×

Lumentum ขานรับยุทธศาสตร์เซมิคอนดักเตอร์ ดันไทยสู่ Global Flagship Factory ยกระดับระบบนิเวศโฟโตนิกส์รับเทรนด์ AI

โดย THE STANDARD TEAM
13.10.2026
  • LOADING...
ไมเคิล เออริสตัน ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของลูเมนตั้ม ร่วมหารือกับเจ้าหน้าที่รัฐบาลไทย

ลูเมนตั้ม (Lumentum) บริษัทเทคโนโลยีโฟโตนิกส์ชั้นนำระดับโลก ประกาศเดินหน้าขยายการลงทุนในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง มุ่งยกระดับโรงงานในไทยให้เป็นโรงงานเรือธงระดับโลก (Global Flagship Factory) เพื่อรองรับความต้องการชิ้นส่วนโฟโตนิกส์สำหรับศูนย์ข้อมูล (Data Center) และการสื่อสารความเร็วสูงทั่วโลกที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด พร้อมเตรียมจัดตั้งศูนย์ออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ และศึกษาความเป็นไปได้ในการสร้างโรงงานผลิตเวเฟอร์ (Wafer Fab) ในไทย สอดรับกับยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ

 

ไมเคิล เออริสตัน ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของลูเมนตั้ม เปิดเผยระหว่างการเยือนประเทศไทยว่า ได้เข้าพบ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และ นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพื่อหารือแนวทางการยกระดับการลงทุน โดยขอบคุณรัฐบาลไทยที่กำหนดให้โฟโตนิกส์เป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายหลัก ภายใต้วิสัยทัศน์ “Build in Thailand” และ “Engineer in Thailand” บริษัทมีแผนจัดตั้งศูนย์ออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ห้องวิจัย ศูนย์สร้างต้นแบบ พร้อมจ้างวิศวกรและนักวิจัยเพิ่ม รวมถึงศึกษาความเป็นไปได้ในการตั้งโรงงานผลิตเวเฟอร์ในไทย เนื่องจากไทยมีจุดยุทธศาสตร์ที่เหมาะสมต่อการเป็นฐานการผลิตของบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำด้าน AI

 

การขยายตัวอย่างรวดเร็วของศูนย์ข้อมูล AI ส่งผลให้ยอดขายของบริษัทในปีงบประมาณที่ผ่านมาเติบโตเกือบเท่าตัว โดยความต้องการเทคโนโลยีการส่งผ่านข้อมูลด้วยความเร็วแสงพุ่งสูงจนกำลังการผลิตปัจจุบันตามหลังความต้องการอยู่ถึง 25-35% และสูงถึง 75% ในบางผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะการผลิตเวเฟอร์ชิปเลเซอร์ที่เป็นคอขวดสำคัญ ซึ่งปัจจุบันลูเมนตั้มมีโรงงานผลิตเวเฟอร์หลัก 4 แห่ง และกำลังก่อสร้างแห่งที่ 5 ในสหรัฐอเมริกา ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าอุตสาหกรรมโฟโตนิกส์จะเติบโตต่อเนื่องจากการเปลี่ยนผ่านของศูนย์ข้อมูลที่หันมาใช้การเชื่อมต่อด้วยแสงแทนสายทองแดง รวมถึงการขยายตัวของศูนย์ข้อมูล AI ขนาดเล็กแบบโมดูล

 

เพื่อรองรับการเติบโตดังกล่าว ลูเมนตั้มได้เพิ่มกำลังการผลิตในไทยกว่า 4 เท่า โดยโรงงานแห่งใหม่ขนาด 3 ชั้นได้เดินเครื่องเต็มกำลังแล้ว นอกจากนี้ยังเดินหน้าสร้างระบบนิเวศพันธมิตรอย่างต่อเนื่อง เช่น Fabrinet ผู้รับจ้างผลิตรายสำคัญ ที่ตัดสินใจตั้งโรงงานใหม่ในนิคมอุตสาหกรรมนวนคร ซึ่งห่างจากโรงงานของลูเมนตั้มไม่ถึง 3 กิโลเมตร พร้อมดึงบริษัทในไทยกว่า 50 รายเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งคาดว่าการขยายตัวของลูเมนตั้มเพียงรายเดียวจะช่วยกระตุ้นให้เกิดการจ้างงานในพื้นที่ราว 30,000 ตำแหน่ง

 

ในโอกาสเดียวกัน ลูเมนตั้มยังได้ร่วมกับ Fabrinet จัดงาน Builders Summit เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองการสนับสนุนลูกค้าในอุตสาหกรรมออปติก โดย ซีมัส เกรดี ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Fabrinet ระบุว่าความสัมพันธ์ที่ยาวนานกว่า 20 ปีกับลูเมนตั้มได้ถูกยกระดับขึ้นสู่พันธมิตรเชิงกลยุทธ์ เพื่อส่งมอบคุณภาพและนวัตกรรมร่วมกัน

 

ด้านการพัฒนาบุคลากร ลูเมนตั้มได้ร่วมมือกับคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดโครงการ Upskill/Reskill ด้านโฟโตนิกส์ผ่านแพลตฟอร์ม Chula MOOC พร้อมร่วมมือกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พัฒนาหลักสูตรระดับปริญญาด้านโฟโตนิกส์และเลเซอร์ รวมถึงร่วมกับศูนย์พัฒนากำลังคนด้านเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ จัดตั้ง Lumentum Photonics Lab ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร เพื่อสร้างรากฐานกำลังคน นอกจากนี้ยังเปิดบรรยายสร้างแรงบันดาลใจให้นิสิตและนักเรียนระดับมัธยมปลายชั้นนำกว่า 300 คน

 

การขยายฐานทัพของลูเมนตั้มในครั้งนี้ จะเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยวางรากฐานให้ไทยสามารถยกระดับห่วงโซ่อุตสาหกรรมทั้งระบบ สร้างงานและทักษะใหม่ระดับสูง และผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นผู้ส่งออกอุปกรณ์โฟโตนิกส์และการสื่อสารขั้นสูงรายสำคัญของโลกในยุคเศรษฐกิจมูลค่าเพิ่มสูง

 

 

ไมเคิล เออริสตัน ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของลูเมนตั้ม ร่วมหารือกับเจ้าหน้าที่รัฐบาลไทย 1ไมเคิล เออริสตัน ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของลูเมนตั้ม ร่วมหารือกับเจ้าหน้าที่รัฐบาลไทย 2ไมเคิล เออริสตัน ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของลูเมนตั้ม ร่วมหารือกับเจ้าหน้าที่รัฐบาลไทย 3ไมเคิล เออริสตัน ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของลูเมนตั้ม ร่วมหารือกับเจ้าหน้าที่รัฐบาลไทย 4ไมเคิล เออริสตัน ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของลูเมนตั้ม ร่วมหารือกับเจ้าหน้าที่รัฐบาลไทย 5

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising