ยังไม่เพิ่มค่าธรรมเนียมและไม่ปรับขึ้นค่า GP จากร้านค้า ‘ยอด ชินสุภัคกุล’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LINE MAN Wongnai ย้ำ หลังราคาต้นทุนพลังงานปรับขึ้นสูง กระทบโครงสร้างต้นทุนขนส่งที่เป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจเดลิเวอรี
พร้อมฉายภาพว่า นับตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ราคาน้ำมันได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นไป 3 รอบ รวมประมาณ 9 บาทต่อลิตร และหากปรับเพิ่มขึ้นอีก 9-10 บาท หรือแตะระดับ 50-60 บาทต่อลิตร จะเริ่มส่งผลกระทบให้ทั้งธุรกิจและผู้บริโภคอย่างรุนแรง และอีกหนึ่งสิ่งที่ตามมาคือ ยอดการสั่งซื้อก็จะมีแนวโน้มชะลอตัวลงตามกำลังซื้อผู้บริโภค
“ตอนนี้ต้องพยายามประคับประคองและบริหารต้นทุน เพื่อช่วยผู้บริโภคและร้านค้าให้มากที่สุด และยังไม่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่ม และไม่มีการปรับขึ้นค่า GP จากร้านค้า เพราะตอนนี้ยังรับมือและบริหารจัดการต้นทุนได้ แต่ถ้าหากสถานการณ์ราคาน้ำมันยังคงปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง อาจถึงจุดที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องมีการเรียกเก็บค่าขนส่งเพิ่มเติม จากนั้นก็จะส่งผลให้ราคาอาหารปรับตัวสูงขึ้น และเสี่ยงต่อการเกิดแรงกดดันเงินเฟ้อในระยะถัดไป”
ส่วนในฝั่งไรเดอร์ แม้ต้นทุนพลังงานจะสูงขึ้น แต่จำนวนไรเดอร์ในระบบยังไม่ลดลง เนื่องจากทุกคนต้องหารายได้ อย่างไรก็ตาม บริษัทมองว่าไรเดอร์เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาได้จึงเร่งออกมาตรการช่วยเหลือผ่านการเพิ่มโบนัสและอินเซนทิฟ เช่น การปรับเพิ่มอินเซนทิฟสูงสุดถึง 15% เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าน้ำมันที่เพิ่มขึ้น
ซีอีโอ LINE MAN Wongnai กล่าวต่อว่า ปัจจุบันบริษัทเตรียมแผนรองรับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดเอาไว้ แต่ก็ไม่อยากให้ไปถึงจุดนั้น และมีการติดตามราคาน้ำมันแบบวันต่อวัน และในเดือนมีนาคมบริษัทได้ใช้งบช่วยเหลือไปแล้วราว 10 ล้านบาท แต่จากนี้จะต้องประเมินและจัดสรรงบประมาณตามสถานการณ์จริง
ส่วนในระยะยาว ยังมองว่าการนำรถ EV มาวิ่งส่งสินค้าจะช่วยลดภาระราคาน้ำมัน ซึ่งปัจจุบันได้เปิดให้ไรเดอร์เช่ารถ EV ไปแล้วหลายพันคัน แต่ยอมรับว่าการเปลี่ยนให้ไรเดอร์ทุกคนมาขับ EV ยังต้องใช้เวลาอีกหลายปี เพราะรถน้ำมันที่ขับรวมกันในระบบมีมากกว่าแสนคัน
สำหรับทิศทางในไตรมาส 2 ประเมินว่าเป็นช่วงที่ยากของธุรกิจ ต้นทุนขึ้นสวนทางกับรายได้ของผู้บริโภคที่ต่างคนต่างใช้จ่ายอย่างระมัดระวังมากขึ้น โดยบริษัทอยู่ระหว่างเตรียมงบประมาณเพื่ออัดฉีดช่วยเหลือ แต่จะต้องจัดลำดับความสำคัญดูแลกลุ่มไรเดอร์เป็นอันดับแรก ก่อนจะขยายไปยังผู้บริโภคและร้านอาหาร
หากสถานการณ์ความขัดแย้งยังยืดเยื้อ จะมีผลต่อภาพรวมตลาดฟู้ดเดลิเวอรี จากเดิมที่เคยขยายตัวเฉลี่ยราว 20% ต่อปี ในปีนี้อาจลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 15% ปัจจัยที่ยังพอหนุนให้โตอยู่บ้าง คือกลุ่มคนทำงานหลายคนหันมาทำงานที่บ้าน และมีการสั่งเดลิเวอรี ส่งผลให้ผลประกอบการในไตรมาสแรกเติบโตสูงกว่าที่คาดการณ์เอาไว้
สอดคล้องกับข้อมูลจากแพลตฟอร์มที่สะท้อนให้เห็นถึงเทรนด์ที่มาแรงในช่วงนี้คือ ‘สายสุขภาพ’ ที่ไม่ได้เป็นแค่กระแสระยะสั้นแต่กลายเป็นไลฟ์สไตล์ โดยเฉพาะในช่วงที่กิจกรรมอย่าง Hyrox กำลังได้รับความนิยม และยังเห็นพฤติกรรมผู้บริโภคหันมาเลือกอาหารที่บาลานซ์มากขึ้น ทำให้ช่วงต้นปี กลุ่มอาหารคลีนและอาหารเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพเติบโต 20% โดยเมนูสลัดขึ้นแท่นเมนูยอดนิยมด้วยยอดขายรวมกว่า 1 ล้านจานในไตรมาสแรก
ขณะที่เมนูยอดฮิตยังคงเป็นอาหารจานหลักในชีวิตประจำวัน เช่น ตำปูปลาร้า ข้าวมันไก่ ข้าวผัด ตำป่า และลาบหมู และเมนูกระแสนิยมที่โตแรง เมื่อเทียบระหว่าง Q1/2569 กับ Q4/2568 พบว่า เครื่องดื่มและขนมจากมะยงชิดโตสูงถึง 30 เท่า, เมนูจากโยเกิร์ต เช่น โยเกิร์ตปั่น กรีกโยเกิร์ตเติบโต 53% และมัตฉะกับชาไทยยังคงเติบโตต่อเนื่องที่ 8%
ด้านเครื่องดื่มเมนูคลาสสิกอย่าง กาแฟดำ ชาเขียวนม เอสเพรสโซ่ ชาไทย และชานม ยังเป็นตัวเลือกหลัก นอกจากนี้ประเภทร้านอาหารมาแรงที่มีจำนวนร้านเปิดใหม่มากที่สุด ได้แก่ ร้านอาหารไทย, อาหารจานเดียว, ร้านกาแฟ และร้านก๋วยเตี๋ยว
ซีอีโอ LINE MAN Wongnai ทิ้งท้ายว่า เมื่อทุกอย่างเต็มไปด้วยความเสี่ยง ธุรกิจจะหยุดนิ่งไม่ได้ ต้องเดินหน้าขยายบริการใหม่เพื่อสร้างโอกาสโต จากนี้จึงจะหันมาเน้นให้บริการส่งสินค้าอุปโภคบริโภค ที่มีอัตราการเติบโตเกือบ 2 เท่าต่อปี รวมถึงให้บริการจัดส่งยา ที่จะช่วยตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายในอนาคต
ภาพ: LINE MAN ตรึง


