ทำไมงานคราฟต์แบบไทยเหมือนกัน
บางคนขายได้ 100 บาท
แต่บางคนขายได้ 1,000 บาท
อะไรคือความแตกต่าง?
Jim Thompson เป็นที่รู้จักในฐานะแบรนด์ผ้าไหมไทยและของฝากที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกนิยม แต่เบื้องหลังยังมีอีกหนึ่งธุรกิจสำคัญอย่าง Jim Thompson Home Furnishings ที่พาผ้าและงานออกแบบจากประเทศไทยเข้าไปอยู่ในโรงแรมและโครงการลักชัวรีนานาประเทศ ตั้งแต่ The Savoy London, Park Hyatt Paris, Capella Singapore ไปจนถึงกว่า 35% ของโรงแรมที่ติดอันดับ The World’s 50 Best Hotels
คำถามที่น่าสนใจคือ
อะไรทำให้งานคราฟต์จากประเทศไทยสามารถแข่งขันกับแบรนด์ระดับโลก และกลายเป็นตัวเลือกของสถาปนิก นักออกแบบ และโรงแรมชั้นนำ
คำตอบคือ Jim Thompson ไม่ได้กำลังขาย ‘ผ้า’
แต่พวกเขาขาย Story × Innovation × Ecosystem
🎨 Story
ไม่ใช่แค่การออกแบบลวดลายให้สวยงาม แต่คือการสร้าง Character และ Story ที่ทำให้สินค้ามีเอกลักษณ์และสร้างคุณค่าเพิ่มให้กับพื้นที่ที่นำไปใช้งาน
ยกตัวอย่างวิธีคิดการพาผ้าไทยไปอยู่ในโรงแรมระดับโลก พวกเขาไม่ได้มองมันเป็นเพียงวัสดุตกแต่ง แต่มองเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยสร้างประสบการณ์ ความรู้สึก และเอกลักษณ์ให้กับสถานที่นั้น
⚙️ Innovation
ไม่ใช่การสร้างสิ่งใหม่จากศูนย์ แต่คือการนำงานหัตถกรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นมาต่อยอดด้วยเทคโนโลยีและมาตรฐานการผลิตระดับสากล
ตัวอย่างเช่น ผ้าโซฟาหนึ่งผืนอาจต้องผ่านการทดสอบการเสียดสี การใช้งานหนัก หรือการทดสอบการลามไฟนับร้อยหรือหลายพันครั้ง เพื่อให้สามารถใช้งานได้จริงในโรงแรมและอาคารสาธารณะระดับโลก
🤝 Ecosystem
อีกหนึ่งหัวใจสำคัญ คือการสร้างระบบการทำงานร่วมกับช่างฝีมือ ผู้ผลิต และชุมชนท้องถิ่น เพื่อรักษาอัตลักษณ์ สร้างมาตรฐาน และขยายธุรกิจได้โดยไม่สูญเสียคุณค่าของงานคราฟต์
บนเวที The Secret Sauce Business Weekend อีสาน คุณดาว วิชดา สีตกะลิน ครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ จิม ทอมป์สัน กลุ่มธุรกิจสินค้าผ้าตกแต่งบ้าน บริษัทอุตสาหกรรมไหมไทย จำกัด จะมาแชร์ Insight และวิธีคิดแบบหมดเปลือกว่า จะเปลี่ยนภูมิปัญญา วัฒนธรรม และอัตลักษณ์ท้องถิ่น ให้กลายเป็นมูลค่าทางธุรกิจได้อย่างไร
🎯 สิ่งที่คุณจะได้เรียนรู้จาก Session นี้
✅ วิธีเปลี่ยนของดีที่มีอยู่แล้ว ให้กลายเป็นสินค้าพรีเมียมที่มีนวัตกรรม
✅ วิธีคิดการหาโอกาสและลูกค้าใหม่ เพื่อพาธุรกิจไปต่อได้จริง
✅ แรงบันดาลใจจากแบรนด์คราฟต์ไทย ที่เติบโตในตลาดระดับโลก
“เพราะบางครั้ง สิ่งที่ทำให้สินค้าขายได้แพงขึ้น ไม่ใช่การเปลี่ยนสินค้า แต่คือการเปลี่ยนวิธีมองคุณค่าของมัน”


