เมื่อวานนี้ (2 มีนาคม) กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน (IRGC) ประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งที่รองรับปริมาณน้ำมันประมาณ 20% ของโลก พร้อมเตือนว่าจะโจมตีและเผาเรือทุกลำที่พยายามแล่นผ่าน
โดยการประกาศปิดช่องแคบนี้เป็น ‘การตอบโต้’ ปฏิบัติการทิ้งระเบิดของอิสราเอลและสหรัฐฯ ซึ่งส่งผลให้ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่านและเจ้าหน้าที่ระดับสูงเสียชีวิต นอกจากนี้ อิหร่านยังขู่ว่าจะโจมตีท่อส่งน้ำมัน เพื่อตัดขาดไม่ให้น้ำมันส่งออกไปยังสหรัฐฯ ได้แม้แต่หยดเดียว
การปิดช่องแคบฮอร์มุซส่งผลกระทบอย่างรุนแรงเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะต่อความมั่นคงทางพลังงานและเศรษฐกิจโลก เช่น
1. เส้นทางขนส่งน้ำมันหลักของโลก ‘ถูกตัดขาด’ เนื่องจากช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางสำคัญที่รองรับปริมาณน้ำมันถึง 20% ของการจัดหาน้ำมันทั่วโลก การที่อิหร่านประกาศปิดช่องแคบพร้อมกับขู่ที่จะโจมตีเรือทุกลำที่พยายามแล่นผ่าน ทำให้การขนส่งต้องหยุดชะงัก
2. ราคาน้ำมันดิบ ‘มีความเสี่ยงพุ่งสูง’ เป็นประวัติการณ์ การหยุดชะงักของเส้นทางเดินเรือ ทำให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นทันที และสร้างความกังวลต่ออุปทานน้ำมันในตลาดโลก โดยที่ปรึกษาอาวุโสของกองกำลัง IRGC คาดการณ์ว่า ราคาน้ำมันอาจทะยานขึ้นไปแตะระดับ 200 ดอลลาร์ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า
3. วิกฤตราคาก๊าซธรรมชาติในยุโรปและเอเชีย ผลกระทบ ‘ไม่ได้จำกัด’ อยู่แค่น้ำมัน แต่ยังทำให้ราคาก๊าซธรรมชาติพุ่งสูงขึ้นเกือบ 50% ในยุโรป และเกือบ 40% ในเอเชีย สาเหตุหลักมาจากการที่โรงงานผลิตก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ของ QatarEnergy ซึ่งเป็นผู้จัดหารายใหญ่ถูกโจมตีจนต้องระงับการผลิต
4. โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ‘ตกอยู่ในความเสี่ยง’ มีความตื่นตระหนกถึงการขยายวงของสงครามในภูมิภาค โดยนอกจากโรงงานในกาตาร์แล้ว โรงกลั่นน้ำมัน Ras Tanura ในซาอุดีอาระเบียซึ่งมีกำลังการผลิตกว่าครึ่งล้านบาร์เรลต่อวัน ก็ตกเป็นเป้าหมายการโจมตีด้วยโดรนเช่นกัน แม้จะสามารถป้องกันไว้ได้ก็ตาม
อย่างไรก็ตาม มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่า วิกฤตด้านราคาและอุปทานพลังงานทำให้เศรษฐกิจโลกเผชิญกับความไม่แน่นอนสหรัฐฯ ได้คาดการณ์ถึงปัญหาเหล่านี้ไว้แล้ว และจะเริ่มบังคับใช้มาตรการต่างๆ เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบจากราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น
แฟ้มภาพ: Lavizzara / Shutterstock
อ้างอิง:


