×

เลือกตั้ง 2569 : ถึงเวลา ‘การทูตกินได้’ อ่านวิสัยทัศน์ ‘พิศาล มาณวพัฒน์’ แคนดิเดต รมว.ต่างประเทศพรรคประชาชน

06.01.2026
ถึงเวลา ‘การทูตกินได้’ อ่านวิสัยทัศน์ พิศาล มาณวพัฒน์ แคนดิเดต รมว.ต่างประเทศ พรรคประชาชน

พรรคประชาชน เปิดตัว พิศาล มาณวพัฒน์ อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำสหรัฐอเมริกา แคนาดา และอินเดีย เป็นแคนดิเดตรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศโควตาคนนอก หากพรรคได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ชี้เป็นการต่างประเทศไทย ‘ตกต่ำ’ เพราะการเมืองภายในที่ไร้เสถียรภาพและรัฐประหาร พร้อมดึงนโยบาย ‘การทูตกินได้’ พาไทยกลับสู่เวทีโลก

 

THE STANDARD สรุปวิสัยทัศน์ของพิศาลใน The Professionals รายการพิเศษเปิดตัวทีมบริหารรัฐบาลประชาชนมืออาชีพของพรรคประชาชน

 

พิศาล มาณวพัฒน์ คือใคร ทำไมจึงตัดสินใจร่วมงานกับพรรคประชาชน?

 

  • พิศาล มาณวพัฒน์ อายุ 69 ปี จบการศึกษาระดับปริญญาโทจาก London School of Economics and Political Science (Master of Science Economics)

 

  • พิศาลเป็นที่รู้จักในฐานะอดีตนักการทูตระดับสูงที่คร่ำหวอดในสายงานต่างประเทศเกือบ 40 ปี โดยเคยดำรงตำแหน่งอดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำสหรัฐอเมริกา, แคนาดา และอินเดีย, หัวหน้าคณะผู้แทนไทยประจำสหภาพยุโรป และกรรมการสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)

 

  • นอกจากนี้ พิศาลยังเป็นสมาชิกวุฒิสภาที่ได้รับการแต่งตั้งในปี 2562 โดยถูกจับตามองในฐานะ 1 ใน 13 สว.เสียงข้างน้อยที่โหวตให้ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในการเลือกตั้งปี 2566

 

  • สาเหตุที่พิศาลร่วมงานกับพรรคประชาชน เพราะเห็นด้วยกับนโยบาย ‘ไทยไม่เทา ไทยเท่ากัน ไทยทันโลก’ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการต่างประเทศโดยตรง และเป็นโอกาสที่การต่างประเทศไทยจะกลับมามีความหวังอีกครั้ง หลังผ่านการเมืองในยุครัฐประหารตลอด 20 ปีที่ผ่านมา

 

  • พิศาลมองว่า การต่างประเทศไทยตกต่ำตลอด 20 ปีที่ผ่านมา เป็นผลจากการเมืองภายในที่ไร้เสถียรภาพและรัฐประหาร ทำให้ไทยถูกลดความสำคัญในสายตานานาชาติ

 

  • อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำสหรัฐฯ เชื่อว่า การต่างประเทศของไทยไม่สามารถฟื้นคืนชีพได้ หากไม่เริ่มจากการปฏิรูปการเมืองและโครงสร้างรัฐควบคู่กัน

 

การทูตกินได้ & ไม่มีคำว่า ‘เป็นกลาง’ – นโยบายต่างประเทศในมุมพิศาล

 

  • พิศาลเชื่อว่า ไม่มีคำว่า ‘เป็นกลาง’ ในนโยบายต่างประเทศ แต่มองว่า ไทยต้องเน้นผลประโยชน์ของประเทศตนเองเป็นสำคัญ ไม่ควรสนับสนุนมหาอำนาจประเทศใดประเทศหนึ่งเป็นหลัก

 

  • พิศาลเสนอแนวคิด ‘ใกล้ใครแล้วได้ประโยชน์ให้เข้าใกล้’ หรือ ‘ไกลแล้วไม่เสียประโยชน์ก็รักษาระยะ’ และโปรประเทศไทยเพียงอย่างเดียว โดยยกตัวอย่างว่า ไทยต้องกล้าพูด หากได้รับผลกระทบกับจีน หรือต้องเร่งผูกมิตรกับสหรัฐฯ เพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ

 

  • หากพรรคประชาชนได้เป็นรัฐบาล พิศาลระบุว่า กระทรวงการต่างประเทศต้องเป็นกระทรวงสำคัญ ไม่สามารถถูกนำไปต่อรองกับพรรคการเมืองใด ถือเป็นชิ้นส่วนสำคัญที่อยู่คู่กับแผนการปฏิรูปประเทศ

 

  • พิศาลระบุว่า การปรับเปลี่ยนโครงสร้างกระทรวงการต่างประเทศเป็นสิ่งที่จำเป็น เช่น การปรับน้ำหนักภารกิจของกระทรวงให้เพิ่มขึ้นในด้านความมั่นคง หรือการผสมผสานประเด็นอื่นๆ อย่างเศรษฐกิจและเทคโนโลยี

 

  • อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำสหรัฐฯ เชื่อว่า การปรับโครงสร้างจะนำไปสู่ ‘การทูตกินได้’ หรือการเชื่อมโยงเรื่องการต่างประเทศเข้ากับเรื่องปากท้อง การค้า การลงทุน เทคโนโลยี การท่องเที่ยวคุณภาพ และโอกาสทางธุรกิจ

 

  • จากประสบการณ์ตรงในฐานะนักการทูต พิศาลย้ำว่า งานใดที่ ‘ไม่จำเป็น’ ต้องกล้า ‘แทงทิ้ง’ โดยต้องตั้งเป้าหมายใหญ่ไม่กี่เรื่อง แต่ทำให้สำเร็จจริง และเน้นการทำงานเชิงรุก แต่ต้องเห็นผลลัพธ์

 

  • นอกจากนี้ หากพิศาลเข้ามาเป็นคณะบริหารของพรรคประชาชน เขาจะไม่จำกัดของตนเองแค่ ‘การทูต’ แต่ต้องเข้าไปจัดการโครงสร้างรัฐทั้งหมดเพื่อทำให้การทูตเสริมพลัง แต่ปัญหาปัจจุบันคือ หน่วยราชการไทยในต่างประเทศกระจัดกระจาย ซึ่งพิศาลมองว่านี่คือ ‘โอกาสปฏิรูป’ โครงสร้างการทำงานในต่างประเทศทั้งหมด

 

  • เป้าหมายสำคัญอีกอย่าง คือ การเปลี่ยนบทบาทสถานทูตจากพื้นที่เชิงสัญลักษณ์ เป็น ‘หน่วยบัญชาการส่วนหน้า’ ของนโยบายประเทศ หากแต่ต้องรวมพลังหน่วยงานราชการไทยทั้งหมดให้เดินไปในทิศทางเดียว

 

‘การทูตที่สง่างาม’ จะทำให้ไทยกลับสู่เวทีโลก

 

  • พิศาลเชื่อว่า การทูตที่สง่างามคือการทูตที่ประเทศอื่นอยากเป็นเพื่อน มีหลักการ และให้คุณค่ากับสิทธิมนุษยชน ซึ่งตลอด 20 ปีที่ผ่านมา แทบไม่มีผู้นำระดับสูงจากประเทศมหาอำนาจมาเยือนไทย หากไม่นับรวมการประชุมสุดยอด APEC หรืองานอย่างอื่นที่จำเป็น

 

  • ขณะที่สิงคโปร์คือตัวอย่างของการทูตที่สง่างาม โดยสะท้อนให้เห็นว่า มีผู้นำระดับโลกมาเยือนเกือบทุกสัปดาห์ ขณะที่ผู้นำสิงคโปร์ก็ยังพยายามสื่อสารไปถึงระดับโลก ไม่ใช่แค่กับประเทศใดประเทศหนึ่ง 

 

  • แคนดิเดต รมว.ต่างประเทศของพรรคประชาชนเชื่อว่า ปัญหาของการทูตไทยคือ ‘ยิ้มได้ แต่พูดไม่ได้’ กล่าวคือ ภายนอกดูสุภาพ เป็นมิตร แต่เมื่อถึงเวลาต้องแสดงจุดยืนกลับไม่มีสาระ ไม่มีท่าทีชัด ดังเช่นกรณีจุดยืนต่อเมียนมา ซึ่งไทยมีท่าทีลอย ไม่ชัดว่าคุยกับทุกฝ่ายจริงหรือไม่ ทั้งที่ไทยสนับสนุนแนวคิดการเจรจาตามฉันทามติ 5 ข้อ แต่ในทางปฏิบัติกลับทำไม่ได้

 

  • พิศาลระบุว่า เขาไม่ได้ต้องการให้ไทย ‘แข็งกร้าว’ แต่ต้องกลับไปใช้ ‘DNA การทูตไทย’ โดยถอดบทเรียนจากยุคเปิดความสัมพันธ์ไทย-จีน ซึ่งอ้างอิงจากบันทึก เตช บุนนาค ที่สะท้อนให้เห็นว่า ผู้นำและนักการทูตไทยในอดีตมีความสง่างาม เท่าเทียม และหนักแน่น

 

  • ภาพตัวอย่างผู้นำเช่น อานันท์ ปันยารชุน, ชาติชาย ชุณหะวัณ และข้าราชการระดับสูง พูดคุยกับจีนด้วยท่าทีสุภาพ แต่รุกในผลประโยชน์ของไทยอย่างชัดเจน นับเป็นภาพสะท้อนถึงเป็นการทูตของไทยที่ไม่ก้าวร้าว แต่ไม่อ่อนข้อจนเสียศักดิ์ศรี

 

  • นอกจากนี้พิศาลยังย้ำว่า เสน่ห์ของนักการทูตไทยคือความสุภาพ ยิ้มแย้ม และเปิดพื้นที่สนทนา ซึ่งในอดีต เมื่อคู่เจรจารู้ว่าเป็นนักการทูตไทย มักอยากพูดคุยและแลกเปลี่ยน หากแต่เสน่ห์นี้ค่อยๆ เลือนหายไปในช่วง 20 ปีหลัง

 

  • พิศาลเปรียบเทียบยุคทองการทูตไทยกับปัจจุบันว่า ‘เหมือนฟ้ากับเหว’ โดยในอดีต ไทยเคยเป็นแกนกลางอาเซียน, ได้รับความเชื่อถือจากผู้นำโลก เช่นลีกวนยู หรือประสบความสำเร็จจากการทำงานเชิงรุกจริงๆ

 

  • กล่าวโดยสรุป แคนดิเดต รมว.ต่างประเทศพรรคประชาชนเน้นย้ำว่า การทูตไทยต้องกลับมายืนบนหลักการ ความกล้า และความสง่างาม โดยต้องเลิกการทูตแบบเกรงใจจนเสียศักดิ์ศรี และเชื่อมโยงกับการปฏิรูปประเทศ เพื่อให้ไทยกลับมาเป็นประเทศที่โลก ‘เคารพ’ ไม่ใช่แค่ ‘เกรงใจ’

 

‘ประเทศเพื่อนบ้าน’ คือความสำคัญสูงสุดของไทย

 

  • ในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ พิศาลเชื่อว่า ประเทศเพื่อนบ้านคือลำดับความสำคัญสูงสุด พรมแดนควรเป็น ‘สนามการค้า’ และ ‘มิตรภาพ’ โดยการค้าชายแดนมีศักยภาพสูง และต้องช่วยให้ผู้ประกอบการทั้งส่วนกลางและชายแดนอยู่ได้จริง 

 

  • สำหรับปัญหาเรื่องกัมพูชา พิศาลอยากให้ทุกฝ่ายมองระยะยาว ไม่ยึดติดกับอารมณ์หรือชาตินิยมระยะสั้น โดยต้องเริ่มตั้งคำถามว่า อยากได้เพื่อนบ้านแบบใดในอนาคต เพราะการขับไล่หรือสร้างความเกลียดชัง จะย้อนกลับมาทำให้คนรุ่นหลังไม่ปลอดภัย ขณะที่เด็กในพื้นที่ชายแดนที่เติบโตมากับระบบการศึกษาไทย คือ ‘ทุนทางการทูต’ ระยะยาว

 

  • สำหรับบทสรุป หรือ ‘Endgame’ ปัญหาไทย-กัมพูชา พิศาลมองว่า ต้องอาศัยผู้นำที่มีวุฒิภาวะ คือ กล้าสื่อสารกับประชาชนว่า บทสรุปคืออะไร, หาทางออกด้วยกลไกปักปันเขตแดนทวิภาคีให้จบ ไปจนถึงยอมรับความจริงให้ได้ว่า ผลสรุปที่แท้จริงจะเป็นอย่างไร

 

  • ในประเด็นเมียนมา พิศาลมองว่า ไทยไม่กล้าแสดงจุดยืน เพราะกลัวผู้นำทหารไม่พอใจ ดังเช่นในวันที่มีคำสั่งประหารชีวิตฝ่ายต่อต้าน ไทยพลาดโอกาสสำคัญในการแสดงบทบาทเชิงหลักการ ขณะที่ ฮุน เซน อดีตผู้นำกัมพูชาในฐานะประธานอาเซียน กลับตัดสินใจเขียนหนังสือขอให้ละเว้นโทษประหาร

 

  • พิศาลชี้ว่า หากไทยยื่นหนังสือขอชีวิต จะมีแต่ ‘ได้กับได้’ เพราะหากเมียนมายอม ไทยได้เครดิตด้านมนุษยธรรมและความกล้า หรือหากไม่ยอมก็จะเห็นชัดว่า เมียนมาไม่ได้เกรงใจไทยอย่างที่ฝ่ายไทยคิด แต่ไทยกลับไม่ทำ ทำให้พลาดทั้งศักดิ์ศรีและโอกาสสร้างความสัมพันธ์กับฝ่ายที่อาจเป็นผู้นำในอนาคต

 

  • สำหรับบทบาทไทยในมิติภูมิรัฐศาสตร์ อดีตนักการทูตอาวุโสเชื่อว่า ไทยมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์มาก แต่ไม่เคยใช้เป็นอำนาจต่อรอง เช่น กรณีเหมืองแร่ในเมียนมาที่กระทบแม่น้ำของประเทศ ทว่าไทยไม่กล้าพูดกับประเทศใหญ่

 

อ้างอิง:


READ MORE





EDITOR'S PICKS


Latest Stories