×

เปิดมุมมอง IMF ต่อฐานะการคลัง ‘ไทย’ พร้อมข้อแนะนำรัฐบาลควรใช้ AI เพิ่มประสิทธิภาพเก็บภาษีอย่างไร

14.10.2026
  • LOADING...
เอรา ดาบลา-นอร์ริส รองผู้อำนวยการ IMF ให้สัมภาษณ์

เอรา ดาบลา-นอร์ริส (Era Dabla-Norris) รองผู้อำนวยการฝ่ายกิจการการคลังของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD โดยระบุว่า หนี้สาธารณะทั่วโลกที่กำลังเข้าใกล้ระดับ 100% ของ GDP ภายในปี 2030 ต้นทุนการกู้ยืมที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงการขาดดุลที่อยู่ในระดับสูงในหลายภูมิภาคทั่วโลก ปัจจุบันเราจึงอยู่ในสถานการณ์ที่บริบททางการคลังแตกต่างไปจากช่วง 5 ถึง 10 ปีที่ผ่านมาอย่างสิ้นเชิงสำหรับหลายประเทศ สภาพแวดล้อมในปัจจุบันคือ แม้จะยังสามารถกู้ยืมได้ แต่ต้องเผชิญกับอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าในอดีตมาก ซึ่งหมายความว่า หลายประเทศมีพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Room) ในการบริหารจัดการลดลง

 

 

ภาระดอกเบี้ยรัฐบาลเอเชียจ่อพุ่งแตะ 2.5% ต่อ GDP บีบพื้นที่การคลังหดตัว

 

โดยหนึ่งสาเหตุที่หลายประเทศมีพื้นที่ทางการคลังลดลงมาจากภาระการชำระดอกเบี้ยสำหรับหนี้ก้อนใหม่ปรับตัวสูงขึ้นกว่าช่วงที่ผ่านมาอย่างมาก ตัวอย่างเช่น ในภูมิภาคเอเชีย สัดส่วนการชำระดอกเบี้ยต่อ GDP กำลังเพิ่มขึ้นจากประมาณ 1.5% เป็น 2 5% ของ GDP ภายในสิ้นทศวรรษนี้ สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่ากรอบงบประมาณทางการคลังจะเหลือพื้นที่สำหรับการใช้จ่ายในด้านอื่นๆ น้อยลง ไม่ว่าจะเป็นด้านการลงทุน การคุ้มครองทางสังคม และอื่นๆ

 

ดังนั้น ดาบลา-นอร์ริส จึงมองว่า ลำดับความสำคัญเร่งด่วนและข้อเสนอแนะสำหรับประเทศต่างๆ ในขณะนี้ คือการพิจารณาอย่างจริงจังถึงความจำเป็นในการจัดระเบียบวินัยทางการคลัง สำหรับประเทศที่มีระดับหนี้สูงมาก สิ่งสำคัญอันดับแรกคือ การดำเนินการปรับนโยบายการคลังเข้าสู่สมดุล (Fiscal Consolidation) อย่างน่าเชื่อถือตั้งแต่วันนี้

 

แนะเอเชียปรับสมดุลการคลังอย่างค่อยเป็นค่อยไป ป้องกันผลกระทบฉุดการเติบโต

 

ส่วนประเทศในภูมิภาคเอเชีย ดาบลา-นอร์ริส แนะว่า ควรเน้นการปรับเปลี่ยนทางการคลังอย่างค่อยเป็นค่อยไปและน่าเชื่อถือ โดยมุ่งเน้นที่การสร้างความยืดหยุ่นทางการคลัง (Fiscal Resilience) เพื่อรักษาวินัยทางการคลังให้มีความมั่นคง

 

ดาบลา-นอร์ริส ยังกล่าวถึงประเด็น เมื่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Sovereign Yields) ในกลุ่มประเทศที่มีความสำคัญเชิงระบบเศรษฐกิจปรับตัวสูงขึ้น ประมาณ 110 ถึง 120 เบสิสพอยต์ (Basis Points) ตั้งแต่ช่วงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ผลกระทบดังกล่าวได้ส่งผ่านไปยังสภาวะการเงินโลกที่ตึงตัวขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมของประเทศอื่นๆ ทั่วโลก รวมถึงกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ (Emerging Markets) ปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย

 

ดังนั้น ความท้าทายสำหรับกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่จึงอยู่ที่การกู้ยืมอย่างระมัดระวัง โดยต้องดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด และไม่ส่งผลกระทบเชิงลบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ

 

“ในทางปฏิบัติ สิ่งนี้หมายถึงการบริหารจัดการทรัพยากรทางการคลังอย่างชาญฉลาดยิ่งขึ้น การมีระบบบริหารหนี้ที่รัดกุม ตลอดจนการสร้างกันชนทางการคลัง (Fiscal Buffers) ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับรองรับความผันผวนในอนาคต”

 

มุมมอง IMF ต่อฐานะการคลังไทย

 

สำหรับประเทศไทย ดาบลา-นอร์ริส มองว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจยังคงมีความยืดหยุ่นและฟื้นตัวได้ค่อนข้างดี (Resilient) แม้พื้นที่ทางการคลังนั้นแคบลงกว่าในอดีตมาก เช่นเดียวกับประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่อีกหลายประเทศ อย่างไรก็ดี ประเทศไทยยังมีกันชนทางการคลัง ทั้งตัวประเทศและระบบเศรษฐกิจมีความแข็งแกร่ง

 

“คำถามสำคัญในขณะนี้คือ ไทยจะฝ่าฟันความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกอย่างไร เพื่อสร้างความมั่นใจว่าประเทศยังมีพื้นที่ในการบริหารจัดการสำหรับการลงทุนที่เอื้อต่อการเติบโต ดังนั้น แผนปฏิบัติที่น่าเชื่อถือในการรัดเข็มขัดทางการคลังอย่างค่อยเป็นค่อยไปเพื่อสร้างกันชนทางการคลังจึงเป็นสิ่งสำคัญ”

 

โดยรัฐบาลไทยควรต้องพิจารณาถึงการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้จ่าย การระดมรายได้โดยไม่สร้างความบิดเบือนต่อระบบเศรษฐกิจอย่างค่อยเป็นค่อยไป ตลอดจนการสร้างความยืดหยุ่นเพื่อตอบสนองต่อความต้องการที่เกิดจาก AI ในขณะเดียวกัน การสร้างความยืดหยุ่นเพื่อรับมือกับวิกฤตการณ์ (Shocks) ในอนาคตถือเป็นวาระสำคัญสูงสุด

 

IMF ประเมิน AI ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพเก็บภาษี แต่เสี่ยงดิสรัปต์ตลาดแรงงานรุนแรง

 

ดาบลา-นอร์ริส กล่าวอีกว่า ประเด็นเรื่อง AI และผลิตภาพได้รับการหยิบยกขึ้นมาหารืออย่างมาก โดยเฉพาะในการประชุมประจำปีครั้งนี้ โดยมองว่า AI คือความหวังใหม่สำหรับการเติบโตทางเศรษฐกิจของหลายประเทศ

 

ดังนั้น AI จึงสามารถเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับการคลังของประเทศได้ โดยรัฐบาลเองสามารถนำ AI มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานของภาครัฐ ทำให้สามารถจัดเก็บรายได้ได้อย่างมีประสิทธิผลยิ่งขึ้น และบริหารการใช้จ่ายได้มีประสิทธิภาพมากกว่าในอดีต

 

แต่ในขณะเดียวกัน ก็ยังมีความไม่แน่นอนอยู่มากว่าผลประโยชน์เหล่านี้จะเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมเร็วเพียงใด และฐานภาษีจะยังคงมั่นคงอยู่หรือไม่ ลองจินตนาการถึงโลกที่ตลาดแรงงานถูกดิสรัปต์ และผู้คนจำนวนมากถูกเลิกจ้างอันเป็นผลมาจาก AI ในสถานการณ์เช่นนี้ รัฐบาลจะต้องก้าวเข้ามาแทรกแซงและให้ความคุ้มครองทางสังคม

 

ด้วยเหตุนี้ จึงยังมีความไม่แน่นอนสูงว่าผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นจะเป็นไปในเชิงบวกและขยายฐานรายได้ หรือจะสร้างความปั่นป่วนอย่างรุนแรงต่อตลาดแรงงาน ฐานภาษีของรัฐ และระบบการคุ้มครองทางสังคม สิ่งสำคัญที่สุดคือรัฐบาลจะต้องมีความพร้อม โดยเตรียมรับมือกับฉากทัศน์ (Scenarios) ที่หลากหลาย ทั้งในกรณีที่ดีซึ่งประโยชน์เชิงบวกเกิดขึ้นจริงและสามารถกระจายผลประโยชน์ได้อย่างทั่วถึง ไปจนถึงกรณีเลวร้ายที่สุดซึ่งเกิดผลกระทบเชิงลบต่อรายได้ การคลังของประเทศ และหนี้สาธารณะ

 

สำหรับข้อแนะนำ อันดับแรก รัฐบาลต้องเตรียมความพร้อม โดยประเมินว่าประเทศมีโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลที่เหมาะสมหรือไม่ ประชากรมีทักษะด้านดิจิทัลที่เพียงพอหรือไม่ รวมถึงแรงงานและภาคธุรกิจจะสามารถใช้ประโยชน์จากสิ่งเหล่านี้ได้หรือไม่ นอกจากนี้ รัฐบาลมีกลไกป้องกัน (Guardrails) เพื่อจัดการกับความเสี่ยงเชิงลบที่ AI อาจก่อให้เกิด เช่น ความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางการเงินแล้วหรือไม่ ในด้านหนึ่งคือการสร้างความมั่นใจว่าประเทศมีโครงสร้างพื้นฐานและทักษะที่พร้อม ในอีกด้านหนึ่งคือการทดสอบภาวะวิกฤต (Stress Testing) ภาคการคลังของประเทศ และตั้งคำถามว่า หากผลลัพธ์ไม่ได้เป็นบวกอย่างที่คาดการณ์ไว้ เรามีระบบการคุ้มครองทางสังคมและทรัพยากรที่จำเป็นในการช่วยเหลือประชาชนหรือไม่ หากผลกระทบต่อตลาดแรงงานเลวร้ายกว่าที่คาดไว้

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories