×

จับตาสถานการณ์ ‘จีน-ไต้หวัน-สหรัฐฯ’ ผู้ค้าทองชี้ หากความรุนแรงปะทุ อาจดันทองคำพุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์

05.08.2022
  • LOADING...
ทองคำ

ผู้ค้าทองมองเทรนด์ ราคาทองคำ ปีนี้ยังเป็นทิศทางขาลงและทรงตัว แม้ความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างสหรัฐฯ และจีนจะเพิ่มขึ้นจากการเยือนไต้หวันในรอบ 25 ปี ของ แนนซี เพโลซี แนะจับตาการโต้ตอบของจีน ซึ่งหากมีการเผชิญหน้าทางกองกำลังทหารระหว่างวัน อาจทำให้ราคาทองคำสร้างสถิติสูงสุดในประวัติศาสตร์ครั้งใหม่ที่ 2,100 จุด 

 

เมื่อคืนที่ผ่านมา (4 สิงหาคม) ราคาทองคำพุ่งขึ้นกว่า 1% แตะระดับสูงสุดในรอบ 1 เดือน โดยได้แรงหนุนจากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่ปรับลดลง เนื่องจากนักลงทุนกำลังจับตามองความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และจีนอย่างใกล้ชิด

 

โดยราคา Gold Spot เพิ่มขึ้น 1.6% สู่ระดับ 1,793.34 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งพุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 5 กรกฎาคมก่อนหน้านี้ ส่วนราคา Gold Futures ของสหรัฐฯ พุ่งขึ้น 1.89% สู่ระดับ 1,810.90 ดอลลาร์ต่อออนซ์

 

ส่วนความเคลื่อนไหวราคาทองคำในประเทศวันนี้ (5 สิงหาคม) ราคาทองคำแท่งอยู่ที่ รับซื้อ 30,150 บาทต่อบาททองคำ และขายออกที่ 30,250 บาทต่อบาททองคำ ส่วนทองรูปพรรณ รับซื้อที่ 29,607.48 บาทต่อบาททองคำ และขายออกอยู่ที่ 30,750 บาทต่อบาททองคำ 

 

ณัฐพงศ์ หิรัณยศิริ ประธานฝ่ายบริหาร บริษัทในเครือ MTS Gold แม่ทองสุก กล่าวว่า ราคาทองคำเมื่อวานนี้ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นทำระดับสูงสุดรอบ 1 เดือน เป็นความเคลื่อนไหวระยะสั้นเท่านั้น โดยมีสาเหตุมาจากความกังวลต่อสถานการณ์ทางการเมืองระหว่างจีนและไต้หวัน และผลกระทบต่อการเจรจาทางการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ ซึ่งหากยืดเยื้อออกไปจะกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลก 

 

“เรื่องความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างจีนและไต้หวัน ต้องดูว่าแย่กว่านี้หรือไม่ และแย่แค่ไหน จะมีการปะทะกันทางกองกำลังทางทหารหรือไม่ หรือเป็นเพียงการซ้อมรบเพื่อแสดงอำนาจของจีนเท่านั้น หากเป็นเพียงการขู่หรือแสดงอำนาจ ราคาทองคำก็จะไม่ตอบรับปัจจัยนี้อีกต่อไป แต่หากมีการปะทะกันทางทหารจีน ก็จะเป็นคนละเรื่อง” 

 

อย่างไรก็ตาม แม่ทองสุกเชื่อว่าจีนเลือกที่จะไม่ปะทะทางการทหารกับไต้หวันและสหรัฐฯ เนื่องจากจีนต้องใช้เวลาในการจัดระเบียบภายในประเทศก่อน อีกทั้งปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจในประเทศยังมีอีกหลายปัจจัยที่ต้องจัดการ เช่น วิกฤตภาคอสังหาริมทรัพย์ 

 

ทั้งนี้ ประะเมินแนวโน้มกรอบราคาทองคำรอบนี้น่าจะอยู่ที่ 1,800-1,850 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากปัจจัยเรื่องความตึงเครียดทางการเมืองสูงขึ้น ก็มีโอกาสที่ราคาทองคำจะปรับขึ้นไปถึงระดับ 1,900 ดอลลาร์ต่อออนซ์ 

 

ณัฐวุฒิ วงศ์เยาวรักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก กล่าวว่า หากเกิดเหตุเผชิญหน้ากันทางการทหารระหว่างจีนและไต้หวัน ราคาทองคำน่าจะไต่ระดับไปที่ 1,850-1,870 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ขัดแย้งรุนแรงและมีกองกำลังทางทหารสหรัฐฯ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เชื่อว่าราคาทองคำจะปรับขึ้นไปถึงระดับ 2,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ 

 

อย่างไรก็ตาม บล.โกลเบล็กมองปัจจัยดังกล่าวเป็นปัจจัยชั่วคราว และเชื่อว่าเหตุการณ์รุนแรงจะไม่เกิดขึ้น 

 

สำหรับแนวโน้มราคาทองคำจากนี้ยังได้รับแรงกดดันจากเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้น การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารประเทศต่างๆ และเงินเฟ้อที่เริ่มลดลง ซึ่งล้วนส่งผลให้ความน่าสนใจของทองคำลดลงไปด้วย โดยมองกรอบราคาทองคำทั้งปีนี้ที่ 1,850-1,870 ดอลลาร์ต่อออนซ์ 

 

“ราคาทองคำผ่านจุดต่ำสุดแล้ว แนะนำให้มีในพอร์ตลงทุนประมาณ 25-30% โดยตอนนี้สินทรัพย์อื่นๆ ค่อนข้างแย่ ทั้งตลาดหุ้นที่แนวโน้มกำไรต่อหุ้นลดลง อัตราดอกเบี้ยขาขึ้นที่กดให้บอนด์ยีลด์ลดลง สินทรัพย์ดิจิทัลก็ลง แม้ตัวทองคำเองอาจจะยังไม่น่าลงทุน แต่เมื่อเทียบกับสินทรัพย์อื่นๆ ก็เชื่อว่าทองคำยังทำหน้าที่ป้องกันความเสี่ยงได้ดีที่สุด” 

 

วรุต รุ่งขำ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด กล่าวว่า ประเมินว่าความขัดแย้งระหว่างจีนและสหรัฐฯ เป็นปัจจัยสนับสนุนระยะสั้นสำหรับราคาทองคำ อย่างไรก็ตาม หากเกิดเหตุไม่คาดคิด และนำไปสู่การเผชิญหน้ากันทางกองกำลังทหารระหว่างจีน ไต้หวัน และสหรัฐฯ ก็จะพลิกภาพราคาทองคำไปเลย และจะทำให้ราคาทองคำสร้างสถิติสูงสุดในประวัติศาสตร์ครั้งใหม่ที่ 2,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ (ราคาสุงสุดเดิมอยู่ที่ 2,075 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เมื่อปี 2563) 

 

โดยก่อนหน้านี้ตลาดคาดหวังเรื่องการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ ที่จะมีการเจรจาเรื่องการจัดเก็บภาษี ซึ่งตลาดหวังว่าจะคลี่คลาย แต่เมื่อ แนนซี เพโลซี ประธานรัฐสภาสหรัฐฯ ไปเยือนไต้หวัน ความตึงเครียดระหว่างจีนและสหรัฐฯ ก็เพิ่มขึ้น ส่งผลให้จีนยื่นคำขาดต่อสหรัฐฯ ว่าต้องยอมรับนโยบายจีนเดียวอย่างแท้จริง ไม่อย่างนั้นประเด็นการค้าระหว่างกันก็จะไม่เจรจา ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นสงครามการค้าก็จะยืดเยื้อออกไป และเศรษฐกิจโลกกระทบไปด้วย

 

วรุตกล่าวว่า หากเกิดเหตุไม่คาดคิดขึ้นจริง พฤติกรรมของราคาทองคำจะย่อตัวลงก่อน เพราะนักลงทุนตื่นตกใจจนแห่ขายทุกสินทรัพย์เพื่อเข้าถือดอลลาร์ จากนั้นราคาทองคำจะค่อยๆ ไต่ระดับขึ้น และอาจทำสถิติสูงสุดครั้งใหม่ที่ 2,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ 

 

“อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าความรุนแรงต่างๆ น่าจะไม่เกิดขึ้น ดูจากท่าทีของจีนที่เลือกที่จะส่งสัญญาณเตือนมากกว่า” 

 

สำหรับแนวโน้มราคาทองคำเดือนสิงหาคม ประเมินกรอบความเคลื่อนไหวที่ 1,820-1,833 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ทั้งนี้ หากราคาเข้าใกล้กรอบบน แนะนำให้ระมัดระวังแรงขายทำกำไร แต่ในเชิงปัจจัยพื้นฐาน เชื่อว่ามุมองเชิงลบต่อราคาเริ่มจำกัด จึงแนะนำให้ทยอยสะสมเมื่อราคาเริ่มเข้าใกล้กรอบล่างที่ 1,711 และ 1,680 ดอลลาร์ต่อออนซ์ 

 

เดวิด เมเกอร์ (David Meger) ผู้อำนวยการฝ่ายซื้อขายโลหะที่ High Ridge Futures กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมาอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลลดลงเล็กน้อย ควบคู่ไปกับค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลงเมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งเป็นปัจจัยบวกสำคัญต่อของทองคำ โดยการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ช่วยหนุนความสนใจของทองคำในกลุ่มผู้ลงทุนต่างประเทศ ในขณะที่ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ลดลงเช่นกัน ก็ช่วยลดต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือทองคำแท่ง

 

เมเกอร์เสริมว่า นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเรื่องความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นระหว่างสหรัฐฯ และจีน ที่สนับสนุนให้ราคาทองคำได้รับความสนใจเข้าลงทุนเพิ่มขึ้น

 

ด้านฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส ระบุว่า ราคาทองคำในระยะสั้นจะได้รับแรงหนุนจากการซ้อมรบของจีนรอบเกาะไต้หวัน โดยประเมินแนวต้าน 1,800 ดอลลาร์ และ 1,820 ดอลลาร์ ขณะที่แนวรับอยู่ที่ 1,780 ดอลลาร์ และแนวรับถัดไป 1,760 ดอลลาร์

 

โดยราคาทองคำ Spot เมื่อคืนที่ผ่านมาปรับตัวขึ้นในระดับสูงสุดในรอบ 1 เดือน โดยได้รับปัจจัยหนุนจากการอ่อนค่าของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ รวมถึงนักลงทุนมีความกังวลเกี่ยวกับการซ้อมรบของจีนรอบเกาะไต้หวัน ซึ่งกองทัพจีนได้ยิงขีปนาวุธ 9 ลูก และ 5 ลูกได้ตกลงในเขตเศรษฐกิจจำเพาะของญี่ปุ่น นับว่าเป็นครั้งแรกที่จีนยิงขีปนาวุธตกลงในบริเวณดังกล่าว ทั้งนี้ การซ้อมรบจะดำเนินไปจนถึงวันที่ 7 สิงหาคม 

 

ด้านกองทุน SPDR Gold Trust ขายทองคำสุทธิ 0.33 ตันจากเมื่อวาน

 

ปัจจัยที่ต้องติดตามคือ การเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ ประจำเดือนกรกฎาคม ​ซึ่งจะประกาศในวันที่ 5 สิงหาคม (ตามเวลาสหรัฐฯ) โดยตลาดคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 250,000 ตำแหน่ง จากที่เพิ่มขึ้น 372,000 ตำแหน่ง ค่าจ้างเฉลี่ยต่อชั่วโมงเดือนกรกฎาคม ตลาดคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 0.3% และอัตราการว่างงานเดือนกรกฎาคม ตลาดคาดว่าจะทรงตัว 3.6%

 

อ้างอิง:

 


 

ช่องทางติดตาม THE STANDARD WEALTH


Twitter: twitter.com/standard_wealth
Instagram: instagram.com/thestandardwealth
Official Line: https://lin.ee/xfPbXUP

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising