วันนี้ (20 สิงหาคม) เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมจังหวัดน่าน ตั้งแต่ช่วงเช้า โดยขึ้นเฮลิคอปเตอร์สำรวจสถานการณ์จากมุมสูง เพื่อประเมินระดับน้ำและพื้นที่ได้รับผลกระทบ ก่อนเดินทางต่อไปยังอำเภอปัว เพื่อติดตามการช่วยเหลือประชาชน พร้อมเตรียมหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมที่วัดเบ็งสกัด เพื่อประสานการสนับสนุนกำลังพล เครื่องมือ และทรัพยากรสำหรับช่วยเหลือและฟื้นฟูพื้นที่
ก่อนหน้านี้ เจเศรษฐ์ลงพื้นที่บริเวณสถานีวัดระดับน้ำ N1 เขตเทศบาลเมืองน่าน พบระดับน้ำอยู่ที่ 8.5 เมตร ต่ำกว่าระดับที่คาดการณ์ไว้ 9.10 เมตร และมีแนวโน้มลดลงในช่วงเช้า อย่างไรก็ตาม ยังต้องเฝ้าระวังฝนตกหนักในพื้นที่อำเภอท่าวังผาและอำเภอปัว ซึ่งอาจเติมมวลน้ำเข้าสู่พื้นที่
มวลน้ำจากอำเภอเมืองน่าน คาดว่าจะไหลลงสู่อำเภอเวียงสาในอีกประมาณ 6 ชั่วโมง โดยขณะนี้มีน้ำล้นตลิ่งประมาณ 1 เมตร เนื่องจากเป็นพื้นที่รับน้ำจุดสุดท้ายของจังหวัดน่าน ซึ่งมีแม่น้ำน่าน แม่น้ำว้า และแม่น้ำสาไหลมารวมกัน
เจเศรษฐ์กำชับให้เร่งซ่อมแซมพนังกั้นน้ำที่ได้รับความเสียหาย พร้อมวางแผนปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นในระยะยาว ขณะเดียวกัน สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมแผนฟื้นฟูหลังน้ำลด โดยเฉพาะระบบประปา ทั้งสถานีผลิตน้ำ ระบบสูบน้ำ และระบบจ่ายน้ำ รวมถึงกำลังคนและอุปกรณ์ เพื่อให้สามารถกลับมาจ่ายน้ำสะอาดแก่ประชาชนได้โดยเร็ว หลังประชาชนทยอยกลับเข้าสู่บ้านเรือน
ด้านกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เตรียมระดมรถน้ำ รถตัก และรถกวาดขยะ เข้าฟื้นฟูและทำความสะอาดบ้านเรือนและถนนหลังระดับน้ำลด คาดใช้เวลาประมาณ 2 วัน พร้อมเตรียมจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยล็อตแรก ครอบคลุมค่าเครื่องนอน เครื่องนุ่งห่ม และเครื่องครัว โดยประชาชนสามารถแจ้งความเสียหายผ่านกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือองค์การบริหารส่วนตำบลในพื้นที่ ส่วนล็อตที่ 2 จะสำรวจความเสียหายด้านที่อยู่อาศัยและพืชผลทางการเกษตร
ขณะเดียวกัน กลุ่มเปราะบางในพื้นที่ได้อพยพไปยังศูนย์พักพิงเทศบาลเมืองน่านแล้ว พร้อมเปิดสายด่วน 054-716-174 ให้ประชาชนแจ้งขอความช่วยเหลือได้ตลอด 24 ชั่วโมง
เจเศรษฐ์ย้ำแนวทางการทำงานว่า “น้ำยังไม่ลด ภารกิจยังไม่จบ และเมื่อน้ำลด เราต้องพร้อมฟื้นฟูทันที” โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงเฝ้าระวังสถานการณ์และประเมินปริมาณฝนจากพื้นที่ต้นน้ำอย่างใกล้ชิด เพื่อรับมือมวลน้ำระลอกใหม่และเร่งฟื้นฟูพื้นที่ให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัยโดยเร็วที่สุด










