×

อินโดนีเซียเล็งผ่อนเพดานขาดดุลเกิน 3% หลังน้ำมันแพงกดดันงบรัฐ ท่ามกลางน้ำมันสำรองฉุกเฉินเหลือแค่ 20 วัน

14.03.2026
  • LOADING...
ธงชาติอินโดนีเซียพร้อมกราฟแสดงการขาดดุลงบประมาณและราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น

อินโดนีเซียกำลังพิจารณาใช้มาตรการทางการคลังลักษณะเดียวกับช่วงวิกฤตโควิด หลังราคาน้ำมันที่พุ่งสูงสร้างแรงกดดันต่อการใช้จ่ายภาครัฐและความเสี่ยงที่การขาดดุลงบประมาณจะทะลุเพดาน 3% ของ GDP ซึ่งเป็นกรอบวินัยการคลังที่ประเทศยึดถือมานาน

 

หลังเหตุการณ์ Asian Financial Crisis อินโดนีเซียกำหนดกฎการคลังที่เข้มงวด โดยจำกัดการขาดดุลงบประมาณไว้ไม่เกิน 3% ของ GDP เพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเงินของประเทศ

 

กระทั่งในช่วงการระบาดของโควิด รัฐบาลได้ผ่อนคลายกฎดังกล่าวชั่วคราว เปิดทางให้การขาดดุลเกินระดับ 3% เป็นเวลา 3 ปี ตั้งแต่ปี 2020 เพื่อให้รัฐสามารถอัดฉีดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและช่วยเหลือประชาชนได้

 

ล่าสุด แอร์ลังกา ฮาร์ตาร์โต รัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจของอินโดนีเซีย เปิดเผยว่า รัฐบาลกำลังเตรียมออกกฎระเบียบของรัฐบาลแทนกฎหมาย คล้ายกับมาตรการที่ใช้ในช่วงโควิด เพื่อรับมือกับสถานการณ์เศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

 

พร้อมระบุว่า ภายใต้หลายสถานการณ์ การรักษาเพดานขาดดุลไว้ที่ 3% ของ GDP อาจเป็นเรื่องยาก เว้นแต่ว่ารัฐบาลจะลดการใช้จ่าย ซึ่งอาจทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอตัว โดยกฎระเบียบใหม่ที่กำลังพิจารณา ยังอาจเปิดทางให้รัฐบาลสามารถโยกย้ายงบประมาณได้โดยไม่ต้องผ่านการอนุมัติจากรัฐสภา

 

ขณะเดียวกันในการประชุมคณะรัฐมนตรี ฮาร์ตาร์โตเสนอ 3 สมมติฐานเศรษฐกิจเพื่อประเมินผลกระทบต่อฐานะการคลัง แม้ในกรณีที่มีความเสี่ยงต่ำที่สุด ซึ่งตั้งสมมติฐานว่าราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยอยู่ที่ 86 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และค่าเงินรูเปียห์อยู่ที่ประมาณ 17,000 รูเปียห์ต่อดอลลาร์ งบประมาณของประเทศก็ยังมีแนวโน้มขาดดุลราว 3.18% ของ GDP

 

ตัวเลขดังกล่าวสูงกว่าสมมติฐานในงบประมาณปี 2026 ที่ตั้งไว้ โดยคาดว่าราคาน้ำมันจะอยู่ที่ 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และค่าเงินรูเปียห์ที่ประมาณ 16,500 รูเปียห์ต่อดอลลาร์

 

สถานการณ์ยิ่งตึงตัวมากขึ้น หลังราคาน้ำมันดิบพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา จากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ก่อนจะปรับลดลงเล็กน้อย ขณะที่ค่าเงินรูเปียห์เคลื่อนไหวอยู่แถว 16,900 รูเปียห์ต่อดอลลาร์

 

และในกรณีเลวร้ายที่สุด การขาดดุลงบประมาณอาจเพิ่มขึ้นถึง 4 06% ของ GDP หากรัฐบาลต้องการรักษาเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจราว 5% ทั้งนี้ การตัดสินใจขั้นสุดท้ายขึ้นอยู่กับประธานาธิบดี ปราโบโว ซูเบียนโต

 

ปัจจุบัน อินโดนีเซียยังคงอุดหนุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิงขายปลีกจำนวนมาก ผ่านบริษัทพลังงานของรัฐ Pertamina จนถึงปัจจุบัน รัฐบาลยังไม่ได้ปรับขึ้นราคาพลังงาน เนื่องจากในอดีตการขึ้นราคาน้ำมันเชื้อเพลิงมักก่อให้เกิดความไม่พอใจในสังคมและสร้างความตึงเครียดทางการเมือง

 

ด้าน เปอร์บายา ยูดิ ซาเดวา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวต่อว่า การเพิ่มเพดานการขาดดุลมีความเป็นไปได้อย่างมาก เพราะระดับการขาดดุลของอินโดนีเซียยังต่ำกว่าหลายประเทศ เช่น เวียดนาม อินเดีย และญี่ปุ่น

 

พร้อมย้ำว่ารัฐบาลยังต้องดำเนินนโยบายการคลังอย่างระมัดระวัง เนื่องจากกังวลต่อการประเมินจากสถาบันจัดอันดับเครดิตอย่าง Moody’s Ratings และ Fitch Ratings ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ปรับแนวโน้มอันดับเครดิตของอินโดนีเซียจาก มีเสถียรภาพ เป็น เชิงลบ โดยให้เหตุผลว่าความสามารถในการคาดการณ์นโยบายลดลง

 

แม้ประธานาธิบดี ปราโบโว ซูเบียนโต จะยังไม่ได้แสดงจุดยืนต่อการผ่อนคลายเพดานขาดดุลโดยตรง แต่เขาได้เรียกร้องให้ประเทศลดการใช้พลังงานจากน้ำมัน หลังจากหลายๆ ประเทศเริ่มดำเนินมาตรการประหยัดพลังงานแล้ว และมองว่าอินโดนีเซียก็ควรลดการใช้พลังงานเช่นกัน เพื่อไม่ให้ภาระงบประมาณเพิ่มสูงขึ้น

 

สอดคล้องกับประธานสภาเศรษฐกิจแห่งชาติ เตือนว่าการผ่อนคลายเพดานขาดดุลควรดำเนินการอย่างระมัดระวัง เพราะปัจจุบัน อินโดนีเซียนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางราว 20% ของการนำเข้าทั้งหมด

 

ขณะที่น้ำมันเชื้อเพลิงสำเร็จรูปยังต้องพึ่งพาการนำเข้าจากสิงคโปร์และมาเลเซียเป็นหลัก หากเกิดความปั่นป่วนในห่วงโซ่อุปทานพลังงานโลก อาจกระทบต่อเสถียรภาพพลังงานของประเทศ เนื่องจากอินโดนีเซียมีน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์เพียงพอใช้ประมาณ 20 วันเท่านั้น

 

นักเศรษฐศาสตร์จาก BCA Sekuritas กล่าวต่อว่า ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นและค่าเงินรูเปียห์ที่อ่อนค่าจะเพิ่มภาระเงินอุดหนุนพลังงาน และทำให้ช่องว่างทางการคลังขยายตัวเร็วกว่าที่คาด สิ่งที่นักลงทุนกังวลมากกว่าการขาดดุล คือวิธีที่รัฐบาลจะจัดหาเงินมาชดเชย หากการขาดดุลเพิ่มขึ้นจนต้องออกพันธบัตรจำนวนมาก อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอาจสูงขึ้น และเพิ่มแรงกดดันต่อค่าเงินรูเปียห์

 

ในขณะเดียวกัน ประเทศเพื่อนบ้านอย่าง เวียดนาม กำลังพิจารณามาตรการรักษาความมั่นคงด้านพลังงาน โดยบริษัทน้ำมันของรัฐ PetroVietnam เสนอให้รัฐบาลระงับการส่งออกน้ำมันดิบชั่วคราว เพื่อรักษาปริมาณสำรองไว้ใช้ภายในประเทศ

 

ภาพ:FXQuadro/shutterstock

 

อ้างอิง:

 

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories