วันนี้ (10 กันยายน) จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานพิธีเปิดโครงการความร่วมมือการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานผ่านระบบ One Platform for Skill Development และพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ความร่วมมือการส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงานให้แก่กำลังแรงงานผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล ระหว่างกรมพัฒนาฝีมือแรงงานกับเครือข่ายพัฒนาฝีมือแรงงาน โดยมีผู้บริหารกระทรวงแรงงานและผู้บริหารกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ร่วมในพิธี
จุลพันธ์กล่าวว่า ปัจจุบันโลกของการทำงานเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีดิจิทัล ระบบอัตโนมัติ ปัญญาประดิษฐ์ และรูปแบบธุรกิจที่เปลี่ยนไป ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อทักษะที่ตลาดแรงงานต้องการ ทำให้การพัฒนากำลังแรงงานไม่สามารถจำกัดอยู่เฉพาะการฝึกอบรมในรูปแบบเดิม
รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาแรงงานให้มีความรู้ความสามารถด้านดิจิทัล สามารถเรียนรู้ได้สะดวก รวดเร็ว ทั่วถึง และลดข้อจำกัดด้านเวลาและสถานที่ จึงมอบหมายให้กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ร่วมกับเครือข่ายพัฒนาฝีมือแรงงาน ดำเนินโครงการ One Platform for Skill Development ซึ่งจะกลายเป็นแพลตฟอร์มดิจิทัลออนไลน์ที่ทำให้แรงงาน ประชาชน และสถานประกอบกิจการเข้าถึงบริการพัฒนาทักษะฝีมือของกรมฯ ตอบสนองความต้องการของตลาดแรงงาน และสนับสนุนการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน
จุลพันธ์กล่าวอีกว่า ก่อนหน้านี้มีเอกชนเข้ามาร่วมในแพลตฟอร์มแล้วกว่า 30 ราย และวันนี้มาเพิ่มอีก 11 ราย ต้องขอขอบคุณภาคเอกชนที่ให้ความร่วมมือ เพราะเราเห็นจุดโหว่ เพราะรัฐที่เป็นหน่วยงานขาดความยืดหยุ่น บางครั้งไม่สามารถปรับหลักสูตรเพื่อรองรับธุรกิจที่ปรับเปลี่ยนได้อย่างทันท่วงที การทำความร่วมมือกับภาคเอกชน ให้นำหลักสูตรมาขึ้นทะเบียนกับตัวแอปพลิเคชัน เพื่อให้แรงงานและบริษัทเอกชนเข้ามาฝึกฝนทักษะและเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ ในอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนไป
สำหรับภาคเอกชนที่เข้ามาร่วมในแพลตฟอร์มนี้จะได้รับสิทธิประโยชน์ เช่น เรื่องภาษี และการลดหย่อนเงินสมทบกองทุน ซึ่งเป็นประโยชน์สำหรับเอกชนที่จะเข้ามาร่วม และจะทำให้มีลูกค้าเพิ่มมากขึ้นเพราะเป็นหลักสูตรที่กรมพัฒนาฝีมือแรงงานรับรอง นอกจากนี้ ยังเป็นการขยายฐานการพัฒนาฝีมือแรงงานให้กว้างขึ้น
จุลพันธ์กล่าวว่า ในวันที่ 14 กันยายน กระทรวงแรงงานจะร่วมลงนามใน MOU กับศรีลังกา ตามมติ ครม. ที่เห็นชอบลงนาม MOU หลังจากนั้นกระบวนการจะเดินหน้าได้ทันที โดยศรีลังกาเตรียมคัดสรรแรงงานให้ประเทศไทย คาดว่าดำเนินการตามขั้นตอนไม่เกิน 1-2 เดือน แรงงานล็อตแรกจะเข้ามาทำงานในประเทศไทยได้ เบื้องต้นกำหนดนำร่องที่ 10,000 คน เพื่อดูทักษะว่าเหมาะกับอุตสาหกรรมใด และทดแทนแรงงานต่างชาติที่ลดลงในช่วงที่ผ่านมา โดยวางเป้าไว้ในกลุ่มอุตสาหกรรมก่อสร้าง
จุลพันธ์กล่าวเพิ่มเติมถึงประโยชน์ในระยะยาวว่า ประเทศไทยยังคงต้องการแรงงานจากต่างประเทศ แต่ต้องระมัดระวัง ทั้งเรื่องความมั่นคง ความปลอดภัย และการประพฤติปฏิบัติ ซึ่งแรงงานจากประเทศศรีลังกาจากประวัติที่ไปทำงานหลายประเทศทั่วโลกไม่ได้รับข่าวสารในเชิงลบ คาดว่าจะเเข้ามาช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้และไม่ก่อให้เกิดปัญหากับประเทศไทย
ทั้งนี้ แรงงานที่เข้ามาจะต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบติดตามกำกับจากกรมการจัดหางานและกระทรวงมหาดไทยอย่างเข้มข้นและเข้มงวด เพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อย ยืนยันว่า ไม่กระทบกับแรงงานไทย เพราะงานบางประเภทหาแรงงานไทยมาทำค่อนข้างยาก และแรงงานต่างชาติที่เข้ามาทดแทนก็มีความจำเป็น





