ที่ทั้งคู่ยิงไป 2 ประตูเท่ากันในค่ำคืนที่ผ่านมา

 

เริ่มกัน คีลิยัน เอ็มบัปเป กับทีมชาติฝรั่งเศส โดยเกมนี้ เอ็มบัปเป้ สามารถทำประตูแรกของเกมได้สำเร็จในนาทีที่ 66 ประตูนี้มีความสำคัญอย่างมากเพราะเป็นประตูที่ 57 ของเขาในนามทีมชาติ ซึ่งเทียบเท่ากับสถิติสูงสุดของ โอลิวิเยร์ ชิรูด์

 

หลังจากนั้นขณะที่ทีมโดนบีบจากเซเนกัล เมื่อโดนทำประตูไล่มา 1-2 ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บจาก อิบราฮิม เอ็มบาย แต่ก็เป็นเอ็มบัปเป้ ที่มาแผลงฤทธิ์ยิงอีก 1 ประตู ช่วยให้ทัพตราไก่ปลดเปลื้องความกดดันทั้งหมด และเอาชนะไปได้ 3-1

 

ความพิเศษของประตูนี่ นอกจากจะเป็นประตูที่ 58 ทำให้เขายิงประตูมากที่สุดตลอดกาลให้ทีมชาติฝรั่งเศสแต่เพียงผู้เดียวแล้ว ยังทำให้เขายิงไปมากถึง 14 ประตู ในฟุตบอลโลก

 

เรื่องแปลกในเกมนี้ อยู่ที่ท่าดีใจของเขา ซึ่งไม่ใช่ท่าที่คุ้นเคยอย่างท่ากอดอกและสอดมือเข้าไปในรักแร้เหมือนกับที่เราเห็นทุกๆ แต่เป็นท่าทางที่ต่างออกไป เพราะเขาเลือกที่จะทำท่าเลียนแบบการเป่าฟลุตแทน

 

เบื้องหลังของท่าดีใจใหม่นี้มีที่มาจากการให้สัมภาษณ์กับ เจมส์ คอร์เดน พิธีกรชื่อดังชาวอังกฤษ โดยเอ็มบัปเป้เปิดเผยว่าในช่วงวัยเด็ก พ่อแม่เคยส่งให้เขาไปเรียนเป่าฟลุต คอร์เดนจึงได้นำฟลุตมาให้เขาเป่าในรายการ

 

หลังจากนั้น คอร์เดน ได้ขอร้องให้เอ็มบัปเป้ใช้ท่าเป่าฟลุตนี้เป็นท่าฉลองเมื่อทำประตูได้ ซึ่งเอ็มบัปเป้ก็รับปากและทำตามสัญญาหลังจากยิงประตูใส่เซเนกัลท่ามกลางความยินดีของแฟนบอลชาวฝรั่งเศส

 

นอกจากประเด็นเรื่องท่าดีใจแล้ว ข้อมูลสถิติหลังแมตช์จบ ยังระบุด้วยว่า เอ็มบัปเป้ทำประตูในศึกฟุตบอลโลกไปแล้วถึง 14 ประตูจากการลงสนาม 15 นัด ส่งผลให้เขาก้าวขึ้นเป็นผู้ทำประตูสูงสุดตลอดกาลของฟุตบอลโลกในอันดับที่ 3 ร่วม เทียบเท่ากับ แกร์ด มุลเลอร์

 

อันที่จริงแล้ว เอ็มบัปเป้ นับว่ามีสถิติยอดเยี่ยมในการเล่นฟุตบอลโลกด้วย โดยเมื่อรวมกับเกมเมื่อคืนที่ผ่านมา เอ็มบัปเป้ ลงเล่นไปแล้ว 15 นัดในฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย และทำได้ถึง 14 ประตู ทำให้ค่าเฉลี่ยการทำประตูต่อเกมสูงถึง 0.93 ลูกต่อแมตช์เลยทีเดียว

 

และจากการทำไปแล้ว 14 ประตู ทำให้เขามีสถิติตามหลังเพียงแค่ มิโรสลาฟ โคลเซ่ ยอดศูนย์หน้าทีมชาติเยอรมนี ที่ทำประตูในฟุตบอลโลกมากที่สุด 16 ประตู และ โรนัลโด้ นาซาริโอ หรือ R9 แห่งทีมชาติบราซิล ที่ทำไว้ 15 ประตู แค่ 2 คนเท่านั้น

 

ด้วยอัตราการทำประตูที่ยอดเยี่ยมนี้ ทำให้ เอ็มบัปเป มีโอกาสสูงมากที่จะทำลายสถิติของโคลเซ่ได้ในไม่ช้า เพราะยังเหลือโปรแกรมในรอบแบ่งกลุ่มอย่างน้อยอีกถึง 2 เกม ไม่รวมโปรแกรมรอบน็อกเอาต์หลังจากนั้น

 

ตัดภาพมาที่ เออร์ลิง เบราต์ ฮาลันด์ กองหน้าที่เข้ามาสู่ฟุตบอลโลกเป็นครั้งแรก หลังมีความสำเร็จในระดับสโมสรมาแล้วนับไม่ถ้วน

 

แม้จะเป็นฟุตบอลโลกครั้งแรก แต่คุณภาพการเล่นของเขาไม่ได้ลดลงไปเพราะความตื่นสนามหรือประหม่าใดๆ เพราะเกมนี้เขาแสดงให้เห็นว่าเป็นกองหน้าที่ครบเครื่องแค่ไหน

 

ประตูแรกเกิดขึ้นในนาทีที่ 29 จากสัญชาตญาณกองหน้าที่ยอดเยี่ยม แม้บางคนจะมองว่าเป็นประตูที่ง่าย แต่การเข้าชาร์จบอลให้ถูกที่และถูกเวลา อันที่จริงแล้วไม่ใช่เรื่องง่ายขนาดนั้น

 

ขณะที่ประตูที่ 2 ในช่วงท้ายครึ่งแรก เขาก็แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่น ไม่ยอมแพ้ และความเร็วที่เหนือชั้น แม้ส่วนหนึ่งจะมาจากความประมาทของแนวรับอิรักด้วยก็ตาม

 

แม้ฮาลันด์จะไม่มีสกอร์เพิ่มในครึ่งหลัง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า อีก 2 ประตูที่เกิดขึ้น เขาก็มีส่วนร่วมเช่นกัน ทั้งการดึงตัวประกบ ดึงความสนใจ และรวมไปถึงการโหม่งชงให้เพื่อนในลูกที่ 4 ซึ่งสุดท้ายกลายเป็นการกดดันให้ไอเมน ฮุสเซน ทำเข้าประตูตัวเอง

 

การมี ฮาลันด์ ในสนาม ทำให้นอร์เวย์ เอาชนะคู่แข่งได้ขาดลอยที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก ที่เข้ามาเล่นในครั้งนี้เป็นครั้งที่ 4

 

ขณะที่ตัวของฮาลันด์เอง การทำ 2 ประตู ก็ทำให้เขายิงให้ทีมชาติไปแล้วถึง 57 ประตู ซึ่งนับได้ว่าไม่น้อยหน้ากับ เอ็มบัปเป้ ที่ยิงไปแล้ว 58 ประตู

 

แต่ที่สุดยอด คือเขาเพิ่งลงสนามให้ทีมชาติไปเพียงแค่ 51 นัด ทำให้ค่าเฉลี่ยการทำประตูต่อแมตช์ของเขา สูงถึง 1.1 ประตูต่อเกมเลยทีเดียว

 

ตลอดฟุตบอลโลก 3 ครั้งที่ผ่านมาของนอร์เวย์ ลงเล่นทั้งหมดรวม 8 นัด ทัพไวกิ้งยิงประตูต่อแมตช์ได้มากที่สุดเพียงแค่ 2 ประตู และยิงรวมในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายทั้ง 3 ครั้ง เพียง 7 ประตูเท่านั้น

 

นั่นหมายความว่า ฮาลันด์ เพียงแค่คนเดียว ก็ทำประตูได้เทียบเท่ากับประตูสูงสุดต่อนัดของนอร์เวย์ในฟุตบอลโลกที่ผ่านมา และชัยชนะเกมเดียวในฟุตบอลโลก 2026 ด้วยสกอร์ 4-1 เหนืออิรัก ก็ทำให้ นอร์เวย์ ยิงไปเกินครึ่งหนึ่งของฟุตบอลโลก 3 ครั้งก่อนหน้ารวมกัน

 

นอกจากนี้การที่ ฮาลันด์ และ เอ็มบัปเป้ ยิงคนละ 2 ประตู ในเกมที่พวกเขาลงเล่นเมื่อคืนที่ผ่านมา ยังทำให้พวกเขาขึ้นไปมีลุ้นตำแหน่งดาวซัลโวในฟุตบอลโลกครั้งนี้ด้วย

 

โดยนักเตะที่ยิงไปแล้ว 2 ประตูในฟุตบอลโลกครั้งนี้ นอกจาก เอ็มบัปเป้ กับ ฮาลันด์ แล้ว ยังมี โฟลาริน บาโลกัน จากสหรัฐอเมริกา, ไค ฮาแวร์ตซ์ จากเยอรมนี, ยาซิน อายารี จากสวีเดน และ อีไลจาห์ จัสต์ จากนิวซีแลนด์

 

แม้จะมีนักเตะรวมแล้ว 6 คนที่ยิงไป 2 ประตูในตอนนี้ แต่เชื่อว่า ชื่อชั้นของ เอ็มบัปเป้ และ ฮาลันด์ ย่อมเป็นตัวเต็งในกลุ่มนี้ ที่มีลุ้นรางวัลดาวซัลโวในบั้นปลาย อย่างแน่นอน

 

ภาพ: ustin Setterfield, Shaun Botterill – FIFA / Getty Images

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories

Close Advertising