ผลกระทบจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่าน เริ่มส่งผลไปทั่วโลก โดยเฉพาะการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ของอิหร่าน ที่กระทบต่อเส้นทางขนส่งน้ำมันสายสำคัญ และการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของอุตสาหกรรมน้ำมันในอิหร่านและประเทศในกลุ่มอ่าวอาหรับช่วงหลายวันที่ผ่านมา ซึ่งก่อให้เกิดความกังวลต่อวิกฤตขาดแคลนน้ำมันและราคาน้ำมันที่พุ่งสูง
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ พยายามหาทางออกของปัญหานี้ ด้วยการเรียกร้องให้นานาชาติที่ได้รับผลกระทบจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ เข้ามามีส่วนรับผิดชอบและช่วยกันคุ้มกันเรือเพื่อเปิดช่องแคบอีกครั้ง แต่ความเป็นไปได้จนถึงตอนนี้ยังดูลางเลือน จากท่าทีล่าสุดของบางประเทศ เช่น ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย ที่ออกมาปฏิเสธ
หนทางในการรับมือวิกฤตจากการปิดช่องแคบนี้จะเป็นอย่างไร สถานการณ์สู้รบตอนนี้เลวร้ายถึงขั้นไหน และผลกระทบที่เกิดขึ้นขยายวงไปมากแค่ไหน?
นี่คือสิ่งที่เรารู้จนถึงตอนนี้
สถานการณ์สงครามเป็นอย่างไร?
สถานการณ์สู้รบในวันนี้ซึ่งเข้าสู่สัปดาห์ที่ 3 ยังเป็นไปอย่างตึงเครียด โดยกองทัพสหรัฐฯ และอิสราเอลเดินหน้าปฏิบัติการทิ้งระเบิดโจมตีใส่อิหร่านอย่างต่อเนื่อง โดยโจมตีเป้าหมายในหลายเมือง เช่น เตหะราน ฮามาดัน และอิสฟาฮาน ขณะที่มีรายงานว่าอิสราเอลเริ่มต้นส่งกองกำลังทหารและรถถังปฏิบัติการบุกโจมตีภาคพื้นดิน โดยเคลื่อนพลเข้าสู่พื้นที่ชายแดนทางตอนใต้ของเลบานอนเพื่อต่อสู้กับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งมีรายงานผู้เสียชีวิตจากการโจมตีในเลบานอนแล้วอย่างน้อย 850 คน
ทางด้านอิหร่านก็ยังคงตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธโจมตีและสร้างความเสียหายในหลายเมืองของอิสราเอล เช่นเดียวกับหลายประเทศในกลุ่มอ่าวอาหรับ ซึ่งนับตั้งแต่เปิดฉากการสู้รบเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ จนถึงวันนี้ มีรายงานว่าอิหร่านโจมตีประเทศในกลุ่มอ่าวอาหรับด้วยขีปนาวุธและโดรน รวมแล้วมากกว่า 2,000 ครั้ง โดยเป้าหมายที่อิหร่านตอบโต้ ไม่ใช่เพียงแต่สถานทูตและฐานทัพสหรัฐฯ แต่ยังรวมไปถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันที่สำคัญของอ่าวอาหรับ ตลอดจนเป้าหมายพลเรือน ทั้งบ้านเรือนและสำนักงานต่างๆ ของเอกชนด้วย
ที่ซาอุดีอาระเบีย มีรายงานว่าวันนี้ทางการสามารถสกัดกั้นโดรนโจมตีได้อย่างน้อย 60 ลำในพื้นที่ภาคตะวันออกของประเทศ
ส่วนที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มีรายงานการโจมตีด้วยโดรนใกล้สนามบินนานาชาติดูไบ ส่งผลให้ต้องระงับเที่ยวบินชั่วคราว แต่ไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บ โดยเที่ยวบินบางส่วนถูกเปลี่ยนเส้นทางไปยังสนามบินนานาชาติอัลมักตูม (Al Maktoum Airport) และล่าสุดเริ่มทยอยกลับมาเปิดให้บริการเที่ยวบินได้อีกครั้งในวันนี้
นอกจากนี้ ที่อิรัก มีรายงานว่ากองกำลังติดอาวุธในอิรักที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ทำการยิงจรวด 5 ลูกโจมตีสนามบินนานาชาติในกรุงแบกแดด ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 5 คน
การโจมตีสนามบินที่เกิดขึ้น ยังสร้างความปั่นป่วนให้กับอุตสาหกรรมการบิน โดยมีเที่ยวบินในภูมิภาคตะวันออกกลางถูกยกเลิกไปแล้วมากกว่า 5.2 หมื่นเที่ยวนับตั้งแต่ที่การสู้รบเริ่มต้นขึ้น ในขณะที่น่านฟ้าส่วนใหญ่ในประเทศตะวันออกกลางยังคงถูกปิดเพราะความกังวลเกี่ยวกับการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรน
อิหร่านต้องการ ‘ทบทวนสัมพันธ์’ ประเทศอ่าวอาหรับ
ทางด้าน อาลีเรซา เอนายาตี (Alireza Enayati) เอกอัครราชทูตอิหร่านประจำซาอุดีอาระเบีย ให้สัมภาษณ์สำนักข่าว Reuters เกี่ยวกับท่าทีและความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่านกับประเทศในกลุ่มอ่าวอาหรับภายหลังเกิดการสู้รบ โดยเขามองว่า “ความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่านกับประเทศในอ่าวอาหรับ จำเป็นต้องได้รับการ ‘ทบทวนอย่างจริงจัง’ เพื่อจำกัดอำนาจของตัวละครจากภายนอกและทำให้ภูมิภาคนี้เจริญรุ่งเรือง”
ขณะที่เขายืนยันว่า ความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่านกับประเทศในอ่าวอาหรับนั้น ‘ขาดกันไม่ได้’ และจำเป็นต้องมีการทบทวนอย่างจริงจัง
“สิ่งที่ภูมิภาคนี้ได้เห็นในช่วง 5 ทศวรรษที่ผ่านมาเป็นผลมาจากแนวทางกีดกันภายในภูมิภาค และการพึ่งพาอำนาจภายนอกมากเกินไป” เขากล่าว พร้อมทั้งเรียกร้องให้สมาชิกทั้ง 6 ประเทศของสภาความร่วมมืออ่าวอาหรับ รวมถึงอิรักและอิหร่าน มีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างกันมากยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม สำหรับกรณีการโจมตีภาคอุตสาหกรรมน้ำมันของซาอุดีอาระเบีย ซึ่งรวมถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมัน อย่าง โรงกลั่นน้ำมัน Ras Tanura บนชายฝั่งตะวันออก และความพยายามโจมตีด้วยโดรนหลายสิบครั้งต่อแหล่งน้ำมันเชย์บาห์ (Shaybah) ในทะเลทรายใกล้ชายแดนสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เอกอัครราชทูตอิหร่านยืนกรานปฏิเสธว่า “อิหร่านไม่ได้เป็นผู้รับผิดชอบการโจมตี”
“อิหร่านไม่ใช่ฝ่ายที่รับผิดชอบต่อการโจมตีเหล่านี้ และหากอิหร่านเป็นผู้ลงมือ ก็คงประกาศไปแล้ว” เขากล่าว แต่ไม่ระบุว่าใครเป็นผู้ลงมือโจมตี
ญี่ปุ่น-ออสเตรเลีย ปฏิเสธส่งเรือรบคุ้มกันฮอร์มุซ
ส่วนท่าทีของหลายประเทศ ต่อกรณีที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเรียกร้องนานาชาติ รวมถึง NATO จีนฝรั่งเศส ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สหราชอาณาจักร และอีกหลายประเทศให้ร่วมภารกิจคุ้มกันเรือที่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ล่าสุดวันนี้ นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ ของญี่ปุ่น ได้กล่าวต่อรัฐสภาว่า “ญี่ปุ่นซึ่งถูกจำกัดด้วยรัฐธรรมนูญที่ห้ามทำสงคราม ไม่มีแผนที่จะส่งเรือรบไปคุ้มกันเรือในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นแหล่งน้ำมันดิบ 95% ของญี่ปุ่น”
“เรายังไม่ได้ตัดสินใจใดๆ เกี่ยวกับการส่งเรือคุ้มกัน เรากำลังพิจารณาอย่างต่อเนื่องว่าญี่ปุ่นสามารถทำอะไรได้บ้างโดยอิสระ และอะไรที่สามารถทำได้ภายใต้กรอบกฎหมาย” ทาคาอิจิกล่าว
ทั้งนี้ สถานีโทรทัศน์ NHK รายงานว่า ญี่ปุ่นได้เริ่มปล่อยน้ำมันจากคลังสำรองของภาคเอกชนเพื่อรักษาเสถียรภาพอุปทานน้ำมัน เนื่องจากผลกระทบสงครามในอิหร่านและการปิดช่องแคบฮอร์มุซ แต่ปริมาณน้ำมันที่ปล่อยออกมานั้นเพียงพอสำหรับการบริโภคราว 15 วัน โดยบริษัทน้ำมันในญี่ปุ่นมีปริมาณน้ำมันในคลังสำรองเทียบเท่าอัตราการบริโภค 70 วัน ขณะที่รัฐบาลมีคลังสำรองแยกต่างหากและคาดว่าจะปล่อยออกมาอีกในปลายเดือนมีนาคม
ปัจจุบัน ญี่ปุ่นมีน้ำมันสำรองฉุกเฉินเทียบเท่าอัตราการบริโภค 254 วัน ประกอบด้วยคลังสำรองของประเทศ 146 วัน คลังสำรองของภาคเอกชน 101 วัน และคลังสำรองร่วมกับประเทศผู้ผลิต 7 วัน รวมประมาณ 470 ล้านบาร์เรล
ส่วนออสเตรเลีย หนึ่งในพันธมิตรด้านความมั่นคงที่สำคัญของสหรัฐฯ ในภูมิภาคอินโดแปซิฟิก ซึ่งพึ่งพาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ผลิตจากน้ำมันดิบในตะวันออกกลางอย่างมากเช่นกัน ก็ยืนยันว่า จะไม่ส่งเรือรบไปช่วยในการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ตามที่ทรัมป์ต้องการ
“เรารู้ว่าเรื่องนั้นสำคัญมากแค่ไหน แต่เราไม่ได้รับการร้องขอหรือมีส่วนร่วมในเรื่องนั้น” แคทเธอรีน คิง สมาชิกคณะรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีแอนโทนี อัลบานีส กล่าวในการให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ ABC
ความเสี่ยงขนส่งยาทางอากาศ
นอกจากนี้ สงครามที่เกิดขึ้นยังกระทบต่อการขนส่งยาทางอากาศไปยังประเทศในอ่าวอาหรับด้วย ซึ่งยาที่สำคัญ โดยเฉพาะยารักษามะเร็งและยาอื่นๆ ที่ต้องเก็บรักษาในอุณหภูมิเย็น มีความเสี่ยงในการจัดส่ง ทำให้บริษัทยาต่างๆ ต้องเปลี่ยนเส้นทางการบินและหาเส้นทางขนส่งทางบกเข้าสู่ภูมิภาค
ปัญหาดังกล่าวเริ่มทำให้เกิดความกังวลว่า บางโรงพยาบาลในประเทศอ่าวอาหรับ อาจเผชิญภาวะขาดแคลนยาภายในไม่กี่สัปดาห์ โดยปราชันต์ ยาดาฟ นักวิจัยอาวุโสด้านสุขภาพระดับโลกจากสภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ กล่าวว่า ยาที่มีอายุการเก็บรักษาสั้น ยาที่ไวต่ออุณหภูมิ และยาที่มีราคาแพง มักจะมีสต็อกเหลืออยู่ประมาณ 3 เดือน โดยเฉพาะยาต้านมะเร็ง อย่างโมโนโคลนอลแอนติบอดี อยู่ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงสุด
ขณะที่ความล่าช้าในการส่งมอบยาต้านมะเร็งอาจส่งผลร้ายแรงต่อผู้ป่วย ซึ่งอาจถูกบังคับให้เริ่มการรักษาใหม่ หรืออาการป่วยอาจเลวร้ายลง
ยาดาฟชี้ว่า การหยุดชะงักนี้เริ่มเป็นปัญหาสำหรับบางบริษัทยาแล้ว โดยมีลูกค้าบางรายเตือนว่าพวกเขาอาจขาดแคลนยาภายใน 4 ถึง 6 สัปดาห์หากสถานการณ์ไม่ดีขึ้น
ภาพ : REUTERS
อ้างอิง :
- https://www.aljazeera.com/news/liveblog/2026/3/16/iran-war-live-tehran-rejects-trump-claim-on-talks-gulf-attacks-continue
- https://www.reuters.com/world/middle-east/middle-east-war-disrupts-pharma-air-routes-risks-cancer-drugs-supply-2026-03-16/
- https://www.reuters.com/world/middle-east/iran-wants-serious-review-arab-gulf-ties-denies-role-saudi-oil-attacks-2026-03-15/
- https://www.reuters.com/world/middle-east/fire-breaks-out-vicinity-dubai-international-airport-after-drone-attack-dubai-2026-03-16/
- https://www.bbc.com/news/live/cx2lr40g17kt


