×

สัมผัสเสน่ห์ที่แตกต่างของทริปสกีฝรั่งเศส-อิตาลีที่ Club Med Serre Chevalier และ Pragelato Sestriere

07.03.2026
  • LOADING...
สัมผัสเสน่ห์ที่แตกต่างของทริปสกีฝรั่งเศส-อิตาลีที่ Club Med Serre Chevalier และ Pragelato Sestriere

หากพูดถึงจุดหมายปลายทางที่ตอบโจทย์การเล่นสกีท่ามกลางธรรมชาติอันสวยงามตระการตา ‘ยุโรป’ คงเป็นพิกัดอันดับต้นๆ ในใจที่ใครหลายคนอยากไปเยือน เพราะขนาดมองผ่านหน้าจอก็ยังสัมผัสได้ถึงเสน่ห์ที่ชวนให้อุทานคำว่าสวยอยู่ซ้ำๆ

 

เมื่อต้นกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เราถือโอกาสเดินทางไปพิสูจน์ความตระการตานั้นด้วยตาตัวเอง และเพื่อให้คุ้มค่ากับการเดินทาง ทริปนี้เราเลยเช็กอินสองบรรยากาศในทริปเดียวที่ Club Med Serre Chevalier ฝรั่งเศส และ Club Med Pragelato Sestriere อิตาลี 

 

 

มาลองสำรวจไปพร้อมกันว่า แต่ละพิกัดมีไฮไลต์อะไรที่ซ่อนอยู่ และเสน่ห์แบบไหนที่จะเป็นคำตอบที่ใช่สำหรับทริปสกีครั้งหน้าของคุณ

 

Why Here?

 

การปักหมุดมา Club Med Serre Chevalier และ Pragelato Sestriere ในช่วงต้นกุมภาพันธ์นั้นเรียกว่าเป็นจังหวะทองที่ดีที่สุดของฤดูกาลสกีด้วยคุณภาพหิมะที่มีความนุ่ม แน่น และสมูท ให้ฟีลที่แตกต่างจากการเล่นสกีที่อื่น และแน่นอนว่าสิ่งที่ทำให้ทริปนี้ไร้กังวลคือการกินอยู่แบบ All-inclusive คอนเซปต์อันเป็นเอกลักษณ์ของ Club Med จ่ายทีเดียวจบ ดูแลครบตั้งแต่ที่พัก Ski Pass ค่าเรียนและอุปกรณ์ อาหาร สารพันเครื่องดื่ม เรียกว่าเราจะได้ดื่มด่ำกับบรรยากาศเทือกเขาแอลป์ และโฟกัสกับความสุขตรงหน้าได้อย่างเต็มที่ 

 


“The purpose of life is to be happy. The place to be happy is here. The time to be happy is now.” 

 Gérard Blitz, Founder of Club Med

 

โปรแกรมทริปนี้ที่แบ่งเป็นการพักที่ฝรั่งเศส 3 คืน และอิตาลี 4 คืน เริ่มจากการบินตรงจากกรุงเทพฯ ที่ให้เราหลับยาว 12 ชม. ถึงสนามบิน Milan Malpensa แล้วต่อรถอีกราว 3 ชั่วโมงมุ่งหน้าสู่ Club Med Serre Chevalier โดยมีรถจากรีสอร์ตมารับถึงที่

 

 

มาถึงโซนล็อบบี้ ทางผู้จัดการ และ G.O (Gentle Organizer) ของรีสอร์ตต่างต้อนรับเราด้วย Welcome Drink ก่อนที่จะแจกจ่ายคีย์การ์ดในรูปแบบ Wristband ให้เราไปพักผ่อนตามอัธยาศัย 

 

 

สิ่งแรกที่เราสะดุดตาคือดีไซน์แบบ Modern Alpine ที่หยิบเอาเฟอร์นิเจอร์สีสันสดใสมาวางตัดกับงานไม้ ให้ความรู้สึกสนุกสนานแต่ยังคงความโฮมมี่ ทำให้พื้นที่ส่วนกลางดูมีชีวิตชีวา ชวนให้เราอยากนั่งเอนหลังพักผ่อน 

 

 

เหลือบไปด้านข้างในบริเวณเดียวกันจะเจอกับบูติกของทาง Club Med ที่มีทั้งชุด อุปกรณ์ แอ็กเซสเซอรีส์คุณภาพเยี่ยมสำหรับสกีจำหน่ายครบ หมดห่วงเรื่องการลืมอุปกรณ์ไปได้เลย 

 

 

ถัดไปอีกเล็กน้อยจะเจอกับเคาน์เตอร์บาร์ทอดยาวที่ให้เราสั่งเครื่องดื่มแก้วโปรดได้ทั้งวัน 

 

 

ก่อนจะไปสำรวจอะไรเพิ่มเติม ขอแวะไป Freshen Up ตัวเองหลังจากนั่งเครื่องมานานๆ เล็กน้อย 

 

ผลักประตูเข้าห้องพักไปเป็นต้องว้าวกับการตกแต่งของห้องที่เน้นความสนุกสดใสสไตล์ Pop of Colors ด้วยคู่สีส้ม-น้ำเงินที่จัดจ้าน

 

 

ห้องที่เราเห็นนี้เป็นไทป์ Junior Family Superior Rooms พร้อมระเบียง และตัวห้องยังสามารถเชื่อมต่อกับห้องข้างๆ ได้ด้วย ตอบโจทย์สำหรับใครที่มากับกลุ่มเพื่อนหรือครอบครัวใหญ่  

 

 

หัวเตียงไม้ถูกดีไซน์เป็นรูปทรงพระอาทิตย์ หมอนอิงลายปักนักสกี บนเตียงนอนมีของที่ระลึกน่ารักๆ จาก Club Med และยังมีมุมโซฟาให้นั่งพักผ่อนหย่อนใจ 

 

 

ห้องน้ำมีการตกแต่งที่โดดเด่นด้วยกระจกคู่ทรงกลมที่ออกแบบขอบไม้ให้มีลักษณะคล้ายเฟือง ตัดกับผนังสีน้ำเงินเข้มอย่างลงตัว และยังมีราวแขวนผ้าเช็ดตัวแบบทำความร้อนได้ ซึ่งเชื่อว่าเป็นจุดที่ตอบโจทย์เหล่าสกีเยอร์ได้ดีที่สุด โดยเฉพาะความสะดวกในการตากถุงเท้าสกีหรือผ้าชิ้นเล็กให้แห้งไว พร้อมใช้งานในเช้าวันถัดไป 

 

 

นอกจากนี้ยังมี Bathtub ให้ได้แช่ตัวหลังคลายเมื่อยจากสกี ส่วนห้องน้ำในส่วนของชักโครกจะถูกแยกออกเป็นอีกห้องหนึ่งอย่างเป็นสัดส่วน ถือเป็นเลย์เอาต์ที่สะดวกไปอีกแบบ 

 

ลองสำรวจผลิตภัณฑ์อาบน้ำก็พบว่ามันแตกต่างจากผลิตภัณฑ์ของ Club Med ในจีนที่เราเคยไปมา ที่นี่ใช้ผลิตภัณฑ์จากแบรนด์ Savoir-Faire ที่มีจุดเด่นเรื่อง Hydration และกลิ่นหอมสะอาดสดชื่น เหมาะจะรีเฟรชร่างกายหลังการเล่นสกีเป็นอย่างดี  

 

อ่านเพิ่มเติม: Club Med Changbaishan สกีรีสอร์ตพรีเมียมในจีนที่ครอบครัวและมือใหม่หัดสกีต้องรัก

 

 

จุดที่ประทับใจมากเป็นพิเศษคือ วิวจากระเบียงห้อง ภาพทุกอย่างตรงหน้าถูกเคลือบด้วยสีขาวโพลนเหมือนหลุดเข้าไปอยู่ในฉากหนังช่วงคริสต์มาส ลมเย็นปะทะใบหน้าพร้อมอากาศบริสุทธิ์ที่เราสามารถสูดหายใจได้เต็มปอดแบบไม่ต้องกังวลเรื่อง PM2.5 

 

 

อากาศที่สดชื่นและธรรมชาติที่ยังสมบูรณ์ขนาดนี้ ส่วนหนึ่งมาจากความตั้งใจของ Club Med ในการรักษาพื้นที่รอบๆ รีสอร์ตให้มีความหลากหลายทางชีวภาพ รวมถึงการออกแบบอาคารให้เป็น Eco-Resort ที่เป็นมิตรต่อโลกจนได้รับมาตรฐาน Green Globe  

 

 

มาในส่วนปากท้องกันบ้าง ห้องอาหารของ Club Med จะเป็นแบบ All-You-Can-Eat ทุกมื้อ โดยมีห้องอาหารหลักที่ Le Vauban ที่จะเสิร์ฟเมนูยอดนิยมสไตล์อัลไพน์กับอาหารนานาชาติ และจะเวียนเปลี่ยนไปในทุกวัน 

 

 

ช่วงเช้าเราจะเจอกับมุมซีเรียล, Omelette Station, โยเกิร์ต เบเกอรี่เรียงรายมากมาย และบางวันเราจะเจอกับกองทัพเบเกอรี่ที่มีความยิ่งใหญ่เป็นพิเศษ 

 

ไม่ว่าจะด้วยวัตถุดิบหรือขนาด การันตีว่าคนรักคาร์บต้องตาวาวแน่นอน

 

 

หรือถ้าใครเป็นสายผลไม้ก็ยิ้มได้กับมุมผลไม้สดที่ยกมาทั้งสวน ซึ่งผลไม้ทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งของความตั้งใจของทางรีสอร์ตที่อยากสนับสนุนเกษตรกรในพื้นที่เพื่อช่วยกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นไปพร้อมๆ กับการลดมลพิษจากการขนส่งระยะไกล 

 

 

ส่วนมื้อกลางวันจะมีความหลากหลายขึ้น อาทิ พาสต้า, พิซซ่า, Poke Bowl หรือเนื้อสัตว์เองที่น่าจะถูกใจสายโปรตีนไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นปลาย่างที่เสิร์ฟมาทั้งตัว เนื้อย่าง ไก่อบ เป็นต้น

 

 

ใครที่มื้อกลางวันอาจจะกินไม่ได้เยอะมาก แล้วไปหิวเอาช่วงเย็น 4-5 โมง ที่นี่ก็มีบาร์ขนมเสิร์ฟแบบจัดเต็มอีกเช่นกัน เมนูที่ทำให้เราประทับใจแบบไม่ลืมเลือนคือ Hot Chocolate ที่หน้าตาเหมือน Ravioli ไส้ช็อกโกแลตเยิ้มๆ เสิร์ฟในช็อกโกแลตร้อน ท็อปด้วยวิปครีมพูนๆ เป็นนาทีที่ต้องลืมเรื่องแคลอรีไปก่อน แล้วปล่อยใจไปกับความอร่อยที่ฟินจนหยดสุดท้าย 

 

 

ส่วนดินเนอร์ที่จะมีความแกรนด์ต่างกันในแต่ละวัน อย่างช่วงที่เราไปจะเจอกับ Seafood on Ice และฟัวกราส์ สเตชันสุดฮอตที่แถวยาวเหยียดตลอด 

 

 

หากใครที่อยากเปลี่ยนบรรยากาศมาดื่มด่ำกับมื้อค่ำที่ดูเป็นส่วนตัวขึ้นอีกนิด แนะนำให้จองห้องอาหาร Specialty อย่าง La Meije ที่เสิร์ฟเมนูท้องถิ่นในรูปแบบการแชร์ริ่ง โดยมีไฮไลต์เป็น Wild Garlic Fondue หรือเมนูหินร้อน (Stone Cooking) ซึ่งเป็นซิกเนเจอร์ประจำภูมิภาค 

 

 

สำหรับกิจกรรมหรรษา ถ้าไม่มีก็คงไม่ใช่ Club Med ที่นี่จะมีตารางกิจกรรมที่ผลัดเปลี่ยนไปในแต่ละวัน อย่างช่วงที่เรามาจะมี Champagne Fountain & Fireworks ให้ได้ชนแก้วดูพลุสุดตระการตา 

 

 

หรือถ้าใครอิ่มจากดินเนอร์แล้วยังไม่อยากเข้านอนก็สามารถแวะนั่งดูโชว์ จิบเครื่องดื่มชิลๆ ได้ 

 

 

มาที่นี่ทั้งที พาร์ตที่จะไม่พูดถึงไม่ได้คือเรื่องสกี วันแรกที่มาถึง ทางรีสอร์ตจะแนะนำให้ไปที่ Ski Pro Shop เพื่อฟิตติ้งรองเท้าและอุปกรณ์สำหรับการเล่นสกีในวันถัดไป 

 

ถ้าพูดถึงเรื่องอุปกรณ์ ที่นี่เลือกใช้แบรนด์ระดับตำนานอย่าง Rossignol ซึ่งการันตีความพรีเมียมด้วยมาตรฐานฝรั่งเศสที่นักกีฬาทั่วโลกไว้วางใจ ทั้งในเรื่องเทคโนโลยีที่ช่วยให้เล่นสกีได้สนุกขึ้นและดีไซน์ที่ดูโฉบเฉี่ยวเวลาอยู่บนลานหิมะ

 

 

สิ่งที่ทำให้เราประหลาดใจเล็กน้อยคือการถูกถามน้ำหนักและส่วนสูง ซึ่งปกติเราไม่เคยเจอ แต่ที่นี่เก็บข้อมูลละเอียดเพื่อปรับตั้งค่าสปริงสกีให้พอดีกับตัวเราที่สุด เป็นดีเทลความปลอดภัยที่ช่วยลดการบาดเจ็บและทำให้เรามั่นใจก่อนออกไปลุยลานหิมะจริงๆ

 

 

เมื่อฟิตติ้งอุปกรณ์ครบแล้ว เราสามารถนำไปเก็บที่ล็อกเกอร์เลขเดียวกับห้องพักได้เลย ซึ่งโซนล็อกเกอร์ที่นี่กว้างขวางจนแอบทำให้เรารู้สึกเหมือนเดินอยู่ในเขาวงกตประมาณหนึ่ง

 

 

มาถึงช่วงเวลาที่รอคอยกับการเรียนสกี ความพิเศษของ Club Med Serre Chevalier คือการใช้ทีมครูฝึกจาก ESF ซึ่งเป็นโรงเรียนสอนสกีที่ใหญ่และเก่าแก่ที่สุดในฝรั่งเศส ก่อตั้งมานานกว่า 80 ปี และขึ้นชื่อเรื่องมาตรฐานการสอนระดับโลก 

 

 

คลาสสกีจะแบ่งเป็นสองช่วงคือเช้า-บ่าย มีพักเที่ยงชม.กว่า คลาสในช่วงเช้า ครูให้เราขึ้นกระเช้าไปยังสโลปที่ติดกับตัวรีสอร์ต ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Serre Chevalier Vallée ลานสกีระดับโลกที่ใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของฝรั่งเศส 

 

ความเจ๋งคือเส้นทางที่เชื่อมต่อหลายหมู่บ้านเข้าด้วยกัน ทำให้มีสโลปให้เลือกเล่นจุใจ ตั้งแต่ระดับเริ่มต้นไปจนถึงเส้นทางท้าทายกลางหุบเขา

 

 

เมื่อขึ้นมาถึง วิวขาวโพลนของภูเขาหิมะก็ทำให้เราใจตุ้มต่อมเบาๆ พร้อมกับอาการ ‘หิวน้ำ’ ที่ตามมาทันที ด้วยอากาศบนเขาที่มีความชื้นต่ำและออกซิเจนน้อย ร่างกายจะสูญเสียน้ำเร็วกว่าปกติโดยไม่รู้ตัว ใครที่จะมาเล่นสกีบนที่สูงแบบนี้ เราแนะนำให้ดื่มน้ำตุนไว้เยอะๆ ตั้งแต่ก่อนเริ่มคลาส 

 

 

เริ่มแรกครูให้เราวอร์มร่างก่อนเล็กน้อยด้วยการฝึกบนสโลประยะสั้นๆ ก่อนจะพาขึ้นไป Easy Boarder ซึ่งต้องใช้ T-Bar พาขึ้นไป 

 

 

T-Bar เป็นอะไรใหม่ๆ สำหรับใครหลายคนในทริปนี้ ด้วยความที่ต้องเอาบาร์หนีบไว้ระหว่างขาแล้วให้มันดึงเราขึ้นไปด้านบน ถ้าเผลอทรงตัวไม่ดีก็มีโอกาสหลุดร่วงจาก T-Bar ได้ 

 

 

ด้วยความที่ในกรุ๊ปมีเพื่อนที่ไม่เคยเล่นสกีมาก่อน ครูเลยพามาประเดิมกันที่สโลประดับง่ายเพื่อปรับพื้นฐาน ซึ่งสำหรับเราที่พอมีประสบการณ์มาบ้าง สโลปนี้อาจไม่ยากนักแต่ก็มีจุด Bumpy ให้ได้ลุ้นเป็นระยะ ถ้าจังหวะเบรกไม่ดีก็มีสิทธิ์ล้มกลิ้งได้ (เช่นเรา)  

 

ในช่วงพักกลางวัน ที่นี่มีธรรมเนียม Après-ski สุดคึกคักให้เราได้ปาร์ตี้เอาต์ดอร์ท่ามกลางความหนาว อิ่มอร่อยกับเมนูหลากหลายทั้ง Cold Cut และ Kebab ร้อนๆ ที่ปรุงกันสดๆ พร้อมดนตรีจากดีเจที่เปิดบิลด์อารมณ์ให้ได้เต้นสนุกกันกลางแจ้ง เป็นช่วงเวลาเติมพลังที่ฟีลกู๊ดมาก

 

 

ในช่วงบ่ายเราเลยยังซ้อมกันอยู่ที่เดิมเพื่อให้พื้นฐานแน่นพอสำหรับสโลปที่ท้าทายกว่าในวันถัดไป 

 

สำหรับวันที่สอง ครึ่งเช้าครูยังให้เราฝึกที่สโลปเดิม ถือเป็นการแก้ตัวที่ล้มไปเมื่อวาน พอเข้าช่วงบ่าย ครูก็พาเรานั่งรถบัสออกมาเปลี่ยนบรรยากาศไปสัมผัสสโลปในมุมอื่นของ Serre Chevalier Vallée เพื่อเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ให้สมกับความยิ่งใหญ่ของที่นี่

 

ภาพ: serre-chevalier

ภาพ: serre-chevalier

 

การขึ้นสู่ยอดเขาที่นี่เราต้องต่อกระเช้าถึง 2 ช่วง โดยเริ่มต้นนั่ง Gondola จากฐาน Chantemerle ขึ้นมายังสถานีกลาง ก่อนจะเปลี่ยนไปขึ้น Cable Car สไตล์วินเทจ ทรงป้อมสีครีมสุดคลาสสิกที่ใช้งานมาตั้งแต่ปี 1941 ซึ่งให้ฟีลย้อนยุคและตื่นเต้นไปพร้อมกันด้วยความโคลงเคลงและเสียงเอี๊ยดอ๊าดเป็นระยะ จนเราแอบส่งสายตาล้อเล่นกับผู้ร่วมทริปว่านี่อาจเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายที่เราได้เจอกัน

 

 

หลังจากนั้นเรามาต่อ Chairlift จากสถานี Aravet เพื่อไต่ระดับความสูงขึ้นสู่ Cote Chevalier ที่ระดับกว่า 2,000 เมตร 

 

 

ทันทีที่ขึ้นมาถึง ภาพตรงหน้าทำเอาเราตื้นตันจนน้ำตาคลอ ทิวทัศน์ของเทือกเขาสุดยิ่งใหญ่ตระการตาราวกับหลุดออกมาจากภาพยนตร์ การได้เห็นความอลังการด้วยตาเนื้อในจุดที่สูงที่สุดในชีวิต ท่ามกลางลมหนาวที่ปะทะร่างตลอดเวลา มันมีแต่ความรู้สึกขอบคุณที่ครั้งหนึ่งได้มายืนอยู่ตรงนี้จริงๆ 

 

 

ตรงนี้คือจุดถ่ายรูปที่ทั้งสูงชันและหวาดเสียว แต่ความสวยงามของมันก็สะกดจนเราลืมความกลัวไปเลย ระหว่างที่ยืนเก็บภาพ ก็มีเหล่านักสกีมือโปรพุ่งตัวลงไปตามความลาดชันในจุดเดียวกับที่เรายืนอยู่ เห็นแล้วก็อดเสียวแทนไม่ได้ 

 

 

เมื่อเก็บภาพความประทับใจจนหนำใจแล้ว ครูก็พาเราเผชิญหน้ากับความท้าทายครั้งใหม่ด้วยการสกีลง Blue Slope ซึ่งนอกจากจะเสิร์ฟวิวสุดอลังของเทือกเขาแอลป์ให้ดูแบบเต็มตาแล้ว ยังทำให้เราใจเต้นแรงแทบหลุด โดยเฉพาะช่วงท้ายของสโลปที่มีจังหวะความชันจนคุมความเร็วได้ยากพอสมควร ถ้าสมาธิหลุดหรือเบรกไม่ทันเพียงนิดเดียว ก็มีสิทธิ์ได้ล้มลงไปคลุกหิมะเย็นฉ่ำแน่นอน

 

 

ถ้าใครเล่นสกีเสร็จแล้วยังมีแรงเหลือ ที่นี่ก็มียิมและสระว่ายน้ำให้ไปยืดเส้นยืดสายกันต่อ หรือถ้าหมดแรงแล้วอยากหาที่ผ่อนคลาย แนะนำให้แวะไปสปาของ Payot แบรนด์ดังจากฝรั่งเศสที่พร้อมดูแลคุณหัวจรดเท้า

 

 

ส่วนใครที่พาลูกน้อยมาด้วยก็หายห่วงได้เลย เพราะ Club Med มี Mini Club คอยดูแลน้องๆ ให้สนุกได้ไม่แพ้ผู้ใหญ่

 

 

ถือเป็นการจบทริปที่ฝรั่งเศสได้อย่างสวยงาม ก่อนจะย้ายเมือง เราแวะเที่ยว Briançon เมืองป้อมปราการที่สูงที่สุดในยุโรป ซึ่งอยู่ห่างจากรีสอร์ตเพียง 15-20 นาทีเท่านั้น เสน่ห์ของที่นี่คือความเป็นเมืองมรดกโลก UNESCO ที่มีทางเดินหินคลาสสิกและร้านรวงน่ารักๆ ซ่อนตัวอยู่ตามตรอกซอกซอย

 

 

ไฮไลต์ที่ห้ามพลาดคือจุดถ่ายรูปบริเวณสะพานหินเก่าแก่ที่ทอดข้ามหุบเขา ตรงนี้จะได้ภาพป้อมปราการตั้งตระหง่านตัดกับยอดเขาหิมะและแนวสน เป็นมุมที่สวยสะกดจนต้องหยุดกดชัตเตอร์รัวๆ ก่อนที่เราจะนั่งรถต่ออีกประมาณ 1 ชั่วโมงเพื่อข้ามพรมแดนไปยัง Club Med Pragelato Sestriere ฝั่งอิตาลี

 

 

ทันทีที่เดินทางมาถึง Club Med Pragelato Sestriere บรรยากาศก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ที่นี่ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นหมู่บ้านเล็กๆ อบอุ่นท่ามกลางธรรมชาติที่สมบูรณ์

 

 

สิ่งแรกที่สะดุดตาคือโดมใสทรงเรขาคณิตขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่กลางลาน  สเปซแห่งนี้ถูกออกแบบมาเพื่อให้แขกผู้มาเยือนได้เข้ามาทำ Easy Check-in กันอย่างสะดวกสบายหรือจะเข้ามานั่งพักผ่อนหย่อนใจก็ได้เช่นกัน

 

 

ทันทีที่รับกุญแจห้องซึ่งยังคงรูปแบบดอกกุญแจจริงๆ มาไว้ในมือ ก็สัมผัสได้ถึงเสน่ห์ความคลาสสิกที่สะท้อนกลิ่นอายความเป็นหมู่บ้านอิตาลีแท้

 

ห้องพักของที่นี่จะมาในรูปแบบชาเลต์ไม้ (Chalet) หลังเล็กหลังน้อยที่กระจายตัวอยู่ท่ามกลางหุบเขา Piedmont ซึ่งห้องของเราเป็นไทป์ Superior Room พร้อมระเบียงส่วนตัว ตั้งอยู่บนชั้นสองของอาคารที่เขยิบห่างจากล็อบบี้ออกมาเล็กน้อย ทำให้ระหว่างทางเดินเข้าที่พัก เราได้เดินชมเสน่ห์และรายละเอียดที่น่ารักของบ้านไม้แต่ละหลังไปด้วยในตัว

 

 

เพียงเปิดประตูเข้ามาก็สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นจากเสน่ห์ของบ้านไม้ที่ตกแต่งอย่างลงตัว โดดเด่นด้วยเพดานลาดเอียงโชว์คานไม้จริง ผสานกับการเลือกใช้โทนสีและแสงไฟที่นุ่มนวล  

 

 

ภายในห้องน้ำแยกโซนเปียกแห้งได้อย่างดี โดยที่นี่จะเป็นแบบฝักบัว ในขณะที่ชักโครกถูกแยกไปไว้อีกห้องหนึ่งเช่นเดียวกับที่ฝรั่งเศส  

 

 

ลองเปิดประตูระเบียงไปสูดอากาศก็จะเจอกับวิวหมู่บ้านหิมะสุดคลาสสิก บรรยากาศเงียบสงบ และเต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์ของเทือกเขาแอลป์ 

 

 

หลังจากเก็บสัมภาระเรียบร้อย ไหนๆ ก็เป็นทางผ่านก่อนไปล็อบบี้แล้วก็แวะสำรวจยิมสักหน่อย ยิมที่นี่ตั้งอยู่ในบ้านไม้ที่รวบตึงอุปกรณ์สำหรับ Cardio และ Strengthening เข้าด้วยกัน ค่อนข้างครบครันและสะดวกดีทีเดียว 

 

 

ถ้าใครไม่เน้นเบิร์น แต่เน้นเพลิน ก็สามารถแวะไปสปาข้างๆ ได้ ที่นี่ก็ใช้ผลิตภัณฑ์จาก Payot เช่นกัน 

 

 

มุ่งหน้าสู่ Ski Pro Shop ต่อ เพราะครั้งนี้เราจะเปลี่ยนไปเล่นสโนว์บอร์ดแทน บรรยากาศในห้องเก็บอุปกรณ์ของที่นี่มีความ Old School ชวนให้นึกถึงล็อกเกอร์ในโรงเรียนประจำที่ดูเท่และคลาสสิก 

 

 

หากใครลืมอุปกรณ์สกีก็สามารถแวะที่บูติกได้ ที่นี่มีอุปกรณ์สวยๆ ให้เลือกอย่างหลากหลาย

 

 

แวะมาดูในส่วนของห้องอาหารกันบ้าง ห้องอาหารหลักที่เสิร์ฟความอร่อยแบบ All-You-Can-Eat ของที่นี่คือ Il Piemonte โดยไลน์อาหารจะเป็นการผสมผสานอาหารพื้นเมืองของอิตาลีกับสไตล์นานาชาติเข้าไว้ด้วยกัน 

 

 

ภายในตกแต่งในบรรยากาศร่วมสมัยที่ได้แรงบันดาลใจจากขุนเขา ให้ความรู้สึกอบอุ่นด้วยงานไม้สุดคลาสสิก

 

 

และยังมีโซนสำหรับคนที่อยากดื่มด่ำมื้ออาหารในบรรยากาศที่ไพรเวตขึ้นอีกด้วย 

 

 

มื้อเช้าที่นี่นับว่าเป็นการเริ่มต้นวันที่เรียบง่ายแต่เปี่ยมไปด้วยคุณภาพ ไม่ว่าจะเป็นสลัดผักสด โยเกิร์ตธรรมชาติ หรือบรรดาเบเกอรี่ที่อบใหม่จนส่งกลิ่นหอมฟุ้ง โดยเฉพาะครัวซองต์แอปริคอตที่เราแนะนำมากๆ (ทุกวันนี้ก็ยังคิดถึง)  

 

 

นอกจากนี้ยังมีเมนูที่หาได้ยากและไม่ค่อยได้เห็นที่ไหนอย่าง Porridge Au Chocolat หรือพอร์ริดจ์ช็อกโกแลตอุ่นๆ ซึ่งเป็นการนำข้าวมาเคี่ยวจนเนื้อเนียนนุ่มผสมผสานกับช็อกโกแลตเข้มข้น 

 

เมนูนี้ถือเป็นการหยิบเอาของดีประจำแคว้น Piedmont ที่ขึ้นชื่อเรื่องการเป็นแหล่งปลูกข้าวชั้นดี และเมืองหลวงแห่งช็อกโกแลตของอิตาลีมามิกซ์กันได้อย่างลงตัว กลายเป็นเมนูที่ให้พลังงานและเติมความอบอุ่นก่อนออกไปลุยหิมะได้ดีทีเดียว

 

 

ในขณะที่มื้อกลางวัน ไลน์อาหารจะเพิ่มความหลากหลายด้วยพาสต้าเส้นสดและเมนูเนื้อสัตว์ต่าง ๆ เช่นเดียวกับที่ Serre Chevalier แต่จานเด็ดที่ทำให้เราต้องกลับมาซ้ำทุกวันคือ Beef Patty ด้วยเนื้อที่มันน้อย ผสานกับเท็กซ์เจอร์ที่ย่างจนหอมกรุ่นเตะจมูก ถือเป็นเมนูเติมพลังช่วงพักเที่ยงที่ดีเยี่ยม  

 

 

ในส่วนของความอลังการ ต้องยกให้มื้อเย็นที่นี่จริงๆ  เพราะไลน์อาหารจัดเต็มครบทั้งซีฟู้ด เนื้อ คาร์บ และผักที่มีให้เลือกอย่างครบครัน รวมถึงเมนูไฮไลต์อย่างฟัวกราส์ ซึ่งสูตรของฝั่งอิตาลีจะแตกต่างจากที่ Serre Chevalier เล็กน้อย แต่ก็ให้รสสัมผัสที่อร่อยไปอีกแบบ  

 

 

สำหรับสายหวาน บอกเลยว่าต้องประทับใจไลน์ขนมที่นี่เช่นเดียวกับเราแน่ เพราะมีทั้งเค้ก ชูครีม เอแคลร์หลากรสที่ทำสดใหม่วางเรียงรายจนละลานตา หรือจะเลือกเป็นฟองดูว์ช็อกโกแลตพรีเมียมกินคู่กับสตรอว์เบอร์รีสดหวานลูกโตก็เป็นอะไรที่อร่อยสาแก่ใจจริงๆ

 

 

หากมาพักหลายคืนแล้วอยากเปลี่ยนบรรยากาศดินเนอร์ ที่นี่ก็มี Specialty Restaurant อย่าง La Tana ไว้รองรับ โดยคุณจะได้ดื่มด่ำกับเมนูซิกเนเจอร์ของแคว้น Piedmont อย่าง Piedmontese Fondue ที่ใช้ชีส Fontina เนื้อเนียนนุ่มเข้มข้น ซึ่งถือเป็นรสชาติต้นตำรับของภูมิภาคนี้โดยเฉพาะ รวมไปถึงจานเนื้อที่ให้เราย่างกันสดๆ ที่โต๊ะ นอกจากนี้ ที่นี่ก็ยังเป็น Wine Bar ในตัว ซึ่งมีตัวเลือกไวน์จากหลายแหล่งมาให้สายดื่มได้เลือกกันอย่างถูกใจ

 

 

มาถึงอิตาลีทั้งที ถ้าไม่ได้ลิ้มรสพิซซ่าต้นตำรับก็คงเหมือนมาไม่ถึง ที่นี่มี La Trattoria ร้านพิซซ่าเตาถ่านไวบ์เก๋ให้คุณได้เอ็นจอยกับพิซซ่าถาดโต​ (คนเดียว) คู่กับไวน์ที่ใช่ในบรรยากาศส่วนตัว 

 

 

เมนูที่ลองแล้วต้องบอกต่อคือหน้า Siciliana ที่อัดแน่นด้วยกุ้งตัวโต ผสานซอสสูตรพิเศษและซอสเพสโต้หอมกรุ่น ท็อปด้วยผักร็อกเกตสดเพิ่มมิติของรสชาติ 

 

 

แค่คำแรกที่ตักเข้าปากก็ต้องอุทาน มันอร่อยจนตะลึง เท็กซ์เจอร์แป้งเหนียวนุ่ม หอมกลิ่นเตาถ่าน รสชาติกลมกล่อม ให้ความรู้สึกเหมือนมันกุ้งแต่ได้ความหอมของเพสโต้ชัดเจน เป็นมื้อที่ฟินจนอยากกลับมาซ้ำอีกรอบ

 

ในระหว่างที่เรากำลังเอ็นจอยกับมื้ออาหาร ก็มีทีม G.O ของ Club Med แวะเวียนมาร้องเพลงและเต้นรำอย่างสนุกสนาน ช่วยสร้างสีสันและเปลี่ยนบรรยากาศรอบตัวให้ดูครึกครื้นขึ้นมาทันที เป็นเสน่ห์ความสนุกแบบเป็นกันเองที่หาได้เฉพาะที่นี่จริงๆ

 

 

อิ่มท้องแล้วจะเข้านอนเลยก็เหมือนมาไม่ถึง Club Med อีกเช่นกัน เลยแวะไปสำรวจบาร์สักหน่อย ที่นี่มีบาร์อยู่สองโซน โซนแรกเป็น Borgata ซึ่งตั้งอยู่ติดกับร้านพิซซ่า เหมาะกับการแวะมานั่งชิลๆ ในมุมสงบ คืนที่เราแวะไปมี Live Saxophone Jazz ซึ่งบอกเลยว่าเพลงดีมาก สามารถนั่งฟังได้ยาวๆ

 

 

แต่ถ้าเป็นสาย Extrovert เน้นความคึกครื้น ต้องแวะไปที่ The Lanterna บาร์หลักของรีสอร์ตซึ่งตั้งอยู่ติดกับพื้นที่ส่วนกลาง ให้บรรยากาศที่เป็นกันเอง ช่วงเย็นจะมีวงดนตรีมาคัฟเวอร์เพลงเพราะๆ ให้ฟัง และต้องขอชมว่านักร้องเสียงดีจริงๆ ขนาดว่าเพลงระดับ Diva อย่าง Adele ก็ยังเอาอยู่ 

 

หรือถ้าเน้นปาร์ตี้ก็ไม่ควรพลาดช่วงกลางคืน เพราะ Club Med จะมีการแสดงและเซสชันให้ทุกคนได้แดนซ์เบิร์นแคลฯ กันแน่นอน

 

 

นอกจากนี้บางวันก็จะมี In-house Artist ของทางรีสอร์ตแวะมาวาดรูป Portrait น่ารักๆ ให้กับเราเป็นที่ระลึกอีกด้วย แถมยังใช้เวลาเพียง 3 นาทีเท่านั้น  

 

 

และแล้วก็มาถึงช่วงเวลาที่เราตั้งตารออย่างการเล่นสโนว์บอร์ด หากเทียบกับสกีแล้ว สกิลสำหรับสโนว์บอร์ดเราน่าจะเป็นศูนย์ จะเรียกว่าเริ่มเรียนใหม่ก็ว่าได้ 

 

ทริปนี้เราเลยถูกจัดอยู่ในกลุ่ม Beginner ที่เป็นมือใหม่จริงๆ ช่วงเช้าครูจะพาเราขึ้น Gondola ไปยังสโลประดับเบบี๋เพื่อฝึกทักษะพื้นฐานทั้งหมด ซึ่งโรงเรียนสอนสกีของที่นี่จะไม่ใช่คนของ Club Med โดยตรง แต่เป็นของโรงเรียนสกีในย่านนี้ ซึ่งมีความเป็นมืออาชีพสูงเช่นกัน

 

 

ในวันแรก ครูให้เราฝึกท่าพื้นฐานอย่าง Heel-edge, Toe-edge วนไปอยู่แบบนั้นทั้งวัน ด้วยคอนดิชันหิมะที่ดีและการสอนที่เข้าใจง่าย ทำให้เราสามารถทำท่าได้ในเวลาไม่กี่ชั่วโมง 

 

 

วันที่สอง ครูพาเราขึ้นบัสไปสโลปที่ชื่อว่า Jolly ซึ่งเป็นสโลปที่มีความยาก-ง่ายหลายระดับ แต่วันนี้ครูให้เราฝึกกับสโลปที่ง่ายที่สุดเพื่อให้ท่าเป๊ะยิ่งขึ้น

 

 

ในช่วงเบรก เราจะเจอกับ Apres-Ski ที่ให้ความสนุกไปอีกแบบ สเปซตรงกลางที่อยู่ติดกับโดมใสจะถูกเนรมิตให้กลายเป็นพื้นที่สังสรรค์ในบรรยากาศที่ทั้งอบอุ่นและเป็นกันเอง พร้อมมีวงดนตรีสดมาสร้างความคึกครื้นให้เหล่านักสกีได้ผ่อนคลายกันอย่างเต็มที่

 

 

สำหรับการเรียนสโนว์บอร์ดวันสุดท้าย อาจจะด้วยความที่เป็นวันทิ้งทวน เราเลยรีเควสให้ครูพาไปลุย Blue Slope ซึ่งหลังจากครูพิจารณาสภาพนักเรียนทุกคนแล้ว…ครูก็จัดให้ 

 

พอได้มาลองสโนว์บอร์ดแบบเต็มตัวบนสโลปนี้ ก็ถึงบางอ้อทันทีว่าภาวะที่ต้นขาเบิร์นขั้นสุดจนต้องไปนั่งกองกับพื้นมันเป็นอย่างไร 

 

 

การเรียนสโนว์บอร์ดที่นี่เป็นความประทับใจที่เกินคาดสำหรับเรา ด้วยเทคนิคการสอนของครูที่เข้าใจง่าย ทำให้เราพัฒนาได้ไวและปลดล็อกสกิลใหม่จนได้รู้จักร่างกายตัวเองดียิ่งขึ้น  

 

 

มากกว่าการเรียนรู้อะไรใหม่ๆ คือการได้พบปะเพื่อนใหม่จากคนละซีกโลกที่บังเอิญโคจรมาเจอกัน 

 

แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่การได้มาแบ่งปันแพสชันเดียวกันท่ามกลางหิมะแบบนี้ ก็กลายเป็นมิตรภาพที่น่าประทับใจและเป็นประสบการณ์ที่เราคงไม่มีวันลืม

 

 

Worth it

 

  • ประสบการณ์สกีวิวล้าน: ดื่มด่ำความงามของเทือกเขาแอลป์ในแบบที่ไม่เหมือนใคร
  • สวรรค์ของฟู้ดดี้: อิ่มอร่อยกับอาหารคุณภาพเยี่ยมและเครื่องดื่มที่เอ็นจอยได้ไม่อั้นตลอดทริป
  • พักผ่อนอย่างมีสไตล์: ห้องพักสะดวกสบายที่มีเสน่ห์และเอกลักษณ์เฉพาะตัวแตกต่างกันไปในแต่ละที่
  • ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์: ไม่ว่าจะสายลุยสกีหรือสายชิลนั่งจิบกาแฟชมวิว ก็มีกิจกรรมรองรับครบทุกสไตล์
  • อบอุ่นเหมือนอยู่บ้าน: ทีมงานทุกคนเฟรนลี่และต้อนรับอย่างใส่ใจตั้งแต่วันแรกจนวันสุดท้าย
  • มิตรภาพไร้พรมแดน: การได้พบเจอเพื่อนใหม่จากทั่วโลกที่มีแพสชันเดียวกัน ทำให้ทุกช่วงเวลาน่าจดจำยิ่งขึ้น

 

Club Med Alps

Tel: 02 035 6788

Booking: Club Med Pragelato Sestriere พร้อมเปิดให้บริการสำหรับการเข้าพักระยะสั้นตั้งแต่เดือนธันวาคม 2026 เป็นต้นไป จากปกติที่จะมีการกำหนดการเข้าพักขั้นต่ำประมาณ 1 สัปดาห์

(ยกเว้นช่วงสัปดาห์ที่มีความต้องการเข้าพักสูง เช่น วันที่ 27 ธันวาคม และ 14 กุมภาพันธ์) 

โดยมีรูปแบบการเข้าพักที่กำหนดไว้ดังนี้:

  • แพ็กเกจ 3 คืน (วันอาทิตย์-วันพุธ)
    • บริการคลาสสกีแบบกลุ่ม: ให้บริการในวันจันทร์, อังคาร และพุธ
  • แพ็กเกจ 4 คืน (วันพุธ-วันอาทิตย์)
    • บริการคลาสสกีแบบกลุ่ม: ให้บริการในวันพุธ, พฤหัสบดี และศุกร์ 

(หมายเหตุ: สงวนสิทธิ์เฉพาะผู้ที่มีพื้นฐานการสกีแล้วเท่านั้น ไม่รับผู้เริ่มต้นใหม่)

 

  • Winter 2027 Sales Opening

สำรองที่พักล่วงหน้าเพื่อรับส่วนลดสูงสุด 20% สำหรับแพ็กเกจฤดูหนาวปี 2027 โดยขณะนี้ได้เริ่มเปิดให้สำรองที่พักในโซนญี่ปุ่น ยุโรป และแคนาดาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับรีสอร์ตในภูมิภาคอื่น ๆ ทั้งหมดจะเริ่มเปิดจำหน่ายอย่างเป็นทางการพร้อมกันตั้งแต่วันที่ 24 มีนาคมนี้เป็นต้นไป

 

Website: 

Instagram: https://www.instagram.com/clubmedalpes/  

Facebook: https://www.facebook.com/ClubMedThailand

 

 

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories