×

Love, Simon หนังโรแมนติกคอเมดี้แบบฟีลกู๊ดที่โลกเราจะสวยงามหากยอมรับในกันและกัน

22.05.2018

HIGHLIGHTS

4 Mins. Read
  • Love, Simon ดัดแปลงมาจากหนังสือขายดีเรื่อง Simon vs. the Homo Sapiens Agenda เล่าถึงไซมอน เด็กหนุ่มมัธยมปลายวัย 17 ปี เติบโตมาในครอบครัวที่เพอร์เฟกต์ เปลือกนอกเขาอาจดูมีชีวิตที่สมบูรณ์แบบ แต่ในความเป็นจริง ไซมอนรู้ว่าตัวเองเป็นเกย์และกำลังประสบปัญหาที่จะ Come Out
  • เสน่ห์ของ Love, Simon อยู่ที่ผู้กำกับ เกร็ก เบอร์ลานติ ได้สร้างภาพยนตร์โรแมนติกคอเมดี้ตามหลักสูตร ‘เบสิก’ ที่ย่อยง่ายและเราคุ้นเคยกันมาโดยตลอด แค่สิ่งเดียวที่แตกต่างคือพระเอกกำลังรักกับผู้ชายอีกคน
  • ทำไม Love, Simon กับบริบทหลักของเรื่องเกี่ยวกับการ Come Out ถึงเวิร์ก ก็ต้องบอกว่าภาพยนตร์ออกมาในช่วงถูกที่ถูกเวลา เพราะถ้าเรื่องนี้ถูกสร้างเมื่อ 20 ปีก่อนก็ลืมไปได้เลยว่าคนจะยอมรับง่ายๆ และฮอลลีวูดก็อาจพยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้เป็นหนังกระแสหลัก
  • เพลงประกอบภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ถือว่ายอดเยี่ยมเพราะได้ แจ็ก แอนโตนอฟฟ์แห่งวง Bleachers มาดูแลทั้งหมด

 

 

*บทความนี้มีการเปิดเผยเรื่องราวภาพยนตร์

 

ถ้ามีคนถามว่า “ภาพยนตร์โรแมนติกคอเมดี้แบบเมนสตรีมเรื่องแรกที่ค่าย 20th Century Fox ลงทุนสร้างเองจะออกมาในรูปแบบไหน” เราก็อาจนึกถึงภาพยนตร์ที่พระเอกในไฮสคูลมีบทพูด “Hey Sis I Love Ya!” “Yassss gurl” อยู่ตลอดเวลา หรือตัวละครอาจจะเปิดตัวด้วยการเดินแบบในฮอลล์โรงเรียนกับเพลง My! My! My! ของ ทรอย ซีวาน เพราะวงการฮอลลีวูดรักในการ Stereotype บทเกย์มาเสมอ

 

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับภาพยนตร์เรื่อง ‘Love, Simon’ คือประโยคเปิดที่สุดแสนจะเบสิกที่ว่า “I’m just like you” หรือที่แปลว่า ‘ผมก็เหมือนคุณ’ และในช่วงเวลา 110 นาทีของหนัง เราได้สัมผัสความอบอุ่นและความรู้สึกที่ว่าหากโลกจะเป็นแบบนั้นได้จริง คงจะวิเศษมากทีเดียว

 

Love, Simon ดัดแปลงมาจากหนังสือขายดีเรื่อง Simon vs. the Homo Sapiens Agenda ของนักเขียน เบ็กกี้ อัลเบอร์ทัลลิ เล่าถึง ไซมอน สไปเออร์ (แสดงโดย นิค โรบินสัน) เด็กหนุ่มมัธยมปลายวัย 17 ปี เขาเติบโตมาในครอบครัวที่เพอร์เฟกต์และเปลือกนอกดูมีชีวิตที่สมบูรณ์แบบ แต่ในความเป็นจริงแล้วไซมอนรู้ว่าตัวเองเป็นเกย์และกำลังประสบปัญหาที่จะ Come Out หรือเปิดเผยสถานะตัวเอง

 

จนวันหนึ่งมีแอ็กเคานต์นามแฝงที่ใช้ชื่อว่า ‘Blue’ ประกาศว่าตัวเองเป็นเกย์บนเว็บไซต์กอสซิปของโรงเรียนชื่อ Creek Secrets ไซมอนก็รีบสร้างอีเมลใหม่ พร้อมใช้ชื่อนามแฝงว่า ‘Jacques’ และทั้งคู่ก็มีการคุยกันผ่านอีเมลจนตกหลุมรักกันและกัน แต่ปัญหาก็เกิดขึ้นหลังจาก มาร์ติน (แสดงโดย โลแกน มิลเลอร์) หนุ่มจากดราม่าคลับดันไปใช้คอมพิวเตอร์ในห้องสมุดต่อจากไซมอน โดยที่เขายังไม่ได้ล็อกเอาต์จากแอ็กเคานต์ ‘Jacques’ และพอได้อ่านข้อความทั้งหมดมาร์ตินก็ขู่จะแบล็กเมลหากไซมอนไม่ช่วยเขาไปออกเดตกับแอ็บบี้ (แสดงโดย อเล็กซานดร้า ชิปป์) เพื่อนสนิทของไซมอน

 

 

เสน่ห์ของ Love, Simon อยู่ที่ผู้กำกับ เกร็ก เบอร์ลานติ ได้สร้างภาพยนตร์โรแมนติกคอเมดี้ตามหลักสูตร ‘เบสิก’ ของหมวดนี้ที่ย่อยง่ายและเราคุ้นเคยกันมาโดยตลอด (กลับไปดูภาพยนตร์เก่าๆ ของ จูเลีย โรเบิร์ตส์ ได้) แต่สิ่งเดียวที่แตกต่างคือพระเอกที่ใส่กางเกงยีนส์ เสื้อฮู้ด กระเป๋าเป้ และกำลังมีความรักกับผู้ชายอีกคน เกร็กไม่ได้พยายามจะมาสร้างหนังหมวด LGBTQ+ ที่ต้องละมุนละไม เรียกเสียงฮือฮา หรือมีชั้นเชิงในเนื้อหาที่จะขับเคลื่อนสังคม เพราะหนังเรื่องนี้ไม่ได้ต้องการเป็น Call Me By Your Name, Moonlight หรือ Brokeback Mountain เวอร์ชันเด็กไฮสคูลอเมริกัน

 

หนังเรื่องนี้ทำให้เห็นว่าการเป็นเกย์คือสิ่งที่ปกติ มาพร้อมความหวังที่สวยงาม และโลกไม่ได้พังทลายหากคุณดันไม่ชอบเพศตรงข้าม ซึ่งเกร็กทำได้ดีเสมอมากับผลงานก่อนๆ ของเขา ไม่ว่าจะเป็นซีรีส์ Dawson’s Creek และ Riverdale ที่เขาเป็นหนึ่งในโปรดิวเซอร์ หรือภาพยนตร์เรื่องแรกในชีวิตที่เขากำกับ The Broken Hearts Club: A Romantic Comedy (เกี่ยวกับความรักของเพื่อนกลุ่มเกย์ในทีมซอฟต์บอลที่ต้องเผชิญกับปัญหาการถูกยอมรับจากสังคมและสู้เพื่อสิทธิตัวเองมาเสมอ) แต่พลังของ Love, Simon กลับอยู่ที่การเป็นจุดเริ่มต้นของหนังค่ายใหญ่ที่คน LGBTQ+ สามารถเป็นพระเอกได้ ไม่ใช่ปรากฏตัวในบทเพื่อนรักนางเอกหรือตัวตลกโปกฮาเพียงอย่างเดียว

 

 

ถามว่าทำไม Love, Simon กับบริบทหลักของเรื่องเกี่ยวกับการ Come Out ถึงเวิร์ก ก็ต้องบอกว่าภาพยนตร์ออกมาในช่วงถูกที่ถูกเวลา เพราะถ้าเรื่องนี้ถูกสร้างเมื่อ 20 ปีก่อนก็ลืมไปได้เลยว่าคนจะยอมรับง่ายๆ และฮอลลีวูดอาจพยายามหลีกเลี่ยงการสร้างให้เป็นหนังกระแสหลัก แต่เพราะหกเจ็ดปีที่ผ่านมากับโลกออนไลน์และความก้าวหน้าของสังคม เราเริ่มเห็นตัวอย่างของบุคคลที่เป็นเกย์และประสบความสำเร็จ เช่นบล็อกเกอร์  ไทเลอร์ โอกลีย์ (Tyler Oakley) และ คอนเนอร์ ฟรนตา (Connor Franta) นักร้อง แซม สมิธ (Sam Smith) หรือแม้แต่คลิกเข้าไปในยูทูบก็มีวิดีโอมากมายที่คนมาเล่าถึงประสบการณ์ตัวเองเช่นกระแสแคมเปญ ‘It Gets Better’

 

Love, Simon อาจเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่กระตุ้นให้คนกล้า Come Out และไม่ต้องรู้สึกเกรงกลัว แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น Love, Simon ไม่ได้พยายามจะบี้ประเด็นนี้จนเกินไป และสร้างอารมณ์ว่าทุกคนต้อง Come Out โดยมีฉากสำคัญที่ไซมอนพูดกับมาร์ตินตอนโดนเปิดโปงให้ทั้งโรงเรียนรู้ว่าเขาเป็นเกย์ว่า “คนเราควรมีสิทธิ์เลือกที่จะเปิดเผยตัวเองเมื่อพร้อม” นี่เป็นประโยคที่ดีและทำให้เห็นว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ได้พยายามจะวาดฝันคอนเซปต์โลกสวยเพอร์เฟกต์อยู่ตลอดเวลา ทั้งยังเปิดพื้นที่สำหรับความแตกต่างทางสังคมและวัฒนธรรมในประเทศต่างๆ

 

 

แต่ถ้าต้องเลือกสองฉากที่กินใจและจะเป็นสิ่งที่ตอกย้ำว่าทำไม Love, Simon จะปรับเปลี่ยนทัศนคติของคนได้ ก็ต้องยกให้ตอนไซมอนเข้าไปคุยกับแม่ เอมิลี สไปเออร์ (แสดงโดยเจนนิเฟอร์ การ์เนอร์) และเธอได้บอกกับลูกชายตัวเองว่า “ถึงเวลาที่ลูกจะหายใจได้ทั่วท้องและเป็นตัวของตัวเองมากที่สุด…ลูกสมควรที่จะได้ทุกอย่างในชีวิตตามที่ตัวเองตั้งเป้าไว้”

 

ส่วนฉากที่ไซมอนเข้าไปพูดกับคุณพ่อตัวเอง แจ็ค สไปเออร์ (แสดงโดย จอช เดอเมล) เราก็ได้เห็นพ่อที่สูงกว่าหกฟุต หุ่นดี และคงอยากให้ลูกตัวเองติดทีมบาสเกตบอล มาในเวอร์ชันที่เปราะบางและเสียใจที่ปล่อยให้ลูกตัวเองต้องทุกข์ใจกับการปิดบังว่าเป็นเกย์ ฉากนี้ทำให้เรานึกถึง Mr. Perlman พ่อของเอลิโอใน Call Me By Your Name ซึ่งเรารู้สึกดีใจที่ไม่ใช่แค่เด็ก LGBTQ+ จะได้เห็นตัวละครพ่อในรูปแบบนี้ แต่สำหรับคนที่เป็นพ่อเอง เราก็หวังว่าฉากนี้จะช่วยทำให้ได้ไตร่ตรองการดูแลเอาใจใส่ลูกของตัวเองไม่ว่าจะเป็นเพศอะไร รวมทั้งเปิดใจยอมรักถ้าหากลูกตัวเองเลือกที่จะรักใครหรือใช้ชีวิตอย่างไร

 

 

ด้านเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ถือว่ายอดเยี่ยมและหลายคนอาจต้องไปตามฟังเพลย์ลิสต์ เพราะได้ แจ็ก แอนโตนอฟฟ์ แห่งวง Bleachers มาดูแลทั้งหมด และหากใครเป็นแฟนอัลบั้ม Melodrama ของ ลอร์ด หรือ Reputation ของ เทย์เลอร์ สวิฟต์ ที่แจ็กเป็นโปรดิวเซอร์หลักของทั้งคู่ ก็จะชอบเพลงประกอบภาพยนตร์ Love, Simon เพราะจะมีพวกเสียงสังเคราะห์ Synthesizer ยุคป๊อป 80s เล่นอยู่ในแบ็กกราวด์หลายฉาก หรือในเพลง Strawberries & Cigarettes ของ ทรอย ซีวาน ที่แต่งขึ้นมาใหม่สำหรับเรื่องนี้

 

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ยังมีแนวเพลงอื่นๆ มาแซมด้วยเพื่อเพิ่มมิติ เช่นเพลงอาร์แอนด์บีที่กำลังดังอย่าง Love Lies ของ คาลิด และ Normani เพลงสไตล์ฟังก์ Love Me ของวง The 1975 ส่วนเพลงฮิตคลาสสิกของ วิตนีย์ ฮุสตัน อย่าง I Wanna Dance With Somebody (Who Loves Me) ก็ใช้ในฉากหนึ่งที่จะทำให้คนยิ้มและหัวเราะอย่างแน่นอน

 

พอมีหนังอย่าง Love, Simon ออกมา ทั้งยังประสบความสำเร็จด้านคำวิจารณ์ รายได้ที่บอกซ์ออฟฟิศ และกระแสชื่นชมต่างๆ นี่อาจเป็นนิมิตหมายที่ดีว่าค่ายฮอลลีวูดพร้อมที่จะลงทุนกับหนัง LGBTQ+ ในสายเมนสตรีมมากขึ้น แทนที่จะแค่ซื้อลิขสิทธิ์มาฉายและกวาดรางวัล ซึ่งแน่นอนเราอาจจะยังไม่ถึงขั้นที่ ไรอัน เรย์โนลด์ส จะไปแสดงในหนังโรแมนติกคอเมดี้ที่เป็นทนายอยู่ย่าน Wall Street ในนิวยอร์กใส่สูท Tom Ford ทุกวัน และดันไปตกหลุมรักกับอาร์ทิสต์จากบรู๊คลิน แสดงโดย ไรอัน กอสลิง พร้อมมีฉากจูบกลางสายฝนตอนช่วงท้ายเรื่อง แต่อย่างน้อย Love, Simon ก็ทำให้เห็นว่าเรากำลังเดินหน้าไปในทางที่ถูก ในทางที่เราไม่นึกว่าจะมีโอกาสได้เห็น และในอนาคต คงเป็นเรื่องที่ไม่แปลกอะไร ถ้าเราจะเห็นโปสเตอร์หนังที่มีผู้ชายสองคน ผู้หญิงสองคน หรือจะคนรูปแบบไหนก็ตามแต่ เพราะสุดท้ายเราก็เป็นมนุษย์เหมือนกันหมดนั่นล่ะ

 

 


READ MORE





Latest Stories