สงคราม วิกฤตหนี้สิน ภัยพิบัติ และค่าครองชีพที่สูงขึ้น กำลังสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาที่ต้องเผชิญวิกฤตหลายด้านพร้อมกัน ขณะที่รัฐบาลยังมีข้อจำกัดด้านงบประมาณและภาระหนี้ที่ต้องชำระ
ประเด็นสำคัญ
- ประเทศกำลังพัฒนาต้องรับมือหลายวิกฤต แต่กลับถูกกดดันให้ลดรายจ่าย
- หนี้ต่างประเทศกินรายได้รัฐบาลเกือบ 20% ผู้หญิงได้รับผลกระทบหนัก
- เปิดบทเรียน ‘แอฟริกา’ เมื่อหนี้เบียดงบสาธารณสุขและการศึกษา
- IMF ยอมรับ โมเดลเศรษฐกิจเดิมยังรับมือวิกฤตซ้ำซ้อนได้ไม่ครบ
- IMF ทบทวน 132 โครงการเงินกู้ ปรับเงื่อนไขให้เหมาะกับแต่ละประเทศมากขึ้น
- ภาคประชาสังคมย้ำ ต้องให้ความสำคัญกับชีวิตประชาชน
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ภาคประชาสังคมจากหลายประเทศเรียกร้องให้กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ทบทวนแนวทางการให้คำปรึกษาด้านเศรษฐกิจและเงื่อนไขการปล่อยกู้ โดยเตือนว่า มาตรการรัดเข็มขัดที่มุ่งลดรายจ่ายภาครัฐ และควบคุมหนี้สาธารณะ อาจยิ่งซ้ำเติมความเดือดร้อนของประชาชน โดยเฉพาะเมื่อรัฐบาลต้องลดงบประมาณด้านสาธารณสุข การศึกษา และสวัสดิการสังคม
ประเด็นดังกล่าวถูกหยิบยกขึ้นมาหารือในเวทีเสวนา Rethinking IMF Surveillance and Lending in an Era of Overlapping Shocks โดยจัดขึ้นระหว่างการประชุมประจำปี IMF–World Bank 2026 ณ กรุงเทพฯ วันนี้ (15 ตุลาคม) โดยมีตัวแทนภาคประชาสังคม นักเศรษฐศาสตร์ และเจ้าหน้าที่ IMF ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการปรับปรุงนโยบายให้สามารถรับมือวิกฤตเศรษฐกิจที่ซับซ้อนมากขึ้น
ประเทศกำลังพัฒนาต้องรับมือหลายวิกฤต แต่กลับถูกกดดันให้ลดรายจ่าย
ชีรีน ทาลาต (Shereen Talaat) ผู้อำนวยการบริหาร MENA Fem Movement for Economic, Development, and Ecological Justice และผู้ดำเนินรายการกล่าวว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญวิกฤตหลายด้านที่เชื่อมโยงและส่งผลกระทบต่อกัน ทั้งสงคราม ปัญหาหนี้สิน วิกฤตสภาพภูมิอากาศ ความไม่มั่นคงด้านพลังงาน และค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น
สำหรับประเทศกำลังพัฒนา ปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง จนกลายเป็นสถานการณ์ที่รัฐบาลต้องรับมืออยู่ตลอดเวลา ขณะที่ระบบการเงินระหว่างประเทศยังใช้แนวทางที่ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อรับมือกับผลกระทบจากวิกฤตหลายด้านพร้อมกัน
เธอยกตัวอย่างว่า ประเทศที่มีภาระหนี้สูงอาจถูกกดดันให้ลดการขาดดุลงบประมาณ แต่ในขณะเดียวกัน ประเทศเหล่านี้ก็จำเป็นต้องใช้เงินจำนวนมาก เพื่อรับมือภัยพิบัติหรือฟื้นฟูเศรษฐกิจจากความขัดแย้ง
ทาลาตยังย้ำว่า ปัญหาจะยิ่งรุนแรงขึ้น เมื่อรัฐบาลลดรายจ่ายด้านบริการสาธารณะ เนื่องจากต้นทุนเหล่านั้นไม่ได้หายไปไหน แต่กลายเป็นภาระที่ประชาชนต้องรับผิดชอบเอง โดยเฉพาะกลุ่มผู้หญิงที่ต้องรับหน้าที่ดูแลเด็ก ผู้สูงอายุ และสมาชิกในครอบครัวโดยไม่ได้รับค่าตอบแทน
เธอทิ้งท้ายว่า การรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจไม่ควรทำให้ระบบบริการสาธารณะอ่อนแอลง เพราะประชาชนจำเป็นต้องพึ่งพาบริการเหล่านี้ในช่วงที่เกิดวิกฤตมากที่สุด
หนี้ต่างประเทศกินรายได้รัฐบาลเกือบ 20% ผู้หญิงได้รับผลกระทบหนัก
ทารา โพวีย์ (Tara Povey) ผู้ประสานงานโครงการจาก Bretton Woods Project กล่าวว่า ประเทศกำลังพัฒนาจำนวนมาก ต้องรับผลกระทบจากวิกฤตที่เกิดขึ้นนอกประเทศ ทั้งที่มีส่วนก่อให้เกิดปัญหาเหล่านั้นเพียงเล็กน้อย แต่กลับต้องแบกรับต้นทุนทางเศรษฐกิจที่เพิ่มสูงขึ้น
เธออ้างข้อมูลจาก Debt Justice ว่า ในปี 2025 ประเทศกำลังพัฒนาต้องนำรายได้รัฐบาลโดยเฉลี่ย 19.2% ไปชำระหนี้ต่างประเทศ หรือคิดเป็นตัวเลขเพิ่มขึ้นถึง 220% เมื่อเทียบกับปี 2010 นับเป็นภาพสะท้อนว่า ภาระหนี้กำลังกินงบประมาณที่รัฐบาลสามารถนำไปใช้พัฒนาประเทศและดูแลประชาชน
อนึ่ง ภาระดังกล่าวทำให้รัฐบาลเหลืองบประมาณสำหรับพัฒนาประเทศน้อยลง โดยเฉพาะการลงทุนด้านสาธารณสุข การศึกษา และการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
นอกจากนี้ โพวีย์ยังอ้างรายงาน Who Pays the Price? Gender Inequality and Sovereign Debt ของโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ซึ่งศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาระหนี้ภาครัฐกับความเหลื่อมล้ำทางเพศ
รายงานดังกล่าวระบุว่า เมื่อภาระชำระหนี้เพิ่มขึ้นจากระดับกลางไปอยู่ในกลุ่มระดับสูง รายได้ต่อหัวของผู้หญิงอาจลดลงถึง 17% ขณะที่รายได้ของผู้ชายไม่เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ
เธอมองว่า แม้ IMF จะเริ่มให้ความสำคัญกับผลกระทบจากความเหลื่อมล้ำทางเพศและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น แต่แนวทางการดำเนินนโยบายยังคงให้ความสำคัญกับการลดการขาดดุลงบประมาณและการจัดการหนี้เป็นหลัก
โพวีย์จึงเสนอให้ IMF กำหนดหลักเกณฑ์ประเมินผลกระทบของนโยบายเศรษฐกิจต่อประชาชนอย่างเป็นระบบ ทั้งก่อนและหลังดำเนินมาตรการ โดยเฉพาะผลกระทบต่อผู้หญิง กลุ่มเปราะบาง สิทธิมนุษยชน และสิ่งแวดล้อม
เปิดบทเรียน ‘แอฟริกา’ เมื่อหนี้เบียดงบสาธารณสุขและการศึกษา
แอนเน็ต เนริมา (Annet Nerima) ผู้จัดการโครงการจาก Kenya Human Rights Commission ยกตัวอย่างสถานการณ์ในประเทศแอฟริกาว่า หลายประเทศกำลังเผชิญปัญหาภาระหนี้สูงและมีงบประมาณจำกัดสำหรับบริการสาธารณะ
เธออ้างรายงาน African Economic Update เดือนตุลาคม 2026 ของธนาคารโลกว่า 80% ของประเทศในแอฟริกาตอนใต้ของทะเลทรายซาฮารา มีภาระชำระหนี้สูงกว่ารายจ่ายด้านสาธารณสุขและการศึกษารวมกันประมาณ 2-3 เท่า พร้อมชี้ว่า ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนปัญหาที่รัฐบาลต้องนำเงินจำนวนมากไปชำระหนี้ จนมีงบประมาณไม่เพียงพอเพื่อลงทุนในบริการที่จำเป็นต่อประชาชน
สำหรับเคนยา เธอระบุว่า ในปี 2021 รัฐบาลได้เข้าร่วมโครงการเงินกู้ของ IMF เพื่อรับมือกับปัญหาหนี้สาธารณะที่สูงถึงประมาณ 70% ของ GDP โดยได้ดำเนินมาตรการเพิ่มการจัดเก็บภาษี ลดเงินอุดหนุน และจำกัดงบประมาณด้านค่าจ้างบุคลากรภาครัฐ เพื่อควบคุมระดับหนี้สาธารณะ
เนริมาเชื่อว่า มาตรการเหล่านี้มีส่วนเพิ่มภาระค่าครองชีพและลดกำลังซื้อของประชาชน ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่สร้างความไม่พอใจในสังคมเคนยา รวมถึงกระแสการประท้วงของคนรุ่นใหม่ Gen Z ในช่วงที่ผ่านมา
นอกจากนี้ เธอยังยกกรณีแซมเบีย หลังการลดเงินอุดหนุนด้านการเกษตรและพลังงานส่งผลให้เกษตรกรรายย่อยต้องเผชิญต้นทุนการผลิตสูงขึ้นในช่วงที่ประเทศประสบภัยแล้ง กระทบต่อความมั่นคงทางอาหาร
ส่วนกานาเผชิญปัญหากำลังซื้อลดลงและการขาดแคลนบุคลากรในภาครัฐ ขณะที่ไนจีเรียและเอธิโอเปียได้รับผลกระทบจากการปรับนโยบายด้านเงินอุดหนุนพลังงานและอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งทำให้ราคาสินค้านำเข้าและค่าครองชีพปรับตัวสูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม กรณีที่เนริมายกขึ้นมาถือเป็นข้อวิจารณ์จากมุมมองของภาคประชาสังคม ขณะที่ผลกระทบทางเศรษฐกิจในแต่ละประเทศยังเกี่ยวข้องกับปัจจัยอื่นๆ ทั้งนโยบายภายในประเทศ ภาวะเงินเฟ้อ และสถานการณ์เศรษฐกิจโลก
IMF ยอมรับ โมเดลเศรษฐกิจเดิมยังรับมือวิกฤตซ้ำซ้อนได้ไม่ครบ
ด้าน อเล็กซานดรา ซเดียนิตสกา (Aleksandra Zdzienicka) รองหัวหน้าฝ่าย Strategy, Policy, and Review ของ IMF ยอมรับว่า รูปแบบวิกฤตเศรษฐกิจในปัจจุบันแตกต่างจากอดีต เพราะเกิดขึ้นบ่อยครั้งและมีความเชื่อมโยงกันมากขึ้น
เธออธิบายว่า ประเทศหนึ่งอาจเผชิญราคาพลังงานสูงขึ้น ค่าเงินอ่อนตัว และต้นทุนการกู้ยืมเพิ่มขึ้นพร้อมกัน ซึ่งปัจจัยเหล่านี้สามารถส่งผลกระทบต่อเนื่องกันจนทำให้สถานการณ์รุนแรงขึ้น
อย่างไรก็ตาม อเล็กซานดรายอมรับว่า แบบจำลองเศรษฐกิจที่ IMF ใช้อยู่ ยังมีข้อจำกัดในการประเมินผลกระทบจากวิกฤตหลายด้านที่เกิดขึ้นพร้อมกัน โดยเฉพาะเมื่อปัญหาหนึ่งส่งผลกระทบต่ออีกปัญหาหนึ่ง จึงจำเป็นต้องพัฒนาเครื่องมือวิเคราะห์ให้สามารถรับมือกับสถานการณ์ที่ซับซ้อนมากขึ้น
ด้วยเหตุนี้ IMF จึงทบทวนแนวทางติดตามและประเมินเศรษฐกิจของประเทศสมาชิกครั้งใหญ่ ภายใต้ชื่อ Comprehensive Surveillance Review (CSR) เพื่อปรับปรุงวิธีประเมินความเสี่ยง และช่วยให้ประเทศต่างๆ เตรียมรับมือกับวิกฤตได้ตั้งแต่เนิ่นๆ แทนที่จะรอให้เกิดปัญหาแล้วจึงหาทางแก้ไข
เช่น หากประเทศที่มีหนี้สาธารณะสูงเผชิญราคาพลังงานพุ่งขึ้น รัฐบาลอาจจำเป็นต้องพิจารณาว่า สามารถชะลอมาตรการลดการขาดดุลงบประมาณได้นานเพียงใด โดยไม่ทำให้ความเสี่ยงด้านหนี้เพิ่มขึ้นจนกระทบความเชื่อมั่นของตลาด
นอกจากนี้ IMF ยังต้องประเมินให้ได้ว่า เมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ประชาชนกลุ่มใดจะได้รับผลกระทบมากที่สุด เพื่อให้รัฐบาลสามารถเตรียมมาตรการช่วยเหลือได้อย่างเหมาะสม โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางที่อาจได้รับผลกระทบรุนแรงกว่าประชาชนทั่วไป
อเล็กซานดราย้ำว่า รัฐบาลควรเตรียมระบบตาข่ายความปลอดภัยทางสังคม (Social Safety Net) เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจ โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ซึ่งจำเป็นต้องวางระบบให้พร้อมตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤต เพื่อให้สามารถช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที
อย่างไรก็ตาม เธอยอมรับว่า การประเมินผลกระทบต่อประชาชนทุกกลุ่มยังมีข้อจำกัดด้านข้อมูลและทรัพยากร ทำให้ IMF จำเป็นต้องเลือกวิเคราะห์นโยบายสำคัญที่มีผลกระทบสูงเป็นลำดับแรก
IMF ทบทวน 132 โครงการเงินกู้ ปรับเงื่อนไขให้เหมาะกับแต่ละประเทศมากขึ้น
ไอรีน ยาคอฟเลฟ (Irene Yackovlev) นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของ IMF อธิบายว่า องค์กรได้ทบทวนการออกแบบโครงการและเงื่อนไขการให้เงินกู้ โดยศึกษาข้อมูลจากโครงการสนับสนุนทางการเงิน 132 โครงการ ระหว่างปี 2018-2024 พร้อมรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียใน 99 ประเทศสมาชิก
การทบทวนพบข้อกังวลสำคัญหลายด้าน ทั้งผลกระทบทางสังคมจากมาตรการปรับเศรษฐกิจ ความสามารถของรัฐบาลในการดำเนินการปฏิรูป และการรับมือกับวิกฤตที่อาจเกิดขึ้นระหว่างเข้าร่วมโครงการเงินกู้
หนึ่งในแนวทางที่ IMF เตรียมนำมาใช้ คือ การประเมินผลกระทบของมาตรการทางเศรษฐกิจต่อประชาชนอย่างเหมาะสม รวมถึงกำหนดเป้าหมายการใช้จ่ายด้านสังคมให้ชัดเจนและสามารถดำเนินการได้จริง
นอกจากนี้ IMF ยังต้องการลดจำนวนมาตรการปฏิรูปที่ประเทศต้องดำเนินการพร้อมกัน โดยให้ความสำคัญกับการปฏิรูปที่จำเป็น และจัดลำดับให้สอดคล้องกับความสามารถของหน่วยงานภาครัฐ
สำหรับการรับมือวิกฤต IMF จะพยายามเตรียมข้อตกลงล่วงหน้ากับประเทศสมาชิก เพื่อให้รัฐบาลสามารถปรับมาตรการได้รวดเร็วเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ เช่น ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นอย่างฉับพลัน
ไอรีนยังชี้ว่า การแก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ควรพึ่งพาการลดรายจ่ายภาครัฐเพียงอย่างเดียว แต่จำเป็นต้องใช้นโยบายการเงินและอัตราแลกเปลี่ยนร่วมด้วย เพื่อให้ภาระการปรับงบประมาณไม่สูงเกินความจำเป็น
อย่างไรก็ตาม เธอยืนยันว่าการปรับนโยบายเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วยังคงมีความจำเป็นในบางสถานการณ์ โดยผลการทบทวนพบว่าประเทศที่ชะลอมาตรการสำคัญออกไปอาจเผชิญปัญหาเศรษฐกิจยืดเยื้อ และมีอัตราการเติบโตต่ำกว่าที่ควรจะเป็น
ภาคประชาสังคมย้ำ ต้องให้ความสำคัญกับชีวิตประชาชน
แม้ IMF จะเริ่มปรับปรุงแนวทางติดตามเศรษฐกิจและออกแบบโครงการเงินกู้ แต่ภาคประชาสังคมยังเห็นว่า การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจไม่เพียงพอ หากเงื่อนไขการปล่อยกู้ยังทำให้รัฐบาลต้องลดรายจ่ายด้านบริการสาธารณะที่จำเป็น
เชดี ฮัสซัน (Shady Hassan) นักเศรษฐศาสตร์จากอียิปต์ตั้งข้อสังเกตว่า โครงการของ IMF มักออกแบบมาเพื่อฟื้นเสถียรภาพเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่เมื่อวิกฤตเกิดขึ้นต่อเนื่อง ประเทศต่างๆ อาจต้องใช้เครื่องมือทางเศรษฐกิจที่ยืดหยุ่นกว่านั้น
เขาอธิบายว่า หากประเทศกำลังพัฒนาเผชิญเงินเฟ้อจากปัจจัยภายนอก ขณะที่ต้องลดเงินอุดหนุนและปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ ต้นทุนการชำระหนี้ภายในประเทศก็อาจเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ทำให้รัฐบาลเหลืองบประมาณสำหรับช่วยเหลือประชาชนน้อยลง
เขาจึงเสนอให้ IMF พิจารณาผลกระทบจากนโยบายเศรษฐกิจหลายด้านร่วมกัน และเปิดโอกาสให้ประเทศสมาชิกปรับแผนการคลังได้ยืดหยุ่นมากขึ้น โดยเฉพาะการลงทุนด้านสาธารณสุข การศึกษา และการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ขณะที่ทาลาตกล่าวทิ้งท้ายว่า แม้ IMF จะต้องคำนึงถึงความเชื่อมั่นของตลาดการเงิน แต่การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนด้วย เพราะตลาดเองก็ไม่สามารถดำรงอยู่ได้หากประชาชนกำลังเผชิญความเดือดร้อนอย่างหนัก

