×

วัดปรอทเศรษฐกิจจีน ถึงเวลากล้าลงทุนหรือยัง

16.11.2023
  • LOADING...

ปีนี้เป็นปีจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของจีน เมื่อรัฐบาลจีนตัดสินใจปลดระเบิดเวลาจากวิกฤตภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ทั่วโลกเฝ้าจับจ้องมานานหลายปี นับเป็นสัญญาณของการเริ่มต้นแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของจีนที่เรื้อรังมาอย่างยาวนาน พร้อมทั้งออกมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจผ่านการใช้งบประมาณ 1 ล้านล้านหยวน เพื่อพยุงเศรษฐกิจไม่ให้ดิ่งเหว แน่นอนว่าข่าวนี้เป็นปัจจัยบวกให้ตลาดหุ้นจีนเด้งขึ้นและเป็นแรงส่งไปถึงตลาดหุ้นเอเชียด้วย 

 

แต่ช้าก่อน นี่เป็นเพียงการปรับตัวขึ้นระยะสั้นของตลาดหุ้นเท่านั้น เพราะจีนยังอยู่ในภาวะสะสางปัญหาใหญ่ ยังมีอีกหลายปัญหาที่จะเกิดตามมาทั้งในประเทศและยังมีปัญหานอกประเทศที่รุมเร้าอีก หลังจากนี้จะเห็นอะไรเกิดขึ้นอีกในทางข้างหน้าจึงยังไม่มีใครคาดเดาล่วงหน้าได้ ส่วนใหญ่แค่รู้ว่าจีนกำลังรื้อของเก่าและสร้างรากฐานใหม่ขึ้นมา ได้แต่หวังว่าจีนจะสามารถประคับประคองเศรษฐกิจไม่ให้ดิ่งเหวในระยะข้างหน้าครับ การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างในครั้งนี้อาจทำให้จีนต้องใช้ระยะเวลานานพอสมควร และอาจทำให้โอกาสที่จีนจะผงาดขึ้นมาเป็นผู้นำโลกแซงสหรัฐอเมริกาล่าช้าออกไปก็เป็นได้ เป็นเรื่องที่เราค่อยมาว่ากันอีกที่หลังเห็นจีนตั้งหลักชัยใหม่ได้ดีกว่าครับ

 

หากย้อนกลับไปถึงคำพูดของประธานาธิบดีสีจิ้นผิงที่ได้ออกตัวตั้งแต่ช่วงรับตำแหน่งสมัยที่ 3 เมื่อเดือนตุลาคม 2022 ว่า “จะเน้นสร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจคุณภาพสูง” ต่างจากอดีตที่เน้นการเติบโตเชิงปริมาณด้วยตัวเลขสูงๆ พร้อมกับเดินหน้าสร้างเศรษฐกิจในประเทศให้แข็งแกร่ง ลดการพึ่งพิงต่างชาติ และสร้าง New Economy ที่ผลักดันเศรษฐกิจให้เติบโตในระยะยาวตามแผนพัฒนาประเทศที่วางไว้

 

ผมขอย้ำว่า พอร์ตใครที่ลงทุนหุ้นจีนอยู่ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานี้ต้องอดทนให้ได้มากที่สุดครับ ถ้าคุณคิดว่าได้ลงทุนหุ้นจีนอย่างมีหลักการและมาถูกทางแล้ว คุณคงต้องท่องคาถา ‘ลงทุนเพื่ออนาคต’ เอาไว้ตลอดนะครับ เพราะถ้าพูดถึงศักยภาพการเติบโตของจีนในระยะยาวก็ยังมีอยู่ครับ เพียงแต่ในระยะสั้นจีนกำลังกวาดขยะที่ซุกใต้พรมมานานหลายปี และยังพัวพันไปกับรัฐบาลท้องถิ่นอีก เพราะฉะนั้นปัญหาต่างๆ จึงต้องใช้เวลาแก้ไขอยู่นานพอสมควร

 

ความท้าทาย จีนทุ่มเงิน 1 ล้านล้านหยวนฟื้นฟูเศรษฐกิจ…ยื้อไม่ให้ดิ่ง

 

โค้งสุดท้ายของปี 2023 สิ่งที่ทั่วโลกอยากเห็นมาตลอดก็เกิดขึ้น จีนอัดเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ โดยเมื่อวันที่ 24 ตุลาคมที่ผ่านมา รัฐสภาของจีนได้อนุมัติการออกพันธบัตรรัฐบาลมูลค่า 1 ล้านล้านหยวน เพื่อช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจในภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ อาทิ น้ำท่วมที่ผ่านมา และสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานของเมืองต่างๆ

 

จีนได้เพิ่มการขาดดุลงบประมาณในปี 2023 อย่างมีนัยสำคัญเป็น 3.8% ของขนาดเศรษฐกิจ หรือ GDP จากเดิมกำหนดไว้ที่ 3% รัฐบาลมีเป้าหมายว่าพันธบัตรจะป้องกันการใช้เงินทุนในทางที่ผิด และแม้ว่าหนี้ของรัฐบาลกลางจะเพิ่มขึ้น แต่ทางการยืนยันว่าระดับหนี้ยังอยู่ในระดับที่เหมาะสม

 

ทั้งนี้ ข้อมูลของกระทรวงการคลังจีนระบุว่า 3 ไตรมาสแรกปี 2023 จีนได้ออกพันธบัตรรัฐบาลมาแล้วกว่า 7.5 ล้านล้านหยวน เป็นเงินค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปี 2022 ที่มีการออกพันธบัตรเพียง 7.5 แสนล้านหยวน ส่วนปี 2021 มีการออกพันธบัตรพิเศษ 1 ล้านล้านหยวน เพื่อรองรับการแก้ปัญหาวิกฤตโควิด 

 

แผนการใช้เงินของจีนในรอบนี้ จำนวนครึ่งหนึ่งของเงินทุนที่ได้จากการออกหุ้นกู้จะถูกจัดสรรไปยังรัฐต่างๆ ในช่วงไตรมาส 4 ปีนี้ และส่วนที่เหลือจะถูกนำไปใช้ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2024 

 

สำหรับประโยชน์จากการออกพันธบัตรรัฐบาล ข้อแรกคือกระตุ้นเศรษฐกิจ การออกพันธบัตรใหม่ส่งสัญญาณถึงการใช้จ่ายภาครัฐที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในด้านที่สำคัญ เช่น โครงสร้างพื้นฐานและการบรรเทาภัยพิบัติ การอัดฉีดเงินทุนนี้สามารถกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจ สร้างโอกาสในการทำงาน และเพิ่มความเชื่อมั่นของนักลงทุน

 

ถัดมาคือส่งผลต่ออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น การก่อสร้างวัสดุและสาธารณูปโภค มีแนวโน้มที่จะได้รับประโยชน์โดยตรงจากการใช้จ่ายภาครัฐที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่ผลกระทบเชิงบวกต่อราคาหุ้นของบริษัทที่ดำเนินงานในภาคส่วนเหล่านี้ การใช้จ่ายของรัฐบาลที่เพิ่มขึ้นในโครงการโครงสร้างพื้นฐานสามารถผลักดันความต้องการวัตถุดิบและบริการก่อสร้าง นำไปสู่ผลกำไรที่เพิ่มขึ้นตามมา อีกทั้งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานถือเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนเชิงเศรษฐกิจกลับมาในระยะยาวแก่ประเทศด้วย 

 

หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จีนจากแมคควอรีระบุว่า ปัจจัยนี้ส่งผลบวกให้ตลาดเล็กน้อย เนื่องจากไม่มีการคาดการณ์ไว้ แต่จำนวนเงินอัดฉีด 1 ล้านล้านหยวนก็ยังไม่ใช่ตัวเปลี่ยนเกมได้

 

ขณะที่นักวิเคราะห์ของ UBS คาดว่าจีนจะมีมาตรการเพิ่มเติม รวมถึงการเพิ่มการขาดดุลงบประมาณ การปรับอัตราดอกเบี้ย และการลดอัตราส่วนข้อกำหนดเงินสำรองของธนาคาร (RRR) เพื่อกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจต่อไป 

 

สำหรับภาพรวมการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนในไตรมาส 3 ปีนี้ ขยายตัวได้ 4.9% เมื่อเทียบเป็นรายปี แข็งแกร่งกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์กันไว้ก่อนหน้านี้ เป็นผลมาจากการขยายตัวทางด้านภาคการบริโภคและภาคการผลิตอุตสาหกรรม และตลาดก็คาดหวังว่าจีนจะบรรลุเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจ 5% ในปีนี้ได้

 

และในปี 2024 ยังถือเป็นปีที่ท้าทายมากสำหรับจีน IMF คาดการณ์ GDP ของจีนเติบโต 4.5% นักวิเคราะห์หลายคนต่างวิตกกังวลว่าวิกฤตอสังหาริมทรัพย์ยังเป็นตัวถ่วงเศรษฐกิจและทำให้แนวโน้มการเติบโตไม่สดใส 

 

แม้แต่ที่ปรึกษานโยบายคณะรัฐมนตรีของจีนยังระบุด้วยว่า แม้ปีนี้เศรษฐกิจจะเติบโตได้ 5% แต่ก็มีความกังวลลึกๆ เกี่ยวกับภาคเอกชนที่น่าเป็นห่วงอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังขาดการปฏิรูประยะยาวที่จะช่วยเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจสู่การใช้บริโภคแทนการส่งออก ซึ่งจุดมุ่งเน้นในตอนนี้เป็นการรักษาการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง เพื่อหลีกเลี่ยงหายนะทางเศรษฐกิจ จีนจำเป็นต้องเตรียมตัวอย่างดีสำหรับปีหน้า และลงมือปฏิวัตินโยบายเพื่อให้การเติบโตมีเสถียรภาพ ตอนนี้รากฐานการฟื้นตัวยังไม่ค่อยแข็งแกร่ง 

 

แก้ปัญหาอสังหาริมทรัพย์เพิ่งเริ่มต้น 

 

เศรษฐกิจจีนมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก เป็นทั้งผู้บริโภคและเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ของโลก หากจีนเกิดปัญหาใหญ่ย่อมกระทบต่อเศรษฐกิจฝั่งเอเชียและโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

ความเสี่ยงวิกฤตฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ของจีนยังเป็นประเด็นใหญ่ที่ทั่วโลกเฝ้าจดจ้องอย่างไม่กะพริบ และนักลงทุนต่างชาติได้แห่ขายหุ้นจีนออกกันเป็นจำนวนมากแล้ว หลังจากที่รัฐบาลจีนปล่อยให้ยักษ์ใหญ่ ‘เอเวอร์แกรนด์’ (Evergrande) ล้มไปในปีที่ผ่านมา ส่งสัญญาณร้ายต่อตลาดหุ้นจีนมาอย่างต่อเนื่องถึงปีนี้ เพราะมีโอกาสที่จะเกิดโดมิโนตามมาอย่างแน่นอน และนี่คือระเบิดเวลาของจีน ด้วยภาคอสังหาริมทรัพย์ของจีนที่มีขนาดใหญ่เป็นสัดส่วน 20-30% ของ GDP หากระเบิดขึ้นมาจริง มีโอกาสที่จะเห็นเศรษฐกิจจีนดิ่งลงและกระทบต่อทั้งโลกแน่นอน 

 

ผมเห็นข้อมูลหนึ่งที่น่าสนใจของ Bloomberg ที่ได้สำรวจมุมมองนักวิเคราะห์และผู้จัดการการเงินในฮ่องกงและจีนแผ่นดินใหญ่ประมาณ 15 คน ซึ่ง 9 ใน 15 คนนี้มองว่า ภาคอสังหาริมทรัพย์จีนยังไม่ถึงจุดเลวร้ายที่สุด ยังมีโอกาสที่จะเลวร้ายได้อีก และจะผลักดันให้นักลงทุนเคลื่อนย้ายเงินออก ส่วนผลสำรวจอีก 6 รายมองว่า ภาคอสังหาริมทรัพย์เป็นความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดของจีนในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้

 

ตลาดหุ้นจีนโดยรวมตอนนี้เริ่มมีสัญญาณที่ดีขึ้นเล็กน้อย หลังนักลงทุนมีทัศนคติที่ดีต่อตลาดหุ้นจีนเพิ่มขึ้นจากมาตรการของภาครัฐและมูลค่าตลาดหุ้นจีนที่ปรับตัวลดลงมา ทำให้มีความน่าสนใจ ซึ่งผลสำรวจประมาณ 70% ของผู้ทำแบบสอบถาม ก็ได้วางแผนจะซื้อหุ้นจีนทั้งในแผ่นดินใหญ่และฮ่องกง แต่ความกังวลต่อภาคอสังหาริมทรัพย์ที่มีต่อตลาดหุ้นจีนก็ยังคงมีอยู่ 

 

จับชีพจรตลาดหุ้นจีน ราคาหุ้นถูก ลงทุนอย่างไรให้รอด

 

ถามว่าหุ้นจีนยังน่าสนใจอยู่ไหม? จริงๆ แล้วสำหรับผมมองตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเวลานี้ก็ยอมรับว่า ในภาพรวมเศรษฐกิจจีนระยะสั้นถึงระยะกลางยังดูหมองๆ อยู่ครับ 

 

ผมเชื่อว่าตั้งแต่ปี 2021 เป็นต้นมา นักลงทุนที่ลงทุนหุ้นจีนคงยังบาดเจ็บไม่หายจากการที่รัฐบาลกวาดล้างและตรวจสอบการผูกขาดธุรกิจเทคโนโลยีของบริษัทยักษ์ใหญ่หลายราย รวมไปถึงหลายๆ ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการใช้เทคโนโลยี เช่น เกม ติวเตอร์ ถือเป็นปีที่ทำให้ตลาดหุ้นจีนร่วงลงรุนแรงกว่า 40% และค่า P/E ต่ำกว่า 10 เท่า นอกจากนี้จีนยังเผชิญปัญหาสงคราม Chip War เพิ่มขึ้นมาอีก ซึ่งยกระดับมาจากก่อนหน้านี้ที่เป็นสงครามการค้า (Trade War) 

 

ปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญของจีนเปลี่ยนไปหลังการประกาศเปลี่ยนแปลงแผนยุทธศาสตร์ประเทศ โดยรัฐบาลจีนมุ่งเน้นการบริโภคภายในประเทศ ลดการพึ่งพาต่างชาติ และ New Economy ที่ผลักดันเศรษฐกิจให้มีศักยภาพการเติบโตได้ในระยะยาว รวมทั้งการให้ความสำคัญในการพัฒนาและการลงทุนที่อยู่ในเมกะเทรนด์, พัฒนาวิทยาศาสตร์แบบ Deep Tech ในการสร้างจุดแข็งให้กับตัวเอง, ลดการพึ่งพาต่างประเทศ เป็นการปลดล็อกปัญหาคอขวดของเทคโนโลยีที่กำลังเผชิญอยู่กับ ‘สหรัฐอเมริกา’ คู่กรณีใหญ่เวลานี้ การลงทุนต่างๆ เป็นโครงสร้างพื้นฐานมุ่งไปสู่การยกระดับประเทศให้เป็นเศรษฐกิจดิจิทัล

 

หากถามว่าตลาดหุ้นจีนปรับตัวลดลงแรงในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ลงสู่ก้นกระทะหรือยัง? ผมคงให้คำตอบตรงๆ แบบนั้นไม่ได้ เพราะโลกมีความไม่แน่นอนเพิ่มสูงขึ้นทุกวัน แต่ถ้าดู Valuation ของตลาดหุ้นจีนในปี 2022 เริ่มมีสัญญาณการปรับตัวขึ้นและลงสลับกัน โดยผลตอบแทนติดลบราว 22% ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวที่ดีกว่าปี 2021 

 

โดยภาพรวมปี 2022 ดัชนี Hang Seng ของตลาดหุ้นฮ่องกงให้ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี ติดลบราว 18-19% และดัชนี Shanghai Composite ของตลาดหุ้นจีนแผ่นดินใหญ่ให้ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี ติดลบราว 10% ได้ โดยค่า P/E ซื้อ-ขายกันอยู่ที่ระดับราว 10 เท่าต้นๆ ทั้งนี้ หากดูผลตอบแทนย้อนหลัง 5 ปีของทั้งสองตลาดพบว่า ตลาดหุ้นฮ่องกงติดลบกว่า 30% และตลาดหุ้นจีนติดลบกว่า 2% ท่ามกลางการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง

 

ณ เดือนตุลาคม ตลาดหุ้นจีนปรับตัวลงมาค่อนข้างมาก หากมองผ่านดัชนี Hang Seng ค่า P/E ได้ปรับลงมาอยู่ระดับต่ำเพียง 10.14 เท่า ส่วนดัชนี CSI 300 มีค่า P/E 11.6 เท่า และหากเทียบ Long-Term P/E ระหว่างดัชนี CSI 300 กับ MSCI All Country World Index อยู่ที่ระดับ 12.57 เท่า และ 16.45 เท่า หมายความได้ว่าหุ้นจีนยังถูกกว่าหุ้นโลกถึงราว 23% 

 

ถึงแม้ว่าปีนี้ทั้งปีผลตอบแทนตลาดหุ้นจีนยังไม่สวย ต่างจากความคาดหวังของนักลงทุนทั่วโลกเมื่อต้นปีนี้ที่เคยยกให้ปีนี้เป็นปีทองของหุ้นจีนหลังมีการเปิดเมือง หรือ Reopening เร็วกว่ากำหนด และจีนออกมาตรการดูแลเศรษฐกิจต่างไปจากที่ตลาดคาดไว้ แต่หากมองภาพรวมการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้เติบโตอยู่ที่ 5.2 % และในไตรมาสสุดท้ายนี้รัฐบาลจีนตัดสินใจอัดเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ 5 แสนล้านหยวน หรือ 50% ของงบเต็ม เพื่อที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจโค้งท้ายปี ภายใต้เป้าหมาย GDP เติบโต 5% และหวังจะเป็นแรงส่งไปถึงต้นปีหน้าด้วย แม้ตัวเลข GDP จะต่ำกว่าในอดีตที่เคยเติบโตเฉลี่ย 9% ต่อปี แต่ก็ถือว่าไม่ได้เติบโตน่าเกลียดเมื่อเทียบกับประเทศใหญ่ๆ อย่างชาติฝั่งตะวันตก 

 

ดังนั้นหากมองระยะยาว ตัวผมยังเชื่อมั่นในศักยภาพการเติบโตของจีนที่วางโรดแมปประเทศ มุ่งเป้าหมายชัดเจนในการปรับเปลี่ยนการลงทุนไปที่อุตสาหกรรมการผลิตขั้นสูง พัฒนาอุตสาหกรรมอินเทอร์เน็ต และเน้นสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อสร้างเศรษฐกิจดิจิทัลและเชื่อมโยงเข้ากับภาคเศรษฐกิจจริง นับเป็นการปรับเปลี่ยนเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ ซึ่งต้องใช้ระยะเวลานานพอสมควร และระหว่างทางจะเผชิญกับความท้าทายอีกมาก แต่ถือว่าเป็นย่างก้าวสำคัญต่อการเติบโตเชิงคุณภาพของประเทศจีนในอนาคต และอาจนำไปสู่เส้นทางที่พญามังกรจะกลับมาผงาดขึ้นเป็นผู้นำเศรษฐกิจโลกแซงสหรัฐอเมริกาในอนาคตก็เป็นไปได้ครับ

 

หากมองแนวโน้มระยะยาว ปัจจัยพื้นฐานที่จะผลักดันศักยภาพการเติบโตของจีนในอนาคตที่เด่นชัด แต่ในวันนี้ที่มูลค่าของตลาดหุ้นจีนยังอยู่ในระดับต่ำ ด้วย Forward P/E ที่ระดับ13 เท่า ต่ำที่สุดในรอบ 5 ปีที่ 19 เท่าแบบนี้แล้ว คุณเห็นความหอมหวานในอนาคตเหมือนผมบ้างหรือยังครับ เวลานี้หุ้นจีนมีราคาถูกและน่าสนใจลงทุนระยะยาวจริงๆ นะครับ 

 

ราคาหุ้นจีนจะปรับตัวลงมาถูกมากๆ เมื่อเทียบกับ 5 ปีก่อนแบบนี้ และราคาหุ้นอาจมีโอกาสปรับตัวลงได้อีกจากความกังวลของตลาด ทำให้ผมอดคิดถึงวลีเด็ดของคุณปู่วอร์เรน บัฟเฟตต์ นักลงทุนระดับโลก ไม่ได้ที่ว่า “จงกลัวเมื่อคนอื่นกล้า และกล้าเมื่อคนอื่นกลัว” 

 

เศรษฐกิจกำลังได้รับการแก้ปัญหา แต่หุ้นยังตกรุนแรง เมื่อพิจารณาปัจจัยที่มาบรรจบกันแบบนี้แล้ว นี่คือโอกาสการลงทุนระยะยาวที่ชัดเจนมาก ดังนั้นสิ่งที่คุณสามารถทำได้ข้อแรกคือ ศึกษาหาข้อมูลหุ้นที่อยากลงทุนว่าอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมใด และธุรกิจมีอนาคตในระยะยาวแค่ไหน รวมทั้งมีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจากการผ่าตัดปัญหาต่างๆ มากน้อยเพียงใด ขณะเดียวกันคุณก็ต้องมีความเชื่อมั่นและไม่หวั่นไหวง่ายๆ เพราะตลาดหุ้นทุกตลาดย่อมอ่อนไหวต่อข่าวสารต่างๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างทางได้เสมอ 

 

สำหรับผมมองกลุ่มอุตสาหกรรมที่น่าลงทุนยังเป็นหุ้นที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล ยกตัวอย่างเช่น พลังงานสะอาด รถยนต์ไฟฟ้า หรือธุรกิจที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจจีน อาทิ เซมิคอนดักเตอร์ โดยเลือกหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแรงและมีโอกาสเติบโตด้านผลการดำเนินงานในระยะยาว เนื่องจากรัฐบาลจีนมีความผันผวนกับการดำเนินธุรกิจและอาจมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านนโยบายอย่างรวดเร็ว ซึ่งส่งผลต่อความผันผวนของตลาดหุ้น ดังนั้นก่อนตัดสินใจลงทุนควรศึกษาข้อมูล ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และควรเน้นลงทุนในระยะยาว

 

เพราะถ้าคุณเชื่อการปรับตัวเข้าสู่ภาวะสมดุลเพื่อที่จะเดินหน้าต่อไปในระยะข้างหน้า ซึ่งจริงๆ แล้วเรื่อง ‘ภาวะการปรับสมดุล’ ไม่ใช่เกิดขึ้นแต่เรื่องของตลาดหุ้นเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม เมื่อเกิดภาวะความไม่สมดุลขึ้น ตามวงจรวัฏจักรจะมีขึ้นและมีลงเสมอ ทุกสิ่งก็จะสะท้อนผลแห่งความคงอยู่ได้และไม่ได้ออกมาตามกฎของธรรมชาติ ภาพที่เห็นชัดเจนง่ายๆ คือ ภาวะเศรษฐกิจเมื่อมีขาลงก็ต้องมีการปรับตัวและเริ่มฐานใหม่เพื่อเข้าสู่ขาขึ้น ซึ่งประเทศจีนกำลังอยู่ในช่วงปรับสมดุลอย่างที่เห็นครับ ตอนนี้อยู่ในวัฏจักรขาลง ใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะเข้าสู่วงจรขาขึ้นคงต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิดต่อไปครับ

 

ส่วนหน้าที่หลักของนักลงทุนมืออาชีพจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์และเรียนรู้กับสิ่งที่เปลี่ยนแปลงภายใต้หลักการลงทุนที่ถูกต้อง ซึ่งจะทำให้คุณมองเห็นโอกาสและผลลัพธ์ในการลงทุนที่จะเกิดขึ้นในอนาคตข้างหน้าแม้จะตกอยู่ในช่วงวิกฤตก็ตาม ย่อมจะมีโอกาสดีๆ แฝงอยู่เสมอ

 

ผมหวังว่าบทความนี้จะเป็นกำลังใจให้คนที่ถือพอร์ตติดลบแดงๆ อยู่ยังมีความหวังในการลงทุนนะครับ ตราบใดที่พอร์ตของคุณลงทุนอย่างถูกหลักการ ที่เหลือก็คือความเชื่อมั่นและเดินหน้าลงทุนต่อไปครับ

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

X
Close Advertising