วันนี้ (27 ตุลาคม) ที่ ทำเนียบรัฐบาล วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรมกำลังเดินหน้ายกระดับความปลอดภัยของยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อรองรับกระแสความนิยมรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังสังคมเกิดความกังวลจากเหตุการณ์เพลิงไหม้รถยนต์ไฟฟ้าที่มีรายงานเป็นระยะ ซึ่งสาเหตุอาจเกี่ยวเนื่องกับความร้อน การชาร์จไฟเกินขนาด หรือการใช้อุปกรณ์ที่ไม่ได้มาตรฐาน จนส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
ล่าสุด กระทรวงอุตสาหกรรมได้เสนอเรื่องต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อขอความเห็นชอบในการกำหนดให้ แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า และ แบตเตอรี่รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า เป็นสินค้าควบคุม ซึ่งคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ภายในเดือนพฤษภาคม 2570
มาตรการนี้จะกำหนดให้ผู้ผลิต ผู้นำเข้า และผู้จำหน่าย ต้องดำเนินการผลิตและนำเข้าให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด เพื่อให้แบตเตอรี่ที่นำมาใช้ในยานยนต์ไฟฟ้ามีความปลอดภัยสูงสุด
สำหรับมาตรฐานดังกล่าวประกอบด้วย มอก. 3026-2563 สำหรับแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า และ มอก. 2952-2561 สำหรับแบตเตอรี่รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งอ้างอิงตามมาตรฐานสากล UN R100 และ UN R136 ที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ โดยกำหนดให้แบตเตอรี่ต้องผ่านการทดสอบสมรรถนะด้านความปลอดภัยภายใต้สภาวะวิกฤตที่จำลองสถานการณ์อุบัติเหตุและการใช้งานจริง ดังนี้:
ความทนทานทางกายภาพ: ต้องทนต่อแรงสั่นสะเทือนจากสภาพถนน และการบีบอัดจากแรงกระแทกหรืออุบัติเหตุ โดยต้องไม่เกิดการรั่วไหลของสารอิเล็กโทรไลต์
ระบบตัดไฟและความร้อน: ต้องมีระบบตัดไฟเมื่อชาร์จเกิน ระบบป้องกันการลัดวงจร ป้องกันการคายประจุเกิน และป้องกันอุณหภูมิสูงเกินกำหนด
ความทนทานต่อสภาพแวดล้อม: ต้องทนต่อการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิอย่างฉับพลัน
การทนไฟ: ต้องทนไฟจากภายนอกได้นานเพียงพอ เพื่อให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารมีเวลาหลบหนีออกจากตัวรถได้อย่างปลอดภัย
ปัจจุบันกระทรวงอุตสาหกรรมได้กำหนดมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์ไฟฟ้าไปแล้วทั้งสิ้น 211 มาตรฐาน โดยในจำนวนนี้เป็นมาตรฐานบังคับหรือสินค้าควบคุมแล้ว 6 มาตรฐาน และอยู่ระหว่างการดำเนินการเพิ่มเติมอีก 7 มาตรฐาน ซึ่งจะครอบคลุมทั้งตัวแบตเตอรี่ สายชาร์จ ตู้ชาร์จไฟฟ้ากระแสสลับ (AC) และกระแสตรง (DC) ไปจนถึงระบบการป้องกันผู้โดยสารเมื่อเกิดการชนด้านหน้าและด้านข้าง

