วันนี้ (2 มีนาคม) อิหร่านออกแถลงการณ์ ถึงการกระทำอันก้าวร้าวของสหรัฐฯ และระบอบอิสราเอลต่ออิหร่าน จากกรณีเปิดปฏิบัติการทหารโจมตีหลายพื้นที่ของอิหร่านโดยระบุว่าอีกครั้งหนึ่ง ในช่วงก่อนเทศกาลนอรูซ (ปีใหม่ปฏิพัทธ์) และวันที่ 10 ของเดือนรอมฎอน ระบอบการปกครองของสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลได้ ‘ละเมิด’มาตรา 2 วรรค 4 ของกฎบัตรสหประชาชาติและกฎหมายระหว่างประเทศ โดยได้ ‘ก่ออาชญากรรมต่อชาติอิหร่าน’ และกระทำการป่าเถื่อนอย่างชัดเจน ละเมิดบูรณภาพแห่งดินแดนและอธิปไตยของประเทศอิหร่าน การกระทำของสหรัฐฯ และระบอบไซโอนิสต์นี้ไม่มีฐานทางกฎหมายหรือเหตุผลรองรับใดๆ และถือเป็น ‘การก่ออาชญากรรมแห่งการรุกราน’
ในช่วงชั่วโมงแรกของการปฏิบัติการที่ก้าวร้าวนี้ โรงเรียนประถมหญิงล้วนในเมืองมินาบ (Minab) ถูกตกเป็นเป้าหมายและถูกทำลาย ส่งผลให้เด็กหญิงผู้บริสุทธิ์เกือบ 200 คนเสียชีวิต (Martyrdom) การรุกรานครั้งนี้เกิดขึ้นในขณะที่อิหร่านและสหรัฐฯ กำลังอยู่ระหว่างการเจรจาทางการทูต ซึ่งเป็นที่ประจักษ์แล้วว่า การเจรจาเหล่านั้นเป็นเพียง ‘การหลอกลวง’ และการตัดสินใจโจมตีอิหร่านได้ถูกเตรียมการไว้ล่วงหน้าแล้ว ตั้งแต่ช่วงที่เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอลเดินทางไปเยือนสหรัฐฯ
การลอบสังหารผู้นำสูงสุด
ทางการอิหร่านระบุว่า แม้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะกล่าวอ้างนโยบาย ‘อเมริกาต้องมาก่อน’ (America First) แต่การกระทำนี้แสดงให้เห็นว่า อิสราเอลคือสิ่งที่เขาส่งเสริมเป็นอันดับแรก และเขายอมสละเลือดเนื้อของทหารอเมริกัน เพื่อเป้าหมายที่ชั่วร้ายของระบอบไซโอนิสต์
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น ทั้งที่อิหร่านได้เข้าสู่กระบวนการเจรจาด้วยความจริงใจ เพื่อทำหน้าที่ต่อระบบระหว่างประเทศและพิสูจน์ความบริสุทธิ์ใจว่า ไม่ได้แสวงหาอาวุธนิวเคลียร์ เพื่อขจัดข้ออ้างในการรุกรานของสหรัฐฯ และระบอบไซโอนิสต์
ทางการอิหร่านเน้นย้ำว่า ‘สิ่งที่น่ารังเกียจที่สุด’ ในการรุกรานครั้งนี้คือ ปฏิบัติการลอบสังหารผู้นำสูงสุดของสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน โดยเฉพาะการลอบสังหาร อยาตอลเลาะห์ ซัยยิด อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดผู้ยิ่งใหญ่ของอิหร่าน ซึ่งถือเป็นการละเมิดหลักการทางศีลธรรมของสังคมมนุษย์และกฎบัตรสหประชาชาติอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน
สิทธิในการป้องกันตนเองและการตอบโต้
สหรัฐฯ และระบอบไซโอนิสต์ต้องตระหนักว่า แม้พวกเขาจะเป็น ‘ฝ่ายเริ่มสงคราม’ และการรุกราน แต่พวกเขาจะ ‘ไม่ใช่ฝ่ายที่ยุติมันได้’ การลอบสังหารผู้นำสูงสุดได้สร้างบาดแผลลึกในหัวใจของชนชาติอิหร่าน
กองทัพอิหร่านได้ลุกขึ้นด้วยอำนาจเต็มพิกัด เพื่อปกป้องบูรณภาพแห่งดินแดน การตอบโต้การรุกรานนี้เป็นสิทธิโดยชอบธรรมของอิหร่านตามมาตรา 51 ของกฎบัตรสหประชาชาติ กองทัพอิหร่านได้เตรียมพร้อมด้วยสรรพกำลังเพื่อเผชิญหน้ากับการรุกรานที่ชั่วร้ายนี้ และจะตอบโต้อย่างแน่นอน
อิหร่านได้ร้องขอให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) จัดประชุมฉุกเฉินเพื่อดำเนินการต่อการละเมิดสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม ‘นโยบายสองมาตรฐาน’ ทำให้การประชุมนั้น ‘ไม่เกิดผล’
อิหร่านคาดหวังให้รัฐสมาชิก UN โดยเฉพาะประเทศในภูมิภาคและกลุ่มประเทศไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ร่วมกันประณามการกระทำที่ก้าวร้าวของสหรัฐฯ และอิสราเอลโดยทันที
คำเตือนถึงประเทศเพื่อนบ้าน
ชนชาติอิหร่าน ‘จะไม่ยอมจำนน’ ต่อการรุกรานของต่างชาติ และจะยืนหยัดปกป้องอธิปไตยของตนอย่างเด็ดขาด เพื่อให้ผู้รุกรานต้องเสียใจกับการกระทำของตน
ประชาชาติที่รักเสรีภาพต้องเข้าใจว่า การรุกรานอิหร่านโดยสหรัฐฯ และระบอบไซโอนิสต์ ‘ไม่ใช่แค่การโจมตีอิหร่าน’ เท่านั้น แต่เป็นการ ‘ทรยศต่อการทูต’ และเป็นการทำร้ายทั้งภูมิภาค ซึ่งจะส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง
ขณะที่อิหร่านยังคงยึดถือ ‘นโยบายเพื่อนบ้านที่ดี’ แต่ก็คาดหวังว่าเพื่อนบ้านจะไม่อนุญาตให้ผู้รุกรานใช้พื้นที่หรือสิ่งอำนวยความสะดวกในการโจมตีอิหร่าน ตามกฎหมายระหว่างประเทศ การกระทำดังกล่าวถือเป็นการมีส่วนร่วมในการรุกราน และอิหร่านมีสิทธิ์ในการดำเนินมาตรการตอบโต้ต่อแหล่งที่มาของการรุกรานนั้นๆ
ประเทศในภูมิภาคต้องตระหนักว่าสหรัฐฯ ได้ใช้พื้นที่ของพวกเขาเพื่อแผ่ขยายไฟสงคราม ดังนั้น การป้องกันตัวใดๆ ของอิหร่านต่อฐานทัพเหล่านั้น จะไม่ถือว่าเป็นการโจมตีประเทศในภูมิภาคเหล่านั้นแต่อย่างใด
ในมุมมองของอิหร่าน สมาชิกสหประชาชาติทุกคนมีหน้าที่ต้องประณามการรุกรานนี้ การเพิกเฉยจะยิ่งทำให้ผู้รุกรานได้ใจ และเป็นการทำลายหลักนิติธรรมรวมถึงกฎบัตรสหประชาชาติ


