×

‘4 in 1’ โจ โกเมซ นักเตะ ‘มนุษย์เป็ด’ ที่เล่นได้ทุกบทบาท

05.03.2024
  • LOADING...

HIGHLIGHTS

4 MIN READ
  • ไม่นับตำแหน่งเซ็นเตอร์ฮาล์ฟที่เป็นตำแหน่งถนัดโดยธรรมชาติอยู่แล้ว เท่ากับว่าตอนนี้โกเมซสามารถเล่นได้ถึง 4 ตำแหน่ง ‘DRLC / DMC’ (ใครเล่นเกม FM จะเข้าใจ)
  • โกเมซไม่ใช่ ‘มืออาชีพ’ ในบทบาทเหล่านี้ ไม่มีสกิลเซ็ตพิเศษที่สร้างความแตกต่างได้ สิ่งที่โกเมซมีติดตัวคือ ‘พื้นฐานการเล่น’ และทัศนคติที่พร้อมจะทำหน้าที่ไม่ว่าจะในบทบาทไหนก็ตามที่ได้รับการมอบหมายให้

ในพรีเมียร์ลีกเวลานี้มีประเด็นคำถามสนุกๆ ให้ขบคิดกันเล่นๆ ว่าใครคือนักฟุตบอลที่เก่งที่สุดในพรีเมียร์ลีกเวลานี้กันนะ?

 

ฟิล โฟเดน ที่แรงขึ้นมา, เออร์ลิง เบราต์ ฮาลันด์, เควิน เดอ บรอยน์, โรดรี, โมฮัมเหม็ด ซาลาห์, บูกาโย ซากา, เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค หรือดีแคลน ไรซ์?

 

แต่มันจะมีอยู่คนหนึ่งที่ไม่ค่อยเด่นอะไรกับเขาหรอก แต่สมควรจะได้รับคำชื่นชมเหมือนกัน

 

รู้จัก โจ โกเมซ นักเตะ ‘4 in 1’ ไหม?

 

มนุษย์เป็ดผู้สู้ทุกจังหวะ! 

 

ในฤดูกาลวิบากเวรวิบากกรรมของลิเวอร์พูลที่ประสบปัญหาอาการบาดเจ็บของผู้เล่นในระดับวิกฤตการณ์ หนึ่งในนักเตะที่คอยแบกทีมอย่างเงียบๆ และมีส่วนช่วยให้ทีมของเจอร์เกน คล็อปป์ ยังประคับประคองตัวเองจนได้แชมป์รายการแรกของฤดูกาลนี้ เข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายเอฟเอคัพ อยู่ในรายการยูฟ่ายูโรปาลีก และนำจ่าฝูงพรีเมียร์ลีกเวลานี้อยู่คือ โจ โกเมซ

 

นักเตะสารพัดประโยชน์ที่ ‘อีโว’ ตัวเองเยอะมากในฤดูกาลที่ผ่านมา

 

จากนักเตะที่ถูกมองว่าเป็นเพียงแค่ตัวสำรองในแนวรับ วันนี้ดาวเตะวัย 26 ปีพิสูจน์ตัวเองในบทบาทใหม่ที่ไม่มีใครอยากเชื่อ เมื่อโกเมซได้โอกาสลงเล่นในบท ‘หมายเลข 6’​ หรือกองกลางตัวรับเพื่อทำหน้าที่แทนที่ของวาตารุ เอ็นโดะ ที่มีอาการบาดเจ็บติดพันหลังเกมนัดชิงคาราบาวคัพกับเชลซีที่เวมบลีย์

 

ถึงแม้จะขัดเขินอยู่บ้างเพราะธรรมชาติของการเล่นเป็นกองกลางตัวรับกับธรรมชาติของการเล่นเป็นกองหลังเหมือนเรียนคนละวิชา ซึ่งการเล่นบทกองกลางนั้นหากเล่นไม่ดีพอจะส่งผลกระทบมหาศาลต่อทีม เหมือนที่ลิเวอร์พูลเคยล่มสลายในฤดูกาลที่แล้ว เพราะฟาบินโญและจอร์แดน เฮนเดอร์สัน ไม่สามารถแบกทีมได้ไหว

 

แต่โกเมซก็ทำผลงานที่ถือว่า ‘สอบผ่าน’ ในระดับดีกว่าที่คิด อาจไม่ได้โดดเด่นมาก แต่ก็ไม่ได้เลวร้าย และยิ่งเล่นก็ดูยิ่งฉายแววให้เห็นว่าอาจพอเอาดีในตำแหน่งนี้เพิ่มได้อีกเหมือนกัน

 

ก่อนหน้านี้โกเมซก็พิสูจน์ให้เห็นมาแล้วทั้งกับการเล่นเป็นแบ็กขวาจำเป็นในวันที่ไม่มีเทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ และในช่วงวิกฤตที่ลิเวอร์พูลไม่เหลือแบ็กซ้ายอาชีพแม้แต่คนเดียว นักเตะที่ย้ายมาจากชาร์ลตันด้วยค่าตัว 3.5 ล้านปอนด์เมื่อปี 2015 ก็ก้าวขึ้นมาทำหน้าที่ได้อย่างไร้ที่ติ

 

ฟอร์มของเขาในบทแบ็กซ้ายดีเสียจนมีการพูดถึงว่าอาจเบียดแอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน เจ้าของตำแหน่งตัวจริง หรือคอสตาส ซิมิคาส แบ็กซ้ายตัวสำรองได้ด้วยซ้ำไป

 

เพราะโกเมซไม่ได้เล่นเป็นแบ็กซ้ายเฉยๆ แต่เล่นแบบ ‘Inverted’ หรือแบ็กหุบใน ซึ่งเป็นระบบการเล่นใหม่ของลิเวอร์พูลที่ในเกมรุกจะขยับเข้ามาช่วยรับบอลด้านใน แต่จะถ่างออกไปปิดเกมริมเส้นตามปกติเมื่อถึงเกมรับ

 

ไม่นับตำแหน่งเซ็นเตอร์ฮาล์ฟที่เป็นตำแหน่งถนัดโดยธรรมชาติอยู่แล้ว เท่ากับว่าตอนนี้โกเมซสามารถเล่นได้ถึง 4 ตำแหน่ง ‘DRLC / DMC’ (ใครเล่นเกม FM จะเข้าใจ)

 

 

มนุษย์เป็ดที่ไม่มีขีดจำกัด

 

อย่างไรก็ดีถึงจะเล่นได้ทุกตำแหน่ง แต่จุดเด่นของโกเมซมีความแตกต่างจาก ‘มืออาชีพ’ อย่างเทรนต์, โรเบิร์ตสัน, ซิมิคาส หรือแม้แต่เอ็นโดะ

 

เขาไม่ใช่ ‘มืออาชีพ’ ในบทบาทเหล่านี้ ไม่มีสกิลเซ็ตพิเศษที่สร้างความแตกต่างได้ เขาไม่มีลูกเปิดแม่นยำเหมือนเทรนต์หรือโรเบิร์ตสัน ไม่ได้เติมเกมรุกมันสะเด่าเหมือนซิมิคาส และไม่ใช่คนที่สแกนมองบอลตลอดเวลา และรู้ว่าจะเข้าตัดบอลจังหวะไหนถึงจะดีที่สุดแบบเอ็นโดะ

 

และแน่นอนเขายิงประตูไม่เก่ง ซึ่งน่าเหลือเชื่อที่จนถึงวันนี้โกเมซยังยิงประตูให้ลิเวอร์พูลไม่ได้แม้แต่ลูกเดียว และกลายเป็นแรงกดดันแบบขำๆ ที่แฟนบอลจะตะโกนบอกให้เขา “ยิงงงงงง” ทุกครั้งที่เห็นเขาได้บอลในระยะน่ารักน่าลุ้น (ซึ่งก็ถ้าไม่ข้ามคานก็ติดเซฟหมด)

 

สิ่งที่โกเมซมีติดตัวคือ ‘พื้นฐานการเล่น’ ที่แน่นปึ้ก รวมถึงร่างกายที่นอกจากสูงใหญ่ ขายาว ยังมีความแข็งแกร่งพละกำลังดี

 

ที่สำคัญคือทัศนคติที่พร้อมจะทำหน้าที่ไม่ว่าจะในบทบาทไหนก็ตามที่ได้รับการมอบหมายให้

 

ก่อนหน้านี้นักเตะคนที่เป็นมนุษย์เป็ดในแอนฟิลด์คือเจมส์ มิลเนอร์ ซึ่งก็มีการตั้งคำถามอยู่เหมือนกันในวันที่นักเตะจอมเก๋าอำลาทีมไปเพราะไม่ได้รับสัญญาฉบับใหม่จากสโมสรว่าจะมีใครที่สามารถก้าวขึ้นมาเป็น ‘นิวมิลเนอร์’ ได้หรือไม่

 

โชคดีที่ลิเวอร์พูลได้โกเมซซึ่งเติบโตขึ้นไปอีกขั้นได้อย่างน่าประทับใจในฤดูกาลนี้

 

โกเมซอาจเป็นนักเตะในแบบ ‘มนุษย์เป็ด’ หรือ ‘Multipotentiality’ คนที่ทำอะไรได้หลายอย่างแต่อาจทำอะไรให้ดีจริงๆ ไปเลยไม่ได้สักอย่าง

 

แต่ถึงจะเป็นเป็ดก็เป็นคนในแบบที่มีความจำเป็นต่อองค์กร และบางครั้งอาจสำคัญกว่าที่คิดด้วย เหมือนโกเมซที่ตอนนี้กลายเป็นนักเตะที่คล็อปป์พร้อมส่งลงสนามเป็นคนแรกๆ ของทีม เรียกว่าได้รับความไว้วางใจสูง

 

ด้วยความเข้าใจเกมที่ดีเยี่ยม ทำให้เขาเชื่อมโยงกับเพื่อนได้ไม่ยาก และแสดงให้เห็นว่าเป็นที่พึ่งพาได้ และเป็นตัวอย่างที่ยอดเยี่ยมของคนที่พยายามพัฒนาตัวเองตลอดเวลา

 

เห็นไหมเป็นเป็ดก็ไม่ได้แย่เสมอไป!

 

โจ โกเมซ กลายเป็นนักเตะที่คล็อปป์วางใจมากที่สุด

 

ความพยายามไม่เคยทำร้ายใคร

 

อ่านมาถึงตรงนี้อาจคิดว่าก็โกเมซเล่นในทีมใหญ่แบบลิเวอร์พูล มีเพื่อนร่วมทีมดีทุกอย่างก็ดูง่ายขึ้นสิ

 

แต่ชีวิตจริงเป็นไปในทางตรงข้ามเลย เพราะช่วงหลายปีที่ผ่านมานักเตะคนเดียวในทีมที่เหลืออยู่ที่ย้ายมาใน ‘ยุคก่อนคล็อปป์’ (โกเมซย้ายมาในยุคของเบร็นแดน ร็อดเจอร์ส) ต้องต่อสู้อย่างหนักหนาและสาหัส

 

การต่อสู้นั้นไม่ได้อยู่แค่เรื่องของการชิงตำแหน่งกับเพื่อนร่วมทีม ซึ่งแม้จะเริ่มจากตำแหน่งแบ็กซ้ายในช่วงแรกที่ย้ายมา แต่เมื่อลิเวอร์พูลเข้าสู่ยุคของคล็อปป์ ตำแหน่งของเขาถูกขยับเข้ามาเป็นปราการหลังตัวกลาง ซึ่งก็เจอคู่แข่งที่แข็งแกร่งมากมาย ตั้งแต่ เดยัน ลอฟเรน, โจเอล มาทิป ไปจนถึงเวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค และอิบราฮิมา โกนาเต

 

จะขยับไปแบ็กขวาก็มีอเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ จะไปเล่นแบ็กซ้ายก็สู้โรเบิร์ตสันไม่ไหว

 

แต่ที่หนักที่สุดคือการพยายามฟื้นตัวเองกลับมาจากอาการบาดเจ็บร้ายแรงเอ็นหัวเข่าฉีกที่เกิดขึ้นถึง 2 ครั้ง ครั้งแรกเกิดขึ้นในปี 2015 ในช่วงโปรแกรมทีมชาติอังกฤษชุดอายุต่ำกว่า 21 ปี หลังคล็อปป์เข้ามารับตำแหน่งนายใหญ่ที่แอนฟิลด์ได้ไม่นาน ก็ต้องพักการเล่นไปยาวนาน

 

อีกครั้งในปลายปี 2020 ที่ทำให้ต้องพักการเล่นนานร่วมปี เมื่อกลับมาก็ไม่สามารถเรียกฟอร์มการเล่นเดิมกลับมาได้ด้วย

 

หลายครั้งหลายหนที่เขาถูกแฟนบอลวิจารณ์และโจมตีอย่างหนักเพราะฟอร์มตก บางทีดูเสียสมาธิในการเล่นง่ายๆ จนโดนเรียกว่าโจ ‘โกเหม่อ’ ก็มี แต่โกเมซก็ไม่ได้ยี่หระต่อเสียงวิจารณ์ พยายามจะต่อสู้ในแบบของตัวเองเสมอ

 

จนถึงตอนนี้ในฤดูกาลที่เขาลงสนามไปแล้ว 37 นัด ซึ่งมีโอกาสสูงที่จะแซงหน้าสถิติการลงสนามมากที่สุดในฤดูกาลเดียวให้กับลิเวอร์พูล (2019/20 ลงไป 43 นัด) โดยที่มีความหวังว่ามันจะเป็นฤดูกาลที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเขา

 

ฟอร์มดังกล่าวทำให้เริ่มมีการพูดถึงโอกาสที่โกเมซจะได้รับการเรียกตัวจากแกเร็ธ เซาท์เกต กลับไปติดทีมชาติอังกฤษอีกครั้ง เพราะน่าจะเป็นนักเตะที่มีคุณค่าต่อทีมสูงมาก ต่อให้จะไม่ได้เป็นมืออาชีพที่มีสกิลพิเศษอะไรมากมายก็ตาม

 

แต่ถ้ามีโอกาสหยิบยื่นมาให้ มนุษย์เป็ดคนนี้พร้อมจะพิสูจน์ให้เห็น

 

ว่าถึงจะเป็ดแต่ก็สู้นะเฟร้ย!

 

อ้างอิง:

 


 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 

 

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

...
X
...
Close Advertising