อับบาส อารักชี (Abbas Araghchi) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ Al Jazeera ซึ่งได้รับการเผยแพร่เมื่อ 1 เมษายนที่ผ่านมา ถึงจุดยืนของอิหร่านต่อสงครามกับสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลที่ดำเนินมานานถึง 5 สัปดาห์ รวมถึงแนวโน้มอนาคตของช่องแคบฮอร์มุซ โดยสรุปประเด็นสำคัญได้ ดังนี้
ประเด็นสำคัญ
1. การติดต่อกับสหรัฐฯ ไม่ใช่ ‘การเจรจา’
อารักชียืนยันว่า มีการติดต่อโดยตรงและมีการแลกเปลี่ยนข้อความกับ สตีฟ วิตคอฟฟ์ (Steve Witkoff) ทูตพิเศษของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในระหว่างความขัดแย้งที่กำลังดำเนินอยู่ โดยมีปากีสถานเป็นผู้อำนวยความสะดวก
อย่างไรก็ตาม เขาได้ลดทอนความสำคัญของการติดต่อนั้นลง และปฏิเสธอย่างชัดเจนว่า การกระทำดังกล่าว ‘ไม่ใช่การเจรจา’ และ ‘ยังไม่มีการตอบรับข้อเสนอใดๆ’ ของสหรัฐฯ ทั้งสิ้น เขาเน้นย้ำว่า เขาได้รับข้อความจาก วิตคอฟฟ์โดยตรงเหมือนที่ผ่านมา และนี่ไม่ได้หมายความว่าเรากำลังอยู่ในการเจรจา และเสริมว่าข้อความทั้งหมดจะถูกส่งผ่านหรือรับโดยกระทรวงการต่างประเทศและหน่วยงานความมั่นคงเท่านั้น
2. ความไว้วางใจต่อสหรัฐฯ อยู่ในระดับ ‘ศูนย์’
อิหร่านชี้แจงว่า พวกเขาไม่เคยมี ‘ประสบการณ์ที่ดี’ ในการเจรจากับสหรัฐฯ เลย โดยอารักชีได้อ้างถึงเหตุการณ์ที่รัฐบาลสหรัฐฯ ตัดสินใจถอนตัวจากข้อตกลงนิวเคลียร์ที่เคยทำไว้ยุคบารัก โอบามา ในช่วงที่ทรัมป์ดำรงตำแหน่ง ประธานาธิบดีสหรัฐฯ สมัยแรก
นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังได้โจมตีอิหร่านถึงสองครั้งในระหว่างที่มีการเจรจาในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา โดยอารักชีเน้นย้ำจุดยืนอย่างเด็ดขาดผ่านคำกล่าวที่ว่า “เราไม่มีความเชื่อมั่นเลยว่า การเจรจากับสหรัฐฯ จะก่อให้เกิดผลลัพธ์ใดๆ ระดับความไว้วางใจคือศูนย์…เราไม่เห็นถึงความซื่อสัตย์”
3. สิทธิขาดและอนาคตของช่องแคบฮอร์มุซ
อารักชียืนยันว่า ช่องแคบฮอร์มุซอยู่ภายใต้การควบคุมอาณาเขตของอิหร่านและโอมาน และเมื่อสงครามสิ้นสุดลง ทั้งสองประเทศนี้จะเป็นผู้ตัดสินอนาคตของช่องแคบ แม้ว่าชาติตะวันออกกลางอื่นๆ เช่น กาตาร์ จะยืนกรานขอมีส่วนร่วมในการเจรจาด้วยก็ตาม
เขาระบุว่า ช่องแคบควรเป็น ‘เส้นทางน้ำที่สงบสุข’ และยังคงเปิดให้เรือจากประเทศส่วนใหญ่สัญจรได้ แต่มีจุดยืนแข็งกร้าวต่อประเทศที่เป็นศัตรู โดยระบุว่า “เฉพาะเรือของประเทศที่ทำสงครามกับเราเท่านั้นที่ช่องแคบนี้จะถูกปิด นั่นเป็นเรื่องปกติในช่วงสงคราม เราไม่สามารถปล่อยให้ศัตรูใช้น่านน้ำอาณาเขตของเราเพื่อการพาณิชย์ได้”
ส่วนเรือของชาติอื่นๆ เช่น อินเดีย ปากีสถาน ตุรกี และจีน ที่หลีกเลี่ยงเส้นทาง เพราะความกังวลด้านความมั่นคงหรือราคาประกันที่สูงขึ้น ก็ยังสามารถเจรจากับรัฐบาลอิหร่าน เพื่อขอผ่านทางได้ตามปกติ
4. การเตรียมพร้อมขั้นสูงสุด หากสหรัฐฯ บุกภาคพื้นดิน
เพื่อตอบสนองต่อรายงานที่ว่าสหรัฐฯ ได้เพิ่มการส่งทหารไปยังอ่าวเปอร์เซีย และกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ กำลังเตรียมพร้อมสำหรับตัวเลือกการบุกรุกภาคพื้นดินในอิหร่าน อารักชีได้แสดงความพร้อมที่จะต่อสู้กับกองทหารสหรัฐฯ อย่างเต็มที่
เขาเตือนด้วยความมั่นใจว่า “เรากำลังรอพวกเขาอยู่… แต่ผมไม่คิดว่าพวกเขาจะกล้าทำเช่นนั้น เพราะจะมีกองกำลังจำนวนมากรอพวกเขาอยู่”
นอกจากนี้เขายังตอกย้ำถึงแสนยานุภาพในการป้องกันประเทศว่า “เรารู้วิธีป้องกันตัวเองเป็นอย่างดี ในสงครามภาคพื้นดิน เราสามารถทำได้ดียิ่งขึ้นไปอีก เราพร้อมอย่างเต็มที่ที่จะเผชิญหน้ากับการโจมตีทางบกทุกรูปแบบ เราหวังว่าพวกเขาจะไม่ทำผิดพลาดเช่นนั้น”
ที่ผ่านมาอารักชีได้กำหนดเงื่อนไขของอิหร่านในการยุติสงคราม พร้อมทั้งส่งสัญญาณเตือนอย่างชัดเจนว่าอิหร่านจะไม่โอนอ่อนต่อคำขู่หรือเส้นตายใดๆ และพร้อมที่จะปกป้องประเทศต่อไป ท่ามกลางความตึงเครียดในภูมิภาคที่ทวีความรุนแรงขึ้น
แฟ้มภาพ: Sedat Suna / Getty Images
อ้างอิง:
- https://www.aljazeera.com/video/talk-to-al-jazeera/2026/4/1/us-messages-via-witkoff-and-intermediaries-are-not-negotiations-araghchi
- https://www.aljazeera.com/news/2026/4/1/war-on-iran-three-key-takeaways-from-araghchis-interview-with-al-jazeera


