แม้ว่าทางการสหรัฐฯ จะตั้งข้อหาร้ายแรงแก่นิโคลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา ทั้งข้อหาค้ายาเสพติดและร่วมมือกับแก๊งค้ายาเสพติดที่สหรัฐฯ กำหนดให้เป็นกลุ่มก่อการร้าย แต่ในการต่อสู้คดีนัดแรกของเขาบนชั้นศาลในนครนิวยอร์กเมื่อวันจันทร์ (5 มกราคม) ฉายให้เห็นภาพคร่าวๆ ของแนวทาง หรือข้อต่อสู้จากฝั่งทนายของมาดูโร ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่า เขาอาจจะมีโอกาส ‘รอดพ้น’ จากคมเขี้ยวของกฎหมายสหรัฐฯ ด้วยสิ่งที่เรียกว่า ‘ความคุ้มกัน (Immunity)’ ในฐานะประมุขแห่งรัฐ
ความคุ้มกันนี้สำคัญอย่างไร และมีโอกาสมากแค่ไหนที่มาดูโร จะชนะคดีหรือรอดจากการถูกศาลสหรัฐฯ ตัดสินโทษ และจะเกิดอะไรขึ้นหากความคุ้มกันนี้ ‘ใช้ไม่ได้’
ความคุ้มกันประมุขแห่งรัฐคืออะไร?
- ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ ประธานาธิบดีหรือหัวหน้ารัฐบาลของประเทศหนึ่ง ไม่สามารถถูกฟ้องร้องหรือดำเนินคดีในศาลของประเทศอื่นได้
เนื่องจากมีเอกสิทธิ์และความคุ้มกันตามกฎหมาย เช่นเดียวกับนักการทูต
- ศัพท์ทางเทคนิคสำหรับกรณีผู้นำประเทศ เรียกว่า ความคุ้มกันส่วนบุคคล (Immunity Rationae Personae) หรือ ความคุ้มกันเฉพาะบุคคล ซึ่งครอบคลุมถึงรัฐมนตรีต่างประเทศและอาจรวมถึงรัฐมนตรีกลาโหมด้วย
- หลักการนี้เป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางสำหรับทุกประเทศรวมถึงสหรัฐฯ จนไม่มีการบัญญัติไว้ในสนธิสัญญาใดๆ ออกแบบมาเพื่อปกป้องผู้นำของประเทศต่าง ๆ จากการถูกขัดขวางในการปฏิบัติหน้าที่ และสามารถเดินทางไปปฏิบัติภารกิจยังต่างประเทศได้โดยไม่ต้องกลัวการถูกจับกุม โดยมีรากฐานมาจากแนวคิดที่ว่าทุกประเทศมีความเท่าเทียมกันในเวทีระหว่างประเทศ (ความเท่าเทียมกันในด้านอธิปไตย)
ข้อต่อสู้ของมาดูโรคืออะไร?
- มาดูโร วัย 63 ปี ยืนกรานปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาจากสหรัฐฯ และประกาศในระหว่างขึ้นศาลอย่างท้าทายว่า “เขาคือประธานาธิบดีของเวเนซุเอลา ที่ถูกลักพาตัวมา”
- แบร์รี พอลแล็ค ทนายความของเขา ส่งสัญญาณภาษากาย ให้เขาปิดปากและส่ายศีรษะระหว่างให้การต่อศาล และพยายามแก้ต่างว่า มาดูโรมีเอกสิทธิ์คุ้มกันในฐานะประมุขแห่งรัฐตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ
- ขณะที่อัยการสูงสุดของเวเนซุเอลาก็มีท่าทีในลักษณะเดียวกัน โดยยืนยันว่าสหรัฐฯ ขาดอำนาจศาล และมาดูโรยังคงได้รับความคุ้มครองในฐานะผู้นำประเทศ
- ดร.ภัทรพงษ์ แสงไกร อาจารย์ประจำศูนย์กฎหมายระหว่างประเทศ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ความเห็นต่อประเด็นนี้ โดยมั่นใจว่าทนายของมาดูโร จะยกข้อต่อสู้ว่า ศาลใช้อำนาจในคดีนี้ไม่ได้ เพราะว่ามาดูโรเป็นประธานาธิบดีหรือประมุขของอีกประเทศหนึ่ง และหากศาลสหรัฐฯ ใช้เขตอำนาจในการดำเนินคดี ก็เท่ากับว่ากำลังใช้อำนาจอธิปไตยของสหรัฐฯ เหนือเวเนซุเอลา
- “ตามหลักกฎหมายรัฐมันต้องเท่ากัน ซึ่งหลักการความคุ้มกันประมุขของรัฐ เป็นหลักการที่ทุกประเทศยอมรับ รวมทั้งสหรัฐฯ ด้วย และศาลในสหรัฐฯ เองก็เคยตัดสินไว้อย่างชัดเจน” เขากล่าว
- โดยหากศาลสหรัฐฯ ตัดสินว่ามาดูโร เป็นประมุขของรัฐและมีความคุ้มกัน ก็ต้องยกฟ้องในทันที ซึ่งเท่ากับว่า เป็นการตัดสินตามกฎหมายระหว่างประเทศอย่างตรงไปตรงมา และเป็นการส่งสัญญาณที่สำคัญไปยังฝ่ายบริหาร โดยเฉพาะประธานาธิบดีทรัมป์ ว่าการใช้อำนาจของประธานาธิบดีสหรัฐฯ นั้น ‘มีข้อจำกัด’ คือหลักกฎหมายระหว่างประเทศ
- “แม้กฎหมายภายในประเทศอาจจะทำได้ แต่ในมิติกฎหมายระหว่างประเทศนั้น ประธานาธิบดีสหรัฐฯ อาจจะใช้อำนาจตามอำเภอใจไม่ได้”
- ทั้งนี้ ประเด็นที่อาจทำให้การสู้คดีซับซ้อนมากขึ้น คือท่าทีของ เดลซี โรดริเกซ รองประธานาธิบดี ซึ่งรับตำแหน่งประธานาธิบดีรักษาการของเวเนซุเอลาหลังจากที่มาดูโรถูกจับ
- โดยก่อนหน้านี้ เธอเรียกร้องให้ปล่อยตัวมาดูโรอย่างเปิดเผย และประกาศว่าเขายังคงเป็นประธานาธิบดีหนึ่งเดียวของเวเนซุเอลา
- ซึ่งสิ่งที่อาจทำให้การสู้คดีพลิกผัน คือหากรัฐบาลเวเนซุเอลายื่นคำร้องต่อศาล และแจ้งว่าไม่ได้สละเอกสิทธิ์คุ้มกันของมาดูโร และเขายังคงเป็นประมุขแห่งรัฐอยู่
- สำหรับที่ผ่านมา ศาลสหรัฐฯ เคยยกฟ้องคดีแพ่งที่ฟ้องร้องประมุขแห่งรัฐที่ได้รับการรับรองจากกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ มาแล้วหลายคดี
- หนึ่งในนั้นรวมถึงคดีฟ้องร้องประธานาธิบดีเฟอร์ดินันด์ มาร์กอส แห่งฟิลิปปินส์ในปี 1975 และคดีฟ้องร้องต่อมกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน แห่งซาอุดีอาระเบีย ในปี 2022 ด้วยข้อหาฆาตกรรมจามาล คาช็อกกี นักข่าวและคอลัมนิสต์ชาวซาอุดีอาระเบียของ Washington Post ที่ลี้ภัยในสหรัฐฯ ซึ่งถูกสังหารภายในสถานกงสุลซาอุดีอาระเบีย ที่นครอิสตันบูล
ข้อต่อสู้ของสหรัฐฯ คืออะไร?
- สำหรับข้อต่อสู้ของทางการสหรัฐฯ ดร.ภัทรพงษ์ ชี้ว่ารัฐบาลสหรัฐฯ มีท่าทีชัดเจนมาตั้งแต่ช่วงหลังการเลือกตั้งทั่วไปของเวเนซุเอลาในปี 2018 ที่มาดูโร ถูกกล่าวหาว่าโกงการเลือกตั้งและนานาชาติรวมถึงสหรัฐฯ ไม่ยอมรับในผลการเลือกตั้ง ทำให้มาดูโร ไม่ได้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของเวเนซุเอลาอีกต่อไป
- “ดังนั้น อัยการสหรัฐฯ ก็คงจะสู้ว่ามาดูโรไม่ได้เป็นประธานาธิบดี เมื่อไม่ได้เป็นประธานาธิบดีจึงไม่ได้เป็นประมุขของรัฐ เมื่อไม่ได้เป็นประมุขของรัฐจึงไม่มีความคุ้มกัน”
- ทั้งนี้ ข้อต่อสู้อีกอย่างของอัยการสหรัฐฯ คือข้อกล่าวหาว่ามาดูโร ใช้อำนาจในตำแหน่งประธานาธิบดีในการทุจริตและสมรู้ร่วมคิดกับขบวนการค้ายาเสพติดที่สหรัฐฯ กำหนดให้เป็นองค์กรก่อการร้าย
- โดยประเด็นนี้อาจขึ้นอยู่กับว่า การกระทำที่ถูกกล่าวหาของมาดูโร เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการในฐานะประธานาธิบดีเวเนซุเอลาหรือไม่
- ตัวอย่างหนึ่งที่หยิบยกมาเทียบได้ คือกรณีของ นายพล มานูเอล โนริเอกา (Manuel Noriega) ผู้นำเผด็จการแห่งปานามาที่ถูกสหรัฐฯ ส่งกองทัพบุกจับกุมไปดำเนินคดีในสหรัฐฯ ด้วยข้อหาค้ายาเสพติดและฟอกเงิน
- กรณีของนายพลโนริเอกานั้น ความคุ้มกันในฐานะประมุขแห่งรัฐ แทบจะไม่ถูกนำมาพิจารณาในการดำเนินคดีอาญาโดยศาลสหรัฐฯ เลย
- อดีตผู้นำเผด็จการของปานามา เคยใช้กฎหมายนี้ต่อสู้กับข้อกล่าวหาแต่ไม่ประสบความสำเร็จ ซึ่งสิ่งที่เขาแตกต่างจากมาดูโร คือนายพลโนริเอกาไม่เคยดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีปานามาอย่างเป็นทางการ โดยปกครองประเทศในฐานะผู้นำทางทหารที่มีประธานาธิบดีเป็นหุ่นเชิด
- อย่างไรก็ตาม ดร.ภัทรพงษ์ ชี้ว่า กรณีของนายพลโนริเอกา นั้นแตกต่างจากมาดูโร เนื่องจากเขาไม่ได้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีปานามาอย่างเป็นทางการ โดยปกครองประเทศในฐานะผู้นำทางทหารที่มีประธานาธิบดีเป็นหุ่นเชิด
- “ตอนขึ้นศาล นายพลโนริเอกาก็ยอมรับว่า การใช้อำนาจของเขานั้นไม่ได้เหมือนกับทั่วไป และจากข้อเท็จจริงในคดีคือเขาไม่ได้เป็นประธานาธิบดี ศาลจึงไม่ได้ให้ความคุ้มกัน และตัดสินให้รับโทษ”
จะเป็นอย่างไรหากมาดูโร ไม่ได้เอกสิทธิ์คุ้มกัน?
- ดร.ภัทรพงษ์ ชี้ว่า หลายประเทศรวมถึงสหรัฐฯ ไม่ได้ให้การรับรองมาดูโร ในฐานะประธานาธิบดีที่ชนะการเลือกตั้งในปี 2018 แต่ก็มีหลายประเทศที่ให้การรับรองเช่น รัสเซีย จีน คิวบา อิหร่าน เกาหลีเหนือและเวียดนาม
- โดยสิ่งที่ต้องคำนึงคือกรณีที่หลักความคุ้มกันประมุขแห่งรัฐ ไม่สามารถใช้การได้ และทำให้มาดูโร ถูกดำเนินคดีและถูกจำคุก ผลที่ตามมาอาจจะทำให้เกิดความเสี่ยงต่อผู้นำสหรัฐฯ เอง
- “หลายๆ ประเทศค่อนข้างยึดถือหลักการข้อนี้อย่างเคร่งครัด เพราะว่าประมุขของตนเองก็ต้องเดินทางไปต่างประเทศเหมือนกัน ถ้าหากเริ่มไม่ปฏิบัติตามหลักกฎหมายข้อนี้อย่างเคร่งครัด ต่อไปเมื่อประมุขของตนเองเดินทางไปต่างประเทศ ก็อาจจะโดนเล่นงานในทำนองเดียวกัน ซึ่งเป็นความเสี่ยงอย่างหนึ่ง” เขากล่าว
- ซึ่งการไม่คำนึงถึงความคุ้มครองทางกฎหมายต่อประมุขหรือเจ้าหน้าที่ระดับสูงของประเทศอื่นๆ ยังเสี่ยงต่อการทำลายบรรทัดฐานในเรื่องนี้ที่นานาชาติรวมถึงสหรัฐฯ ให้การยอมรับด้วย
แฟ้มภาพ : REUTERS/Adam Gray
อ้างอิง :


