×

จับตาสงครามอิหร่านสัปดาห์ที่ 3 กระทบโลกแค่ไหน วิกฤตปิดช่องแคบฮอร์มุซ มีทางออกหรือไม่?

16.03.2026
  • LOADING...
เรือบรรทุกน้ำมันแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ท่ามกลางสถานการณ์สงครามอิหร่าน

ผลกระทบจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่าน เริ่มส่งผลไปทั่วโลก โดยเฉพาะการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ของอิหร่าน ที่กระทบต่อเส้นทางขนส่งน้ำมันสายสำคัญ และการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของอุตสาหกรรมน้ำมันในอิหร่านและประเทศในกลุ่มอ่าวอาหรับช่วงหลายวันที่ผ่านมา ซึ่งก่อให้เกิดความกังวลต่อวิกฤตขาดแคลนน้ำมันและราคาน้ำมันที่พุ่งสูง

 

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ พยายามหาทางออกของปัญหานี้ ด้วยการเรียกร้องให้นานาชาติที่ได้รับผลกระทบจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ เข้ามามีส่วนรับผิดชอบและช่วยกันคุ้มกันเรือเพื่อเปิดช่องแคบอีกครั้ง แต่ความเป็นไปได้จนถึงตอนนี้ยังดูลางเลือน จากท่าทีล่าสุดของบางประเทศ เช่น ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย ที่ออกมาปฏิเสธ

 

หนทางในการรับมือวิกฤตจากการปิดช่องแคบนี้จะเป็นอย่างไร สถานการณ์สู้รบตอนนี้เลวร้ายถึงขั้นไหน และผลกระทบที่เกิดขึ้นขยายวงไปมากแค่ไหน?

 

นี่คือสิ่งที่เรารู้จนถึงตอนนี้

 

สถานการณ์สงครามเป็นอย่างไร?

 

สถานการณ์สู้รบในวันนี้ซึ่งเข้าสู่สัปดาห์ที่ 3 ยังเป็นไปอย่างตึงเครียด โดยกองทัพสหรัฐฯ และอิสราเอลเดินหน้าปฏิบัติการทิ้งระเบิดโจมตีใส่อิหร่านอย่างต่อเนื่อง โดยโจมตีเป้าหมายในหลายเมือง เช่น เตหะราน ฮามาดัน และอิสฟาฮาน ขณะที่มีรายงานว่าอิสราเอลเริ่มต้นส่งกองกำลังทหารและรถถังปฏิบัติการบุกโจมตีภาคพื้นดิน โดยเคลื่อนพลเข้าสู่พื้นที่ชายแดนทางตอนใต้ของเลบานอนเพื่อต่อสู้กับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งมีรายงานผู้เสียชีวิตจากการโจมตีในเลบานอนแล้วอย่างน้อย 850 คน

 

ทางด้านอิหร่านก็ยังคงตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธโจมตีและสร้างความเสียหายในหลายเมืองของอิสราเอล เช่นเดียวกับหลายประเทศในกลุ่มอ่าวอาหรับ ซึ่งนับตั้งแต่เปิดฉากการสู้รบเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ จนถึงวันนี้ มีรายงานว่าอิหร่านโจมตีประเทศในกลุ่มอ่าวอาหรับด้วยขีปนาวุธและโดรน รวมแล้วมากกว่า 2,000 ครั้ง โดยเป้าหมายที่อิหร่านตอบโต้ ไม่ใช่เพียงแต่สถานทูตและฐานทัพสหรัฐฯ แต่ยังรวมไปถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันที่สำคัญของอ่าวอาหรับ ตลอดจนเป้าหมายพลเรือน ทั้งบ้านเรือนและสำนักงานต่างๆ ของเอกชนด้วย

 

ที่ซาอุดีอาระเบีย มีรายงานว่าวันนี้ทางการสามารถสกัดกั้นโดรนโจมตีได้อย่างน้อย 60 ลำในพื้นที่ภาคตะวันออกของประเทศ

 

ส่วนที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มีรายงานการโจมตีด้วยโดรนใกล้สนามบินนานาชาติดูไบ ส่งผลให้ต้องระงับเที่ยวบินชั่วคราว แต่ไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บ โดยเที่ยวบินบางส่วนถูกเปลี่ยนเส้นทางไปยังสนามบินนานาชาติอัลมักตูม (Al Maktoum Airport) และล่าสุดเริ่มทยอยกลับมาเปิดให้บริการเที่ยวบินได้อีกครั้งในวันนี้

 

นอกจากนี้ ที่อิรัก มีรายงานว่ากองกำลังติดอาวุธในอิรักที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ทำการยิงจรวด 5 ลูกโจมตีสนามบินนานาชาติในกรุงแบกแดด ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 5 คน

 

การโจมตีสนามบินที่เกิดขึ้น ยังสร้างความปั่นป่วนให้กับอุตสาหกรรมการบิน โดยมีเที่ยวบินในภูมิภาคตะวันออกกลางถูกยกเลิกไปแล้วมากกว่า 5.2 หมื่นเที่ยวนับตั้งแต่ที่การสู้รบเริ่มต้นขึ้น ในขณะที่น่านฟ้าส่วนใหญ่ในประเทศตะวันออกกลางยังคงถูกปิดเพราะความกังวลเกี่ยวกับการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรน

 

อิหร่านต้องการ ‘ทบทวนสัมพันธ์’ ประเทศอ่าวอาหรับ

 

ทางด้าน อาลีเรซา เอนายาตี (Alireza Enayati) เอกอัครราชทูตอิหร่านประจำซาอุดีอาระเบีย ให้สัมภาษณ์สำนักข่าว Reuters เกี่ยวกับท่าทีและความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่านกับประเทศในกลุ่มอ่าวอาหรับภายหลังเกิดการสู้รบ โดยเขามองว่า “ความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่านกับประเทศในอ่าวอาหรับ จำเป็นต้องได้รับการ ‘ทบทวนอย่างจริงจัง’ เพื่อจำกัดอำนาจของตัวละครจากภายนอกและทำให้ภูมิภาคนี้เจริญรุ่งเรือง”

 

ขณะที่เขายืนยันว่า ความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่านกับประเทศในอ่าวอาหรับนั้น ‘ขาดกันไม่ได้’ และจำเป็นต้องมีการทบทวนอย่างจริงจัง

 

“สิ่งที่ภูมิภาคนี้ได้เห็นในช่วง 5 ทศวรรษที่ผ่านมาเป็นผลมาจากแนวทางกีดกันภายในภูมิภาค และการพึ่งพาอำนาจภายนอกมากเกินไป” เขากล่าว พร้อมทั้งเรียกร้องให้สมาชิกทั้ง 6 ประเทศของสภาความร่วมมืออ่าวอาหรับ รวมถึงอิรักและอิหร่าน มีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างกันมากยิ่งขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม สำหรับกรณีการโจมตีภาคอุตสาหกรรมน้ำมันของซาอุดีอาระเบีย ซึ่งรวมถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมัน อย่าง โรงกลั่นน้ำมัน Ras Tanura บนชายฝั่งตะวันออก และความพยายามโจมตีด้วยโดรนหลายสิบครั้งต่อแหล่งน้ำมันเชย์บาห์ (Shaybah) ในทะเลทรายใกล้ชายแดนสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เอกอัครราชทูตอิหร่านยืนกรานปฏิเสธว่า “อิหร่านไม่ได้เป็นผู้รับผิดชอบการโจมตี”

 

“อิหร่านไม่ใช่ฝ่ายที่รับผิดชอบต่อการโจมตีเหล่านี้ และหากอิหร่านเป็นผู้ลงมือ ก็คงประกาศไปแล้ว” เขากล่าว แต่ไม่ระบุว่าใครเป็นผู้ลงมือโจมตี

 

ญี่ปุ่น-ออสเตรเลีย ปฏิเสธส่งเรือรบคุ้มกันฮอร์มุซ

 

ส่วนท่าทีของหลายประเทศ ต่อกรณีที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเรียกร้องนานาชาติ รวมถึง NATO จีนฝรั่งเศส ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สหราชอาณาจักร และอีกหลายประเทศให้ร่วมภารกิจคุ้มกันเรือที่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ล่าสุดวันนี้ นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ ของญี่ปุ่น ได้กล่าวต่อรัฐสภาว่า “ญี่ปุ่นซึ่งถูกจำกัดด้วยรัฐธรรมนูญที่ห้ามทำสงคราม ไม่มีแผนที่จะส่งเรือรบไปคุ้มกันเรือในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นแหล่งน้ำมันดิบ 95% ของญี่ปุ่น”

 

“เรายังไม่ได้ตัดสินใจใดๆ เกี่ยวกับการส่งเรือคุ้มกัน เรากำลังพิจารณาอย่างต่อเนื่องว่าญี่ปุ่นสามารถทำอะไรได้บ้างโดยอิสระ และอะไรที่สามารถทำได้ภายใต้กรอบกฎหมาย” ทาคาอิจิกล่าว

 

ทั้งนี้ สถานีโทรทัศน์ NHK รายงานว่า ญี่ปุ่นได้เริ่มปล่อยน้ำมันจากคลังสำรองของภาคเอกชนเพื่อรักษาเสถียรภาพอุปทานน้ำมัน เนื่องจากผลกระทบสงครามในอิหร่านและการปิดช่องแคบฮอร์มุซ แต่ปริมาณน้ำมันที่ปล่อยออกมานั้นเพียงพอสำหรับการบริโภคราว 15 วัน โดยบริษัทน้ำมันในญี่ปุ่นมีปริมาณน้ำมันในคลังสำรองเทียบเท่าอัตราการบริโภค 70 วัน ขณะที่รัฐบาลมีคลังสำรองแยกต่างหากและคาดว่าจะปล่อยออกมาอีกในปลายเดือนมีนาคม

 

ปัจจุบัน ญี่ปุ่นมีน้ำมันสำรองฉุกเฉินเทียบเท่าอัตราการบริโภค 254 วัน ประกอบด้วยคลังสำรองของประเทศ 146 วัน คลังสำรองของภาคเอกชน 101 วัน และคลังสำรองร่วมกับประเทศผู้ผลิต 7 วัน รวมประมาณ 470 ล้านบาร์เรล

 

ส่วนออสเตรเลีย หนึ่งในพันธมิตรด้านความมั่นคงที่สำคัญของสหรัฐฯ ในภูมิภาคอินโดแปซิฟิก ซึ่งพึ่งพาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ผลิตจากน้ำมันดิบในตะวันออกกลางอย่างมากเช่นกัน ก็ยืนยันว่า จะไม่ส่งเรือรบไปช่วยในการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ตามที่ทรัมป์ต้องการ

 

“เรารู้ว่าเรื่องนั้นสำคัญมากแค่ไหน แต่เราไม่ได้รับการร้องขอหรือมีส่วนร่วมในเรื่องนั้น” แคทเธอรีน คิง สมาชิกคณะรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีแอนโทนี อัลบานีส กล่าวในการให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ ABC

 

ความเสี่ยงขนส่งยาทางอากาศ

 

นอกจากนี้ สงครามที่เกิดขึ้นยังกระทบต่อการขนส่งยาทางอากาศไปยังประเทศในอ่าวอาหรับด้วย ซึ่งยาที่สำคัญ โดยเฉพาะยารักษามะเร็งและยาอื่นๆ ที่ต้องเก็บรักษาในอุณหภูมิเย็น มีความเสี่ยงในการจัดส่ง ทำให้บริษัทยาต่างๆ ต้องเปลี่ยนเส้นทางการบินและหาเส้นทางขนส่งทางบกเข้าสู่ภูมิภาค

 

ปัญหาดังกล่าวเริ่มทำให้เกิดความกังวลว่า บางโรงพยาบาลในประเทศอ่าวอาหรับ อาจเผชิญภาวะขาดแคลนยาภายในไม่กี่สัปดาห์ โดยปราชันต์ ยาดาฟ นักวิจัยอาวุโสด้านสุขภาพระดับโลกจากสภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ กล่าวว่า ยาที่มีอายุการเก็บรักษาสั้น ยาที่ไวต่ออุณหภูมิ และยาที่มีราคาแพง มักจะมีสต็อกเหลืออยู่ประมาณ 3 เดือน โดยเฉพาะยาต้านมะเร็ง อย่างโมโนโคลนอลแอนติบอดี อยู่ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงสุด

 

ขณะที่ความล่าช้าในการส่งมอบยาต้านมะเร็งอาจส่งผลร้ายแรงต่อผู้ป่วย ซึ่งอาจถูกบังคับให้เริ่มการรักษาใหม่ หรืออาการป่วยอาจเลวร้ายลง

 

ยาดาฟชี้ว่า การหยุดชะงักนี้เริ่มเป็นปัญหาสำหรับบางบริษัทยาแล้ว โดยมีลูกค้าบางรายเตือนว่าพวกเขาอาจขาดแคลนยาภายใน 4 ถึง 6 สัปดาห์หากสถานการณ์ไม่ดีขึ้น

 

ภาพ : REUTERS

 

อ้างอิง :

 
  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising