นิโกลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา และ ซิเลีย ฟลอเรส สตรีหมายเลขหนึ่ง ขึ้นศาลพิจารณา ‘ก่อการร้ายยาเสพติด’ ในศาลสหรัฐอเมริกาเป็นครั้งแรก โดยปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา พร้อมย้ำว่า ตนเองถูกลักพาตัว และยังคงเป็นผู้นำประเทศอยู่ หลังจาก โดนัลด์ ทรัมป์ เปิดปฏิบัติการทางทหารควบคุมตัวสายฟ้าแลบ เมื่อวันที่ 3 มกราคมที่ผ่านมา
เมื่อคืนนี้ (6 มกราคม) สหรัฐฯ นำตัวมาดูโรและซิเลียขึ้นศาลในนครนิวยอร์ก โดยมี อัลวิน เฮลเลอร์สไตน์ (Alvin Hellerstein) เป็นผู้พิพากษาประจำคดี พร้อมด้วยเอกสารคำฟ้องยาว 25 หน้า ซึ่งอัยการสหรัฐฯ ระบุว่า ความผิดของมาดูโรคือการเข้าร่วมปฏิบัติการค้ายาโคเคนกับกลุ่มก่อการร้าย ที่เริ่มขึ้นตั้งแต่ปี 1999 หรือช่วงเวลาที่ผู้นำเวเนซุเอลาเข้าสู่วงการการเมือง โดยมีผู้สมรู้ร่วมคิด คือ นิโกลัส มาดูโร กูเอรา (Nicolás Maduro Guerra) และบุคคลอื่นๆ มากกว่า 3 ราย
ตามรายงานของ The Guardian ที่เข้าร่วมสังเกตการณ์การพิจารณาคดี มาดูโรถูกล่ามโซ่ที่ข้อเท้า แต่ไม่ได้สวมกุญแจมือ โดยเมื่อเขามาถึงศาล ผู้นำเวเนซุเอลาตะโกนทักทายผู้เข้าร่วมการพิจารณาคดีเป็นภาษาอังกฤษคือ “Happy New Year!” (สวัสดีปีใหม่) ขณะที่สตรีหมายเลขหนึ่งเดินตามเข้ามา โดยปรากฏพลาสเตอร์ปิดรอยแผลขนาดใหญ่ 2 จุดบนใบหน้า
บรรยากาศการพิจารณาคดีเริ่มต้นด้วยคำกล่าวทักทายของผู้พิพากษา ขณะที่มาดูโรและฟลอเรสสวมหูฟังแปลภาษา โดยมีการจับสังเกตว่า ผู้นำเวเนซุเอลาส่ายหัวเล็กน้อย เมื่อเฮลเลอร์สไตน์กล่าวสรุปผลของคดี
มาดูโรได้พูดครั้งแรกในขั้นตอนยืนยันชื่อ ซึ่งผู้นำเวเนซุเอลาย้ำชื่อเต็มของเขา คือ นิโกลัส มาดูโร โมรอส ก่อนจะเริ่มวิพากษ์วิจารณ์เสียดสีทางการเมืองว่า เขาคือประธานาธิบดีของเวเนซุเอลา แต่อยู่ที่นี่เพราะถูกลักพาตัวมา
“ผมอยู่ที่นี่ เพราะผมถูกลักพาตัวมาตั้งแต่วันที่ 3 มกราคม ผมถูกจับกุมในบ้านของผมเอง” มาดูโรกล่าว โดย The Guardian ระบุว่า ภาษากายของผู้นำเวเนซุเอลาแสดงถึงความท้าทาย เช่น วางกำปั้นบนลงโต๊ะ, ประสานมือเหมือนสวดมนต์ หรือชี้นิ้วไปข้างหน้า ซึ่งเป็นทิศทางเดียวกับผู้พิพากษา
ในการพิจารณาคดี อัยการกล่าวหาว่า มาดูโรใช้อำนาจในตำแหน่งที่ผิด และบ่อนทำลายสถาบันทางการเมืองที่ชอบธรรม เพื่อขนยาเสพติดอย่างโคเคนจำนวนหลายต้นเข้าสู่สหรัฐฯ อย่าจงใจ โดยร่วมมือกับกองกำลังติดอาวุธปฏิวัติโคลอมเบีย (FARC) และแก๊งค้ายาเสพติด เช่น Sinaloa Cartel, Los Zetas และ Tren de Aragua ซึ่งรัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศให้ทั้งหมดเป็นกลุ่มก่อการร้ายเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2025
อย่างไรก็ดี มาดูโรปฏิเสธข้อกล่าวหาเป็นภาษาสเปน คือ “Soy inocente” (ผมบริสุทธิ์) และ “No soy culpable” (ผมไม่ผิด) ก่อนจะหยุด ขณะที่ทนายประจำตัวส่งสัญญาณผ่านภาษากาย คือ ‘ปิดปาก’ และ ‘ส่ายศีรษะ’ เพื่อไม่ให้มาดูโรพูดอะไรมากกว่านี้ในชั้นศาล
เช่นเดียวกับสตรีหมายเลขหนึ่ง ฟลอเรสย้ำว่า เธอบริสุทธิ์และไม่มีความผิด ขณะที่ไม่นานนัก มาดูโรขออนุญาตศาลเก็บสมุดโน้ตประจำตัวไว้กับตนเอง ซึ่งอัยการตอบรับคำขอ
อย่างไรก็ดี มาดูโรและฟลอเรสยังไม่ได้ยื่นคำร้องขอประกันตัว ขณะที่ทนายแก้ต่างว่า มาดูโรมีเอกสิทธิ์คุ้มกัน (Immunity) ในการถูกดำเนินคดีจากบทบาทผู้นำของรัฐ ขณะที่กล่าวโจมตีว่า การที่สหรัฐฯ ใช้กำลังควบคุมตัวผู้นำและสตรีหมายเลขหนึ่งเวเนซุเอลา ถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย
นอกจากนี้ ทนายยังขอให้มาดูโรและฟลอเรสได้รับการดูแลทางด้านการแพทย์ โดยอ้างว่า ระหว่างการลักพาตัว ฟลอเรสได้รับบาดเจ็บหลายจุด เช่น กระดูกซี่โครงร้าว
อย่างไรก็ดี การพิจารณาคดีจบลงเป็นที่เรียบร้อย เฮลเลอร์สไตน์ได้กำหนดการสอบสวนครั้งต่อไป คือ วันที่ 17 มีนาคม 2026
ในตอนท้ายมีรายงานว่า มาดูโรตะโกนตอบโต้ผู้เข้าร่วมที่กล่าวหาว่า เขาเป็นผู้นำที่ไร้ความชอบธรรมว่า “ผมคือประธานาธิบดีที่ถูกลักพาตัว ผมคือเชลยศึก”
ภาพ: Adam Gray / Reuters
อ้างอิง:


