×

จากสัญลักษณ์เฟื่องฟูสู่เศษเหล็กทางเศรษฐกิจ คนญี่ปุ่นเริ่มเมิน ‘ตู้กดน้ำ’ เหตุราคาแพงกว่าซูเปอร์มาร์เก็ต 20%

31.03.2026
  • LOADING...
ตู้กดน้ำอัตโนมัติที่โอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งกำลังถูกคนญี่ปุ่นเมินหลังราคาแพงกว่าซูเปอร์มาร์เก็ต 20%

เสน่ห์ที่เคยมีอยู่ทุกหัวระแหงของแดนอาทิตย์อุทัยกำลังค่อยๆ เลือนหายไป ตู้กดน้ำที่เคยเป็นสัญลักษณ์แห่งความก้าวหน้าและความสะดวกสบาย กำลังเผชิญหน้ากับมรสุมทางเศรษฐกิจที่บีบให้พวกมันต้องทยอยหายไปจากท้องถนน

 

 
 

ตู้กดเครื่องดื่มกว่า 2.2 ล้านตู้ทั่วประเทศ ซึ่งเคยเป็นภาพจำยุคฟองสบู่เฟื่องฟูในปี 1985 ตอนนี้มีจำนวนลดลงไปแล้วถึง 23 เปอร์เซ็นต์ สะท้อนให้เห็นว่าโมเดลธุรกิจนี้กำลังเผชิญกับทางตัน

 

รายงานจาก The Financial Times ระบุว่า DyDo ผู้ให้บริการรายใหญ่อันดับ 3 เตรียมโละตู้ทิ้งถึง 7.5 เปอร์เซ็นต์ จากทั้งหมด 270,000 ตู้ หลังขาดทุนย่อยยับที่สุดเท่าที่เคยมีมา

 

โทมิยะ ทาคามัตสึ (Tomiya Takamatsu) ประธานบริษัทเปิดใจยอมรับว่า “ธุรกิจตู้กดน้ำกำลังยากลำบากเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้ สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คือการหยุดเลือดที่กำลังไหล”

 

ด้าน Ito En ผู้ผลิตชาเขียวรายใหญ่ก็เตรียมปรับโครงสร้างธุรกิจนี้เช่นกัน โดยต้องแบกรับผลขาดทุนจากการด้อยค่าสูงถึง 1.36 หมื่นล้านเยน (ประมาณ 2.85 พันล้านบาท)

 

ยุคของแพงและแรงงานตึงตัว ทุบตู้กดน้ำร่วง

 

แม้คนจะชอบความสะดวกสบาย แต่ภาวะเงินเฟ้อตลอด 3 ปีที่ผ่านมาก็บีบให้ผู้บริโภคต้องคิดหนัก เครื่องดื่มในซูเปอร์มาร์เก็ตหรือร้านสะดวกซื้อกลับมีราคาถูกกว่าตู้กดน้ำถึง 20 เปอร์เซ็นต์

 

อย่างเช่นชาเขียวแบรนด์ดังขนาด 500 มิลลิลิตร มีราคาที่ตู้สูงถึง 160 เยน (ประมาณ 33.60 บาท) แต่สามารถหาซื้อในซูเปอร์มาร์เก็ตได้ในราคาเพียง 79 เยน (ประมาณ 16.59 บาท)

 

เมื่อค่าแรงไม่ขึ้น คนก็ต้องประหยัด ข้อมูลจากสถาบันวิจัย Inryo Soken ชี้ว่ายอดขายเครื่องดื่มผ่านตู้ในปี 2024 ร่วงลงเหลือเพียง 42 ล้านลัง จากที่เคยพีคสุดถึง 72 ล้านลังในปี 1997

 

นอกจากเรื่องราคาแล้ว ปัญหาใหญ่คือตู้พวกนี้ไม่ได้ ‘อัตโนมัติ’ อย่างที่คิด เพราะยังต้องพึ่งพาคนขับรถบรรทุกตระเวนเติมของ ท่ามกลางวิกฤตขาดแคลนแรงงานที่ดันค่าจ้างพุ่งขึ้น 7.1 เปอร์เซ็นต์

 

อากิฮิโตะ นากาอิ (Akihito Nakai) นักวิเคราะห์ค้าปลีกอิสระมองว่า ปัญหาคือระบบไม่ได้ถูกแปลงเป็นดิจิทัล บริษัทแทบไม่รู้เลยว่าของหมดหรือไม่จนกว่าจะส่งคนไปตรวจสอบหน้าตู้

 

ทางรอดสุดท้าย หรือถึงเวลาต้องบอกลา

 

บริษัทเครื่องดื่มหลายแห่งต้องดิ้นรนหาทางรอด Pokka Sapporo Food & Beverage ตัดสินใจขายธุรกิจตู้กดน้ำให้กับ Lifedrink เพราะทนแบกรับต้นทุนไม่ไหว

 

ขณะที่ Coca-Cola Bottlers Japan Holdings ก็ต้องรับรู้ผลขาดทุนถึง 8.81 หมื่นล้านเยน (ประมาณ 1.85 หมื่นล้านบาท) เพื่อรีดไขมันและปรับปรุงธุรกิจให้คล่องตัวขึ้น

 

อีกหนึ่งจุดอ่อนคือการก้าวไม่ทันเทคโนโลยี คนรุ่นใหม่เมินตู้กดน้ำเพราะหลายตู้ไม่รองรับการจ่ายเงินแบบไร้เงินสดอย่าง PayPay หรือ Suica ซึ่งต่างจากร้านสะดวกซื้อที่ทำได้หมด

 

คาซุฮิโระ มิยาชิตะ (Kazuhiro Miyashita) ประธาน Inryo Soken เตือนว่า “ผู้บริโภคที่ไม่อยากจ่ายเงินซื้อเครื่องดื่มในราคาเต็ม ต่างก็หันหลังให้กับตู้กดน้ำกันไปแล้ว”

 

เขายังย้ำอีกว่าหากราคาหน้าตู้ทะลุ 200 เยน (ประมาณ 42 บาท) ความต้องการใช้งานจะยิ่งหดตัวลงไปอีก ทางรอดเดียวคือบริษัทต่างๆ ต้องหันมาใช้ระบบหลังบ้านร่วมกันเพื่อลดต้นทุน

 

ท้ายที่สุดแล้ว นวัตกรรมที่หยุดนิ่งในวันที่โลกหมุนไปข้างหน้า ก็ย่อมถูกทิ้งไว้เบื้องหลังเป็นเพียงเศษเหล็กในหน้าประวัติศาสตร์เศรษฐกิจเท่านั้น

 

ภาพ : Torjrtrx / Shutterstock

 

อ้างอิง:

 

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories